4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว ในตอนเช้า ที่จะทำให้สาวๆ อยากลอง

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว ที่มีความเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ หาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด เป็นพืชผักสวนครัวประจำบ้านที่หาได้ไม่ยาก นอกจากจะนำเอามาใช้ปรุงอาหารและทำเมนูต่างๆ

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว ยังเนรมิตรให้กลายเป็นยาบำรุงสุขภาพขั้นเทพที่ดีต่อร่างกายได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่การดื่มน้ำมะนาวในตอนเช้า กับ 4 ข้อมูลดีๆ ต่อไปนี้ ที่จะทำให้สาวๆ หันมาเลือกดูแลตัวเองด้วยวิธีนี้กันมากขึ้น

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว

กระตุ้นให้อารมณ์ดีขึ้น

น้ำมะนาวสามารถช่วยเพิ่มความรู้สึกและความสดชื่นมากขึ้นได้ เพียงแค่สาวๆ ดื่มน้ำมะนาวในช่วงเช้าก็จะช่วยทำให้ความง่วงที่เกิดจากการนอนดึกหายไปได้ แล้วทดแทนด้วยความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะกลิ่นหอมๆ ของมะนาวที่มาจากน้ำมันที่ถูกคั้นออกมาจากส่วนของผิว ผสมลงไปกับน้ำมะนาว จะช่วยปลุกความสดชื่นให้กับร่างกาย ที่สำคัญน้ำมันที่ระเหยออกมานี้ยังช่วยลดอาการวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี การดื่มหลังตื่นนอนทันที ยังช่วยทำให้รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่หอมสดชื่น ลดกลิ่นปากได้ในตัวอีกด้วย

ช่วยเรื่องการย่อยอาหาร

น้ำมะนาวนั้นเรียกได้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะระบบย่อยอาหารเนื่องจากน้ำมะนาวมีกรดที่สามารถชำระล้างสารพิษออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี สารอาหารที่พบในน้ำมะนาวที่อัดแน่นกันอยู่อย่างเข้มข้นยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับให้ดีขึ้นในด้านการผลิตน้ำดีเพื่อช่วยย่อยอาหาร อีกทั้งยังช่วยลดอาการท้องอืดและเสียดท้องได้ หากเผชิญกับปัญหาระบบย่อยอาหารอยู่ล่ะก็ ลองดื่มน้ำมะนาวในตอนเช้าๆ รับรองว่าปัญหานี้จะไม่มากวนใจ รู้สึกได้ถึงความเบาสบายตัวได้ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

ช่วยลดน้ำหนัก

หากคุณกำลังหาทางเลือกที่ดีสำหรับการลดน้ำหนักอย่างได้ผลและมีความปลอดภัยควบคู่กันอยู่แล้วล่ะก็ ลองดื่มน้ำมะนาวในช่วงเช้า โดยนำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วค่อยๆ จิบจนหมดแก้วแบบไม่ต้องเร่งรีบจนเกินไป ทำแบบนี้ในทุกๆ เช้าที่ตื่นนอน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเพิ่มระดับความสามารถในการลดน้ำหนักได้อีกระดับ เนื่องจากน้ำมะนาวที่ผสมน้ำอุ่นฃช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้เป็นอย่างดีและยังช่วยย่อยอาหารได้เร็วขึ้น ยิ่งควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วยแล้ว บอกเลยว่าความผอมจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไต

มีการค้นพบและได้ทำการวิจัยออกมาแล้วว่า การดื่มน้ำมะนาวสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไตได้ โดยเวลาที่เหมาะสมในการดื่มคือช่วงเช้าหลังจากที่คุณตื่นนอน เนื่องจากกรดซิตริกที่มีอยู่ในมะนาวนั้นสามารถช่วยชำระล้างสารตะกอนต่างๆ ที่จับตัวเป็นก้อนบริเวณไตและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไตได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของสาวๆ ที่รู้สึกว่าเป็นคนติดรสเค็ม หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของไต ลองเลือกดื่มน้ำมะนาวคั้นสดผสมน้ำอุ่นในตอนเช้าเช่นนี้ จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ไตทำงานได้ดีขึ้นได้

เห็นข้อดีของน้ำมะนาวแบบนี้กันแล้ว อย่าลืมลองนำไปใช้เป็นทางเลือกเพื่อการดูแลสุขภาพ ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ของทุกเช้าที่สาวๆ ทำได้อยู่แล้ว เพียงแค่มีวินัยและใส่ใจสุขภาพตัวเองไม่กี่นาที ก็เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อแล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

รวมไอเดีย เมกอัพ สีเหลืองสุดจี๊ด สวยแซ่บไม่จำเจจะขาวหรือเข้ม

รวมไอเดีย เมกอัพ สีเหลืองสุดจี๊ด ถ้าพูดถึงการแต่งหน้าที่เป็นสีเหลือง สาวๆ หลายคนคงจะตกใจกันไม่น้อยถ้าจะให้หยิบสีเหลืองขึ้นมาแต่งแต้มบนใบหน้า

รวมไอเดีย เมกอัพ สีเหลืองสุดจี๊ด เพราะเป็นสีที่ไม่ค่อยมีใครนำมาแต่งกัน แต่วันนี้เรามีลุคการแต่งหน้าโทนสีเหลืองมาให้สาวๆ ดูกันค่ะ ว่าจริงๆ

