5 เทคนิค

5 เทคนิค สำหรับคนอยากผอม แค่กินถูกวิธีก็ผอมได้เสริมเพื่อกระชับสัดส่วน

5 เทคนิค ต้องควบคุมการกินเป็นสำคัญแล้วออกกำลังกายเสริมเพื่อกระชับสัดส่วน วิธีการกินอาหารเพื่อการลดน้ำหนักนั้นมีหลากหลายวิธีและไม่ได้ยาก

5 เทคนิค เพียงแค่เรารู้วิธีที่ถูกต้องเท่านั้น และในบทความนี้จะมาเผยเทคนิคกินอาหารยังไงให้ผอม

5 เทคนิค

1.อย่าลืมทานอาหารเช้าเด็ดขาด

อาหารเช้าเป็นอาหารที่สำคัญที่สุดการรับประทานอาหารเช้าที่เหมาะสม จะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างเป็นปกติ สาวๆหลายคน งดอาหารเช้า นอกจากจะเพิ่มการกินที่ไม่จำเป็นในมื้อกลางวันและมื้อเย็นแล้วยังทำให้ระบบย่อยและระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่ดี ส่งผลให้อ้วนง่ายกว่าเดิม

2.กินอาหารน้อยๆแต่เน้นกินบ่อยๆ

การกินอาหารทีละน้อยๆจะช่วยให้กระเพาะไม่ขยายใหญ่มากจนเกินไป และหากคุณหิว ให้รับประทานอาหารเพิ่ม แต่ให้กินทีละน้อยๆและเคี้ยวอาหารอย่างช้าๆ หลีกเลี่ยงการกินมื้อหนักๆเพียงมื้อเดียว เพราะนอกจากระบบเผาผลาญจะเสียแล้วยังอาจทำให้กระเพาะขยายใหญ่ขึ้นได้

3.ควบคุมปริมาณ ใช้จานใบเล็ก

เป็นการหนุนหัวข้อก่อนหน้า เพราะต้องควบคุมการรับประทานอาหารน้อยๆ แต่ให้รับประทานบ่อยๆ เลือกจานใบเล็กๆพอเหมาะจะช่วยให้เรารับประทานอาหารที่ไม่มากเกินไป อย่ามัวติดกับดักของความเสียดาย เพราะกับดักนี้มันจะให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล

4.ลดคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล เพิ่มโปรตีน ผักและผลไม้

หากเราไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายมาก วิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือการลดคาร์โบไฮเดรต ลดน้ำตาล และเพิ่มโปรตีน ผัก และผลไม้ในการกินอาหารแต่ละมื้อ เช่น จากการกินข้าวขาวเปลี่ยนมาเป็นข้าวกล้องหรือข้าวไม่ขัดสี กินอาหารที่ไม่ต้องปรุงเพิ่มเยอะ ลดเกลือและน้ำตาล เพิ่มการกินโปรตีนเช่น อกไก่ ปลา หรือเนื้อไม่ตอดมัน เสริมด้วยผักและผลไม้ และทานอาหารให้ครบทุกมื้อ เน้นมื้อเช้า เพียงแค่นี้รับรองว่า 1เดือนคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างแน่นอน วิธีนี้จะได้ผลดีที่สุดหากคุณบวกการออกกำลังกายอีกอย่างน้อยวันละ 5- 10 นาที

5.ค่อยๆเคี้ยวให้ละเอียดอย่ากินเร็ว

การเคี้ยวอาหารมีผลต่อปริมาณการกินอาหาร การกินอาหารช้าๆและเคี้ยวให้ละเอียดจะช่วยให้กระเพาะทำงานสบายๆและช่วยให้เราอิ่มเร็วขึ้นด้วย การกินอาหารเร็วเกินไปพอรู้สึกอิ่ม สักพักเราจะเริ่มจุกเพราะอาหารที่กินยังไปไม่ถึงกระเพาะส่งผลให้เรากินอาหารมากเกินไปและอ้วนเร็วขึ้น

การกินอาหารเพื่อลดน้ำหนัก วิธีที่ดีที่สุดคือการควบคุมปริมาณการกินอาหารคุมแป้ง น้ำตาลและเกลือ การลดน้ำหนักที่ได้ผลดีและยืนยาวต้องเพิ่มการออกกำลังกาย และอย่าลืมห้ามอดอาหาร เพราะจะทำให้เราหิวมากเกินไปและอาจกินมากกว่าเดิมได้

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com  

5 วิธีป้องกันแดด เผยผิวสวย โดยไม่ต้องง้อครีมแสงแดดกับผิว

5 วิธีป้องกันแดด โดยเฉพาะแสงแดดในประเทศไทย ที่มีความร้อนระอุก พร้อมที่จะแผดเผาผิวได้ตลอดเวลา การทาครีมกันแดด

5 วิธีป้องกันแดด จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีที่สุดก็ว่าได้ที่จะช่วยปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบความเหนอะหนะของครีม หรือมักลืมทาครีมอยู่บ่อยๆ วันนี้จึงมีวิธีการปกป้องผิวคุณจากแสงแดดมาบอกให้ได้รู้กัน ซึ่งจะมีวิธีใดบ้างนั่นลองมาติดตามกันดู