รวมไอเดีย

แล้วเจ้าสีเหลืองเนี่ยสามารถครีเอทลุกการแต่งหน้าได้อย่างหลากหลาย ต่อให้ผิวของสาวๆ

จะขาวหรือเข้ม จะสายฝอหรือสายเกาก็ไม่ต้องเป็นกังวล สามารถเอาสีเหลืองไปแต่งแต้มบนหน้าได้ แถมแต่งออกมาแล้วยังดูเปรี้ยวแซ่บไม่จำเจอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

วิธี

วิธี “วัดความดันโลหิต” ด้วยตัวเอง ทำอย่างไรให้ถูกต้องการเตรียมตัวก่อนตรวจ

วิธี “วัดความดันโลหิต” ด้วยตัวเอง ความดันโลหิตของคุณสามารถบอกบางอย่าง เกี่ยวกับสภาวะสุขภาพของคุณได้ โชคดีที่คุณไม่จำเป็นต้องไปหาแพทย์

วิธี “วัดความดันโลหิต” ด้วยตัวเองเพื่อทำการตรวจวัดระดับความดันโลหิตทุกครั้ง บทความนี้จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการตรวจ วัดความดันโลหิต ด้วยตัวเองที่บ้าน

วิธี

การเตรียมตัวก่อนทำการตรวจ

สิ่งที่คุณควรเตีรยมตัวก่อนทำการวัดระดับความดันโลหิตมีดังนี้

  • คุณจำเป็นต้องฟังเสียงชีพจร ฉะนั้น คุณจึงควรหาที่เงียบสงบ ควรนั่งพักเป็นเวลาอย่างน้อย 5 นาที ก่อนที่จะทำการวัดระดับความดันโลหิต
  • ควรทำกระเพาะปัสสาวะให้ว่าง เพื่อที่คุณจะได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ อย่าวัดระดับความดันโลหิตหากคุณรู้สึกตึงเครียด เพิ่งออกกำลังกาย รับประทานคาเฟอีน หรือสูบบุหรี่ ภายใน 30 นาทีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อผลการตรวจได้
  • ควรนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ เอนหลังหลังให้พิงกับเก้าอี้ ไม่ควรไขว้ขา และวางเท้าราบกับพื้น
  • หากคุณกำลังใส่เสื้อแขนยาว ควรม้วนแขนเสื้อขึ้นไป หากกำลังใส่เสื้อผ้ารัดแขนแน่นๆ ให้ถอดออกเสีย
  • วางแขนไว้ที่ระดับเดียวกับหัวใจ

ขั้นตอนในการวัดระดับความดันโลหิต

คุณสามารถวัดระดับความดันโลหิตได้ด้วยตัวเอง

  • เริ่มต้นจากการวัดชีพจร วางนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ตรงกลางพับข้อศอก
  • พันผ้ารอบต้นแขน ส่วนขอบล่างของผ้า (ส่วนหัวของหูฟังแพทย์) ควรอยู่เหนือพับข้อศอก 2.5 เซนติเมตร บริษัทผู้ผลิตอาจจะใส่ลูกศรเพื่อช่วยให้คุณทราบตำแหน่งของหูฟังของแพทย์

หากคุณใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบควบคุมด้วยมือ

  • ใส่หูฟังของแพทย์เพื่อฟังเสียงหัวใจเต้น แขนข้างหนึ่งถือเกจวัดความดัน (ดูเหมือนนาฬิกา) และแขนอีกข้างถือส่วนกระเปาะไว้
  • ปิดวาวล์ไหลเวียนอากาศที่กระเปาะ (ตรงเข็มนาฬิกาข้างกระเปาะ)
  • บีบกระเปาะให้ปลอกแขนวัดความดันโลหิตพองขึ้น ขณะที่คอยจับตาดูเกจวัดความดัน หยุดบีบเมื่อเกจ์ขึ้นไปถึง 30 มิลลิเมตรปรอท เหนือความดันตัวบน (systolic pressure) ที่คาดการณ์ไว้ (ตัวเลขบนของค่าความดันโลหิต) คุณจะรู้สึกแน่นที่ต้นแขน
  • ขณะที่กำลังจับตามองดูเกจวัดความดัน ให้ค่อยๆ เปิดวาล์วไหลเวียนอากาศที่กระเปาะ
  • ตั้งใจฟังเสียงให้ดี เมื่อได้ยินเสียงชีพจรให้จดจำค่าตัวเลขที่เกจวัดความดัน นับเป็นค่าเลขตัวบน เมื่อคุณได้ยินเสียงครั้งสุดท้ายให้จดบันทึกตัวเลขเป็นค่าความดันตัวล่าง (diastolic pressure)
  • คุณจะไม่ได้ยินเสียงชีพจร หากคุณปล่อยให้ปลอกแขนวัดความดันโลหิตยุบเร็วเกินไป ควรทำตามขั้นตอนข้างบนอีกครั้ง หลังจากผ่านไป 1 นาที

หากคุณใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิตอล

  • กดปุ่มที่เครื่องวัดความดัน
  • ปลอกแขนวัดความดันโลหิตจะพองตัวขึ้น และคุณจะรู้สึกแน่นที่ต้นแขน
  • ให้จดบันทึกค่าที่แสดงขึ้นบนหน้าจอของเครื่องวัดความดัน

แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณทำการวัดความดันโลหิตในเวลาที่แน่นอน คุณสามารถจดบันทึก และนำไปให้แพทย์ดูเมื่อถึงเวลาที่แพทย์นัดพบ

ทำความเข้าใจกับผลการตรวจ
คุรควรวัดระดับความดันโลหิตของคุณ 2 ถึง 3 ครั้งในคราวเดียว และใช้ตัวเลขที่คุณเห็นบ่อยที่สุด ผลการตรวจของคุณจะมีสองตัวเลข ตัวเลขบนคือค่าความดันตัวบน (120 มิลลิเมตรปรอท หรือน้อยกว่านั้น คือค่าปกติ) ตัวเลขล่างคือค่าความดันตัวล่าง (80 มิลลิเมตรปรอท หรือน้อยกว่านั้น คือค่าปกติ) หากตัวเลขบนของคุณคือ 140 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า หรือตัวเลขล่างของคุณคือ 90 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า นั่นหมายความว่าคุณมีโรคความดันโลหิตสูง (hypertension) หากค่าความดันโลหิตของคุณนั้นมากกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท แต่น้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท หมายความว่าคุณมีภาวะความดันโลหิตสูงเบื้องต้น (pre-hypertension)

แม้ว่าคุณจะยังไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ความเสี่ยงของคุณก็มีมาก ควรติดต่อแพทย์ ควรจำไว้ว่าเวลาส่วนใหญ่นั้น คุณจะไม่มีอาการใดๆ ของภาวะความดันโลหิต ควรตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ วิธีการนี้ไม่เจ็บ รวดเร็ว และง่าย และคุณสามารถตรวจจับความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว หากคุณมีภาวะความดันโลหิตสูง การวัดระดับความดันโลหิตจะช่วยให้คุณจัดการกับโรคได้ดีขึ้น และช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

หลอดเลือดแดง

หลอดเลือดแดง ส่วนปลายอุดตันที่ขา รักษาด้วยการขยายเส้นเลือดด้วย “บอลลูน”

หลอดเลือดแดง ส่วนปลายอุดตัน หรือ Peripheral Artery Disease มักมีสาเหตุมาจากการมีไขมันหรือหินปูนไปเกาะที่ผนังเส้นเลือดแดง จนเกิดการอักเสบและเกิดพังผืดเกาะสะสมบริเวณดังกล่าว จนทำให้รูของผนังเส้นเลือดแคบและตีบลง

หลอดเลือดแดง ส่วนปลายอุดตัน หรือ Peripheral Artery Disease มักมีสาเหตุมาจากการมีไขมันหรือหินปูนไปเกาะที่ผนังเส้นเลือดแดง จนเกิดการอักเสบและเกิดพังผืดเกาะสะสมบริเวณดังกล่าว จนทำให้รูของผนังเส้นเลือดแคบและตีบลง โดยกระบวนการเหล่านี้เรียกว่า Atherosclerosis เมื่อเกิดการอุดตันของเส้นเลือดแดง จะทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง และทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายของเส้นเลือดไม่เพียงพอ

หลอดเลือดแดง

โรคนี้มักเกิดในผู้ป่วยสูงอายุและมีปัจจัยเสี่ยงในผู้ที่สูบบุหรี่, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง ทั้งนี้จะมีอาการ ปวดน่องและขาเวลาเดิน (Claudication), ปวดขาในระยะพัก (Rest Pain) ซึ่งบ่งบอกว่ามีอาการรุนแรง และเกิดแผลหรือเนื้อตาย (Ulceration / Gangrene) ในที่สุด

โดยแนวทางการรักษา สามารถทำได้โดย การทำ Angioplasty ซึ่งได้แก่ การรักษาการตีบของเส้นเลือดโดยใช้บอลลูนเข้าไปถ่างขยายเส้นเลือด โดยในปัจจุบันการทำ Angioplasty เป็นทางเลือกที่ดีในการรักษาโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral Arterial Disease, PAD) เพราะใช้เวลาในการพักรักษาที่โรงพยาบาลน้อย

อย่างไรก็ตาม ก่อนการรักษาแพทย์จะมีการตรวจวินิจฉัยเพื่อประเมินการรักษา โดยจะใช้เครื่องมือ ได้แก่

  • Duplex ultrasound ซึ่งเป็นการใช้คลื่นเสียง Ultrasound (B – Mode) เพื่อแสดงตำแหน่งของการอุดตัน และใช้ Doppler Scan Mode เพื่อดูลักษณะของ Wave และ Flow ที่ตำแหน่งต่างๆ ซึ่งช่วยบอกความรุนแรงของการตีบตันได้
  • Magnetic resonance angiography (MRA) เป็นการตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
  • Computed tomography angiography (CTA) เป็นการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ร่วมกับการฉีด สารทึบรังสี แล้วนำข้อมูลที่ได้มาสร้างภาพสามมิติ ( 3D Reconstruction )

อย่างไรก็ตาม เมื่อคนไข้มีอาการ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน ควรรีบพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่จะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเนื้อตายเน่าของขาหรือเท้า ซึ่งอาจนำไปสู่การรักษาที่ต้องการต้องตัดทิ้งได้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

หอมจนอยากฟัด

หอมจนอยากฟัด 5 โลชั่นกลิ่นแป้งเด็ก ทาแล้วหนุ่มๆ อยากกอด

หอมจนอยากฟัด  การดูแลผิวถือเป็นเรื่องสำคัญที่สาวๆ อย่างเราไม่ควรละเลยนะคะ เพราะการที่เรามีผิวสวยจะแสดงออกได้ถึงการดูแลใส่ใจตัวเองนั่นเอง

หอมจนอยากฟัด การดูแลผิวถือเป็นเรื่องสำคัญที่สาวๆ อย่างเราไม่ควรละเลยนะคะ เพราะการที่เรามีผิวสวยจะแสดงออกได้ถึงการดูแลใส่ใจตัวเองนั่นเอง และการทาโลชั่นเป็นประจำถือเป็นการดูแลผิวของเราที่ดีอีกหนึ่งวิธีเลยค่ะ โลชั่นก็มีด้วยกันหลายกลิ่นเต็มไปหมด แต่สำหรับกลิ่นที่จะมาแนะนำวันนี้เชื่อว่าต้องถูกใจใครหลายคนแน่นอนกับกลิ่นแป้งเด็ก ที่ทำให้รู้สึกหอม สดชื่น น่าทะนุถนอม จะมีโลชั่นกลิ่นแป้งเด็กตัวไหนบ้างไปดูกันค่ะ

หอมจนอยากฟัด

เริ่มกันที่ตัวแรกกับโลชั่นกลิ่นแป้งเด็กจาก Etude ตัวนี้จริงๆ หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะตัวที่เป็นน้ำหอม เพราะรุ่นนี้ดังในเรื่องความหอมกลิ่นแป้งเด็กมากค่ะ ถ้าใช้โลชั่นตัวนี้คู่กับน้ำหอมจะทำให้ติดทนมากขึ้นและหอมมากขึ้นไปอีก หรือจะใช้แค่ตัวเดียวเดี่ยวๆ ก็ดีเช่นกัน โดยความหอมแป้งเด็กจะเป็นความหอมแบบอ่อนๆ ละมุนๆ กำลังน่ารัก หาซื้อได้ตามร้าน Etude ในประเทศไทย หรือจะพรีมาจากเกาหลีก็ได้จ้า

มาต่อกันที่โลชั่นจากแบรนด์ Dermapon ต้องบอกเลยว่าโลชั่นแบรนด์นี้เป็นอีกหนึ่งตัวที่มีราคาถูกและดีแถมยังจัดโปรโมชั่นค่อนข้างบ่อย ตัวเนื้อครีมมีความเข้มข้นเลยค่ะแต่พอทาแล้วรู้สึกบางเบาและซึมเร็วไม่เหนียวเหนอะหนะ กลิ่นมีความหอมแป้งเด็กชัดเจน แต่อาจจะไม่ติดทนเท่าไหร่ ให้ความชุ่นชื้นกับผิวได้ดีเลยทีเดียวค่ะ หาซื้อได้ง่ายตามห้างสรรพสินค้าแผนกซุปเปอร์ทั่วไปหรือตามวัตสันค่ะ

มากันที่อีกหนึ่งแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอย่าง D-nee กันค่ะ แบรนด์นี้นี่ต้องบอกเลยว่าเด็กใช้ได้ผู้ใหญ่ใช้ดี มีความอ่อนโยนไม่ระคายเคืองต่อผิว ที่สำคัญคือกลิ่นหอมมากๆ ด้วยค่ะ เป็นโลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวได้ดี ช่วยให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น ราคาไม่แรงด้วยเมื่อเทียบกับปริมาณที่ได้ถือว่าคุ้มมากๆ สามารถหาซื้อได้ง่ายตามห้างสรรสินค้าตามแผนกซุปเปอร์ทั่วไป หรือ D-nee Shop ค่ะ

อย่าที่ทราบกันดีว่า Kodomo เป็นแบรนด์แป้งเด็กที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ดังนั้นแล้วตัวโลชั่นของเค้าจึงอ่อนโยนแต่ผิวมากๆ และยังมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ด้วย สำหรับใครที่ไม่ชอบความรู้สึกเหนียวเวลาทาโลชั่นตัวนี้ตอบโขทย์มาก เพราะเวลาใช้ตัวครีมจะเป็นเนื้อโลชั่น แต่พอทาแล้วเนื้อโลชั่นจะเปลี่ยนเป็นแป้งแถมยังซึมไวอีกด้วย ทำให้ไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะเลยค่ะ หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป

สุดท้ายสำหรับโลชั่นสีชมพูน่ารักๆ แบรนด์ THE BAKERY ค่ะ ถือเป็นโลชั่นถูกและดีอีกหนึ่งตัวที่น่าตำมากๆ โลชั่นตัวนี้มีกลิ่นหอม ทาแล้วให้ความรู้สึกชุ่มชื่นผิว แถมยังสามารถกันแดดได้เล็กน้อย สำหรับผลิตภัณฑ์ในเซ็ท Born To Be Baby มีหลากหลายมากๆ แนะนำว่าถ้าใช้คู่กับตัวสบู่เหลวก็จะทำให้กลิ่นหอมขึ้นไปอีกค่ะ หาซื้อได้ง่ายตามร้าน Beauty Buffet สะดวกมากค่ะ

การทาโลชั่นเป็นสิ่งที่สาวๆ ไม่ควรละเลยนะคะ เพราะมันมีส่วนช่วยในการดูแลผิวของสาวๆ ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการทาโลชั่นจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกๆ วัน โดยเฉพาะช่วงเวลาหลังอาบน้ำ เพราะจะช่วยทำให้ผิวเราอ่อนนุ่มน่าสัมผัสขึ้นได้จริงๆ สำหรับใครที่ชอบกลิ่นแป้งเด็กหละก็อย่าลืมไปลองใช้โลชั่นทั้ง 5 ตัวนี้ดูนะคะ รับรองว่าคุณจะต้องติดใจแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

4 วิธีดูแลผิวช่วงหน้าหนาว ไม่อยากผิวแห้งแตกไปดูกันว่าต้องทำอย่างไรบ้าง

4 วิธีดูแลผิวช่วงหน้าหนาว ฤดูหนาวมักมาพร้อมกับปัญหาผิวแห้งแตกเป็นขุย และขาดความชุ่มชื้นจึงมีวิธีการดูแลผิวหน้าผิวกายในช่วงหน้าหนาวนี้มาฝากกัน ไม่อยากผิวแห้งแตกไปดูกันว่าต้องทำอย่างไรบ้าง

4 วิธีดูแลผิวช่วงหน้าหนาว

1. หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น
ข้อเสียของการอาบน้ำอุ่นในช่วงหน้าหนาวนั้น จะทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นมากขึ้น ฉะนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น และอาบน้ำที่มีอุณหภูมิปกติแทน แต่ในกรณีที่ชอบอาบน้ำอุ่นอยู่แล้ว หรืออากาศในช่วงนั้นหนาวจัดเย็นจัดจริงๆ และเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นไม่ได้ แนะนำว่าให้ใช้เวลาในการอาบน้ำอุ่นเพียงแค่ 5-10 นาที แล้วรีบทาโลชั่นที่มีมอยซ์เจอไรเซอร์เข้มข้นทันที เพื่อช่วยเก็บกักความชื้นของผิว หลังจากอาบน้ำทุกครั้ง

4 วิธีดูแลผิวช่วงหน้าหนาว
2. ดูแลผิวหน้าและผิวกาย ด้วยการทาโลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้น
ในช่วงหน้าหนาว ผิวจะมีความบอบบางมากกว่าปกติ ดังนั้นจึงต้องใส่ใจในการเลือกโลชั่นมาบำรุงผิวให้เหมาะกับผิวและสภาพอากาศ โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นสูตรอ่อนโยน และช่วยทำให้ผิวกับกักความชุ่มชื้นเอาไว้ได้นานขึ้น ซึ่งแนะนำว่าอย่าเลือกผลิตภัณฑ์มาบำรุงผิวหลายตัวมากเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองจากสารเคมีได้ รวมถึงยิ่งทำให้ผิวถูกทำร้ายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

3. หมั่นทาริมฝีปากด้วยลิปมันหรือลิปบาล์ม
ในหน้าหนาวที่มีลมเย็นพัดผ่าน ความชื้นจากริมฝีปากจะถูกอากาศดูดออกไป กลายเป็นตัวทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์ จึงมีผลทำให้ริมฝีปากขาดความชุ่มชื้น ทำให้ผิวบริเวณริมฝีปากแห้งและแตกได้ ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดของการดูแลริมฝีปากในช่วงหน้าหนาว นั่นก็คือการทาลิปมันหรือลิปบาล์ม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปาก และป้องกันไม่ให้ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย

4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกายและผิวได้ ดังนั้นวิธีป้องกันผิวแห้งอย่างง่ายๆ ก็คือการหมั่นจิบน้ำทีละนิด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำและเพื่อผิวที่ชุ่มชื้น ประโยชน์ของน้ำยังมีส่วนช่วยในการลำเลียงสารไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายไม่ว่าจะเป็นเหงื่อ หรือปัสสาวะ ยังช่วยให้อุจระไม่แข็งจนเกินไป นอกจากนี้น้ำยังช่วยในการปรับสมดุลภายในร่างกายอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ทำไมก่อนกินควรอ่า

ทำไมก่อนกินควรอ่าน “ฉลากโภชนาการ” ก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว-หวาน

ทำไมก่อนกินควรอ่าน “ฉลากโภชนาการ” หากเราเลือกซื้ออาหารที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว อาหารหวาน อาหารแห้ง ขนมคบเคี้ยวต่างๆ

ทำไมก่อนกินควรอ่าน “ฉลากโภชนาการ” อีกมากมาย ทั้งหมดที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยตามร้านค้าต่างๆ ล้วนแล้วแต่มาพร้อมกับ “ฉลากโภชนาการ” ที่มีประโยชน์ต่อการเลือกซื้อเลือกหาอาหารให้เราได้เลือกก่อนทานได้มาก

ฉลากโภชนาการ คืออะไร?
ฉลากโภชนาการ เป็นฉลากที่บ่งบอกถึงรายละเอียดของส่วนประกอบในอาหารชนิดนั้นๆ รวมสารอาหาร และพลังงานที่เราจะได้รับหลังทานอาหารชนิดนั้นๆ เข้าไปในร่างกาย ดังนั้นฉลากโภชนาการจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่รักสุขภาพ ที่อยากหลีกเลี่ยงส่วนประกอบของอาหารที่อาจทำร้ายร่างกาย ผู้ป่วยที่แพทย์สั่งให้ลด หรืองดการทานอาหารบางประเภท รวมทั้งผู้ที่แพ้อาหารบางชนิด ที่ควรส่องดูส่วนประกอบของอาหารชนิดนั้นๆ ก่อนซื้อมาทาน

ทำไมก่อนกินควรอ่า

ผู้ที่ควรใส่ใจอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้ออาหารทานมากเป็นพิเศษ
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันเส้นเลือด เบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ และหลอดเลือด เป็นต้น

ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

ผู้ที่แพ้อาหารบางชนิด
ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงส่วนประกอบของอาหารบางประเภท เช่น โรคเบาหวานหลีกเลี่ยงน้ำตาล โรคไต ความดันโลหิตสูงหลีกเลี่ยงโซเดียม และโรคหัวใจ และหลอดเลือดหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ เป็นต้น ดังนั้นการอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้ออาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำให้ติดเป็นนิสัย

ฉลากโภชนาการ มีข้อมูลอะไรบ้าง?
สำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา หรือ อย. ระบุว่า การอ่านฉลากก่อนซื้อเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ได้รับอาหารสำเร็จรูป หรือกึ่งสำเร็จรูปตรงตามความต้องการเนื่องจากฉลากอาหารเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานที่จะบอกว่าอาหารนั้นผลิตที่ใด มีส่วนประกอบ วิธีการปรุง การเก็บรักษาอย่างไร ผลิต และ/หรือหมดอายุเมื่อใด รวมถึงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร คำเตือนที่ควรระวัง และที่สำคัญได้รับอนุญาตจาก อย.หรือไม่ โดยดูจากเลขสารบบอาหาร xx-x-xxxxx-y-yyyy ซึ่งจะมีตัวเลข 13 หลักอยู่ภายในกรอบเครื่องหมาย อย. อีกส่วนที่ผู้บริโภคควรให้ความสนใจเนื่องจากเป็นแหล่งข้อมูลที่จะช่วยให้เราดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

วิธีอ่านฉลากโภชนาการ
1. ถ้าบริโภคอาหารตามปริมาณที่ระบุใน “หนึ่งหน่วยบริโภค” ก็จะได้รับพลังงาน และสารอาหารต่าง ๆ ตามข้อมูลที่แสดงใน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค”

2. ถ้าภาชนะบรรจุขนาดใหญ่ ไม่ควรบริโภคหมดในวันเดียว ควรสังเกต “จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ” ด้วย ซึ่งจะมีข้อแนะนำว่าควรแบ่งบริโภคกี่ครั้ง และบริโภคตามข้อแนะนำที่ระบุไว้

3. ต้องการทราบว่าอาหารนั้นให้พลังงานเท่าไร และให้สารอาหารอะไรบ้าง อาทิ โปรตีน โซเดียม โคเลสเตอรอล ฯลฯ ในปริมาณเท่าไร ให้ดูที่ “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” โดยเมื่อบริโภคตามปริมาณที่ระบุไว้ในหนึ่งหน่วยบริโภคก็จะได้รับสารอาหารตามนั้น เช่น จากตัวอย่าง หนึ่งหน่วยบริโภค คือ 1/8 ซอง (25 กรัม) ถ้าบริโภคตามปริมาณดังกล่าวจะได้รับพลังงาน 210 กิโลแคลอรี

4. ต้องการทราบว่าบริโภคอาหารนั้นแล้วจะได้รับสารอาหาร อาทิ ไขมัน แคลเซียม ฯลฯ คิดเป็นร้อยละเท่าไรของปริมาณที่แนะนำให้คนไทยรับประทาน ให้ดูที่ “ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน”

สังเกต “หน่วยบริโภค” ให้ดีๆ
ทั้งนี้พบว่าผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือต้องการลดการบริโภคไขมัน โซเดียม โดยใช้ประโยชน์จากฉลากโภชนาการ มักเข้าใจผิดว่าเมื่อบริโภคอาหารนั้นหมดทั้งซอง หรือทั้งกล่อง จะได้รับพลังงานและสารอาหารเท่ากับจำนวนตัวเลขที่แสดงอยู่ใน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” ซึ่งไม่แน่เสมอไป

โปรดสังเกต ”จำนวนหน่วยบริโภคต่อซอง หรือ ต่อกล่อง” ด้วย หากระบุตัวเลขมากกว่า 1 เช่น จากตัวอย่างระบุว่า “จำนวนหน่วยบริโภคต่อซอง : 8” ถ้าบริโภคหมดซองในครั้งเดียว ก็จะได้รับพลังงานและสารอาหารต่าง ๆ ถึง 8 เท่าของตัวเลขที่แสดงใน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค“

โดยหากบริโภคขนมซองที่แสดงเป็นตัวอย่างหมดทั้งซองจะได้พลังงานจากขนมซองนั้นถึง 1,680 กิโลแคลอรี ซึ่งถ้าเพิ่มการบริโภคขนมซองนี้โดยบริโภคหมดทั้งซองติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ในขณะที่ยังคงบริโภคอาหารในปริมาณใกล้เคียงกับที่เคยบริโภค และมีกิจวัตรประจำวันเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นถึง 1.5 กิโลกรัม และหากบริโภคติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน น้ำหนักตัวจะขึ้นประมาณ 6 กิโลกรัม

ดังนั้นเมื่อมองเห็นอาหารที่มีบรรจุภัณฑ์ขนาดกลางและขนาดใหญ่แสดงตัวเลขพลังงาน ไขมัน โซเดียม ที่ดูน้อย อย่าเพิ่งตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคแบบเพลิดเพลินหมดทั้งซอง ควรต้องดูให้แน่ใจตามข้อมูลที่กล่าวไว้ข้างต้นด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเคล็ดลับการเลือกซื้อดีๆ ที่ผู้รักสุขภาพควรบอกต่อกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ปิดใต้ตาคล้ำด้วยลิปสติก

ปิดใต้ตาคล้ำด้วยลิปสติก ไม่พึ่งคอนซีลเลอร์ ทำเองได้ไม่ยาก

ปิดใต้ตาคล้ำด้วยลิปสติก การที่จะทำให้รอยคล้ำใต้ตาของเรานั้นหายไปเลยเป็นเรื่องยาก ถึงจะใช้อายครีมดีๆ ก็ยังต้องใช้เวลานาน ประกอบกับการที่เราต้องทำงานตอนดึก

ปิดใต้ตาคล้ำด้วยลิปสติก การที่จะทำให้รอยคล้ำใต้ตาของเรานั้นหายไปเลยเป็นเรื่องยาก ถึงจะใช้อายครีมดีๆ ก็ยังต้องใช้เวลานาน ประกอบกับการที่เราต้องทำงานตอนดึก ปาร์ตี้

หรือเป็นภูมิแพ้ก็ทำให้ตาเรากลับมาคล้ำดำได้ทุกเมื่อ หลายๆ ครั้งเราก็ต้องพึ่งเมคอัพในการทำให้มันจางหายไปแต่การใช้คอนซีลเลอร์มากๆ บางทีมันหนาเกินไป และตกล่องอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะครั้งนี้จะไม่ต้องใช้คอนซีลเลอร์กลบให้หนา แต่จะเปลี่ยนมาใช้ลิปสติกที่สาวๆ มีในการทำให้รอยคล้ำหายไป

ปิดใต้ตาคล้ำด้วยลิปสติก
ขั้นตอนการปิดใต้ตาคล้ำด้วยลิปสติก
ขั้นตอนที่ 1: ก่อนที่คุณจะลงรองพื้นให้ทาลิปสติกสีแดง โดยการปาดลิปสติกในบริเวณใต้ตาคล้ำดำของคุณไม่ต้องหนามาก จากนั้นใช้มือเกลี่ยให้เนียน หรือใช้มือแตะๆ บริเวณใต้ตาเท่านั้น

ผิวใต้ตาคล่ำอ่อนๆ
ลิปสติก Shade: แดงกับโทนสีชมพู

ผิวใต้ตาคล่ำปานกลาง
ลิปสติก Shade: Purplish Red

ผิวใต้ตาคล่ำดำ
ลิปสติก Shade: Coral / Orangey Red

ใครที่มีปัญหาระดับไหนก็ลองเลือกสีลิปที่ตรงกับรอยคล้ำนั้นนะคะ เพื่อใต้ตาสว่างใส

ขั้นตอนที่ 2: จากนั้นให้คุณทับด้วยรองพื้น หรือคอนซีลเลอร์ทาให้ทั่วใบหน้า และใต้ตาที่ลงลิปสติกไว้ เกลียให้เนียนโดยใช้ฟองน้ำ แปรง หรือมือก็ได้ โดยเน้นไปที่ใต้ตาค่อยๆ เกลียจนกว่าสีแดงจะถูกซ่อนไว้อย่างสมบูรณ์จนเป็นสีผิวที่เข้ากับหน้าของเรา

ขั้นตอนที่ 3: ลงแป้งฝุ่นให้ทั่วใบหน้า และใต้ตาที่เราลงลิปสติกไว้ เพื่อซับความมันส่วนเกินออกจากผิว จากนั้นสาวๆ ก็แต่งหน้าตามปกติได้เลยค่ะ

ไม่ยากเลยค่ะ และมันยังสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีอีกด้วยในการทำให้ใต้ตาคล้ำหายไปลองไปทำกันดูนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ทำไม

ทำไม ? ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมักมีอาการ “ท้องเสีย” ยังมีอาการที่น่าเป็นห่วง

ทำไม นอกจากอาการปวดท้องประจำเดือนที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องทรมานจนอยากจะตัดมดลูกทิ้งให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ยังมีอาการที่น่าเป็นห่วง คือ “ไข้ทับระดู” และอาการที่น่ารำคาญ และทำให้ผู้หญิงหลายคนทรมานไม่แพ้กัน คืออาการ “ท้องเสีย” นั่นเอง

ทำไม ผู้หญิงหลายคนถึงมีอาการท้องเสียในช่วงที่มีประจำเดือน?
ถ้าใครยังจำความรู้ที่เคยเรียนมาตอนเด็กๆ ได้ จะทราบดีว่า ช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือน หรือใกล้มีประจำเดือน จะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างชัดเจน เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น หน้าอกมีขนาดใหญ่ขึ้น มีสิวขึ้นบริเวณใบหน้า หรือการเปลี่ยนแปลงที่อาจไม่เห็นด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ เช่น อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มาจากฮอร์โมนที่

ทำไม

มีชื่อว่า “เอสโตรเจน” และ “โปรเจสเตอโรน” ที่นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวไปแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคุณผู้หญิงด้วย เช่น ภูมิต้านทานน้อยลง ส่งผลให้ผู้หญิงเสี่ยงต่อการเป็นหวัด ติดเชื้อในอวัยวะภายในได้ง่ายขึ้น หรือมีไข้ หรือส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร จนทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

อาการท้องเสียระหว่างมีประจำเดือน มาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มมากขึ้น บวกกับระดับฮอร์โมนเซโรโทนินที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวได้ แต่ส่วนใหญ่อาการไม่น่าเป็นห่วง อาการท้องเสียจะค่อยๆ หายไปเองหลังจากมีประจำเดือนไปได้ 1-3 วัน

การป้องกันอาการท้องเสียระหว่างมีประจำเดือน
เมื่อในช่วงนี้ระบบย่อยอาหารอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเหมือนเคย เราจึงควรงดอาหารที่รบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร หรือช่วยให้ร่างกายทำงานได้ง่ายขึ้น ด้วยการงดอาหารที่ทำให้เสาะท้องได้ง่าย เช่น อาหารรสจัด หวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด มันจัด ผลไม่ที่มีรสเปรี้ยวรุนแรง เช่น มะม่วงเปรี้ยว มะขาม มะดัน เครื่องดื่มประเภทนม รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย

นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดอาการท้องเสียระหว่างมีประจำเดือนได้ ดังนั้นควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ นอกจากเรื่องท้องเสียแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นไข้ทับระดู และยังช่วยลดอาการปวดท้องระหว่างมีประจำเดือนได้อีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

สวยรุ่งพุ่งกว่าเดิม ! 3 ดาราสาวตาหวาน ยืดอกรับ ศัลยกรรมตารอบสอง

สวยรุ่งพุ่งกว่าเดิม ! สวยไม่ปิด สำหรับ 3 ดาราสาวที่มีปัญหาเรื่องตา ตัดสินใจขึ้นเขียงแก้ชั้นตารอบ 2

สวยรุ่งพุ่งกว่าเดิม ! ยอมรับเลยนะคะว่า การทำตาสองชั้น กลายเป็นศัลยกรรมติดอันดับต้นๆ ของสาวไทยและคนเอเชีย แต่ส่วนมากจะไม่จบที่รอบเดียว จะเกิดปัญหาปมไหมที่ทำไว้หลุดบ้างหรือบางคนไม่ชอบใจในชั้นตาที่ทำไปแล้วจนต้องตัดสินใจแก้อีกรอบ

แต่ละคนมีปัญหาที่ต่างกันในการศัลยกรรมตารอบ 2 งานนี้จะมีใครบ้างและปัญหาที่ว่าจะมาจากอะไร ตามมาดูกันค่ะ

สวยรุ่งพุ่งกว่าเดิม

เริ่นต้นกันที่ ยิปโซ อริย์กันตา ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับแหนๆ เมื่อออกมาเปิดใจในรายการคุยแซ่บ Show เรื่องทำศัลยกรรมตารอบ 2 หลังจากที่เคยมีปัญหาชั้นตาไม่เท่ากัน และตัดสินใจเร็วไปในการทำศัลยกรรม ผลที่ออกมาเลยไม่ใช่สไตล์ เพราะที่จริงเธอก็ชอบตาหมวยๆ เพียงแค่อยากแก้ไขชั้นตาที่ไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด ผลที่ได้หลังทำรอบแรกตาโตกว่าที่คิด ดูหน้าตัวเองในกระจกมันไม่ชอบ จากนั้นเลยทำรอบ 2 ได้ดวงตาคู่สวย ถูกใจ สวยเข้าที่ เรียกความหมวยอินเตอร์กลับมาได้อย่างลงตัว

สวยรุ่งพุ่งกว่าเดิม

มาถึง เต้ย จรินทร์พร สวยใสไม่ปิดบัง ยอมรับแบบตรงๆ ว่าไปทำตารอบ 2 หลังจากที่ไปทำมาครั้งแรกเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้วหลุดไปเลยไปทำใหม่ ด้วยวิธีการทำจะเป็นการเย็บเล็กๆ ทำมาแล้วก็จะเหมือนก่อน เพราะก่อนหน้านี้ติดสติกเกอร์ตา 2 ชั้นมาตลอด หลังจากทำแล้วงานรุ่งไม่มีร่วง สวยแบ๊วขึ้นไปอีก

สวยรุ่งพุ่งกว่าเดิม

ปิดท้ายด้วย หญิงแย้ นนทพร เพิ่งกลับมาจากบินตรงไปศัลยกรรมดวงตาที่ประเทศเกาหลีมาได้ 4 เดือน สร้างความฮือฮากันไปทั่วโซเชียลกับการกรีดผิวหนังที่มาปกคลุมดวงตาออกไปเพื่อให้ตาโตขึ้น ผลที่ได้หลังทำดวงตาโตขึ้นมาก ชั้นตาเห็นชัด สวยเข้าที่พร้อมเฉิดฉายได้ทุกพื้นที่เลยค่ะคุณขา

ใครที่คิดจะทำศัลยกรรม ต้องทำใจเลยนะคะ ว่าอาจจะไม่ได้จบแค่รอบเดียว ถ้าทำแล้วสวยไม่ต้องแก้ก็โชคดีไป แต่ถ้าพลาดมาเมื่อไหร่ อาจจะร้องไห้ไปทั้งชีวิต อย่างไรแล้วต้องเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านการศัลยกรรมความงาม เพื่อความปลอดภัยและความสวยที่จะได้มาจากการศัลยกรรม

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com