5 วิธีป้องกันแดด

1.กลางร่มเวลาอยู่กลางแจ้ง

ถือว่าเป็นไอเท็มที่มีกันทุกบ้านก็ว่าได้ นอกจากจะใช้กันฝนได้แล้ว ร่มทั่วไปที่ใช้งานกันอยู่ยังสามารถกันแสงแดดได้ถึง 77% และยิ่งหากร่มดังกล่าวที่แบบที่ออกแบบมาให้กัน UV ด้วยแล้ว จะทำให้สามารถปกป้องผิวของคุณจากแสงแดดได้ถึง 99% เลยทีเดียว

2.สวมเสื้อผ้าที่ป้องกันแสง UV

สวมเสื้อผ้าที่ป้องกันแสง UV ปัจจุบันมีเสื้อผ้าที่มีคุณสมบัติคือช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ออกมาวางจำหน่ายให้ได้เลือกใช้อยู่ ซึ่งการสวมใส่เสื้อผ้าประเภทนี้กก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยปกป้องผิวคุณจากแสงแดดได้ แต่สำหรับใครที่ไม่มีเสื้อผ้าที่มีคุณสมบัตินี้ ก็ให้เลือกใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดผิวนิดหนึ่ง หลีกเลี่ยงการใส่สายเดี่ยวหรือเสื้อชีฟอง ที่อาจจะทำให้แสงแดดทะลุเข้ามายังผิวด้วย

3.ใส่ถุงแขน

แขนเป็นบริเวณที่ต้องสัมผัสกับแสงแดดแบบจังๆ อยู่บ่อยครั้ง และยิ่งใครที่ไม่ชอบครีมกันแดดหรือใครที่ชอบใส่เสื้อแขนสั้น ถุงแขนเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะปกป้องแขนของคุณจากแสงแดดได้ เมื่อรู้ว่าต้องออกไปเผชิญกับแสงแดด ควรหาถุงแขนมาสวมใส่เพื่อป้องกันแดดกันด้วย

4.หลบอยู่แต่ในที่ร่ม

หากวันใดที่ลืมทาครีมกันแดด แล้วกลัวผิวจะเสีย ก็ควรจะอยู่แต่ในที่ร่ม หลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดด ซึ่งวิธีนี่อาจจะทำได้ยากพอสมควรสำหรับคนที่ต้องทำงานกลางแจ้งก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง

5.เลือกกินสู้แดด

ในอาหารบางประเภทจะมีส่วนช่วยฟื้นฟูการถูกทำลายของผิวจากแสงแดด และยังช่วยปกป้องผิวจากแดดได้อีกด้วย ซึ่งก็ได้แก่ มะเขือเทศ บร็อคโคลี่ ปลา อัลมอนด์ ชาเขียว ผักผลไม้ที่มีสีเขียวและสีส้ม เป็นต้น

จากวิธีการทั้งหมดที่ได้กล่าวไปในข้างต้น เป็นวิธีช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำลายจากแดดได้มากเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละวิธีก็ล้วนแล้วแต่ง่าย อยากให้ทุกท่านได้ลองนำไปใช้กันดู รับรองได้ว่าได้ผลอย่างแน่นอน หมดกังวลปัญหาผิวไหม้จากแดดได้เลย

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

6 วิธีกำจัดขนใต้วงแขน

6 วิธีกำจัดขนใต้วงแขน การกำจัดขนใต้วงแขน ส่วนใหญ่จะทำเพื่อความสวยงาม

6 วิธีกำจัดขนใต้วงแขน การกำจัดขนใต้วงแขน ส่วนใหญ่จะทำเพื่อความสวยงามและรักษาความสะอาด

6 วิธีกำจัดขนใต้วงแขน การกำจัดขนแต่ละวิธีล้วนมีข้อดี ข้อจำกัด และผลลัพธ์หลังการทำแตกต่างกันไป โดยวิธีที่นิยมใช้กันในปัจจุบันนั้น มีดังต่อไปนี้

6 วิธีกำจัดขนใต้วงแขน
1. ถอน
การถอนเป็นวิธีที่ค่อนข้างสะดวกไม่ยุ่งยาก และสามารถทำเองได้ที่บ้าน แต่มักจะใช้เวลานานในแต่ละครั้ง เพราะใช้การกำจัดขนด้วยแหนบ โดยจะรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยหรือบวมแดงบริเวณที่ถอนชั่วคราว รวมทั้งเสี่ยงเกิดขนคุดได้ หากดึงเส้นขนขาดจากกัน ซึ่งการถอนควรดึงเส้นขนบริเวณโคน เพื่อไม่ให้ขาดออกจากกัน ผลลัพธ์หลังการทำจะคงอยู่ประมาณ 2-3 สัปดาห์เท่านั้น เส้นขนก็จะงอกขึ้นมาใหม่แล้ว

2. โกน
การโกนเป็นการกำจัดขนแบบชั่วคราว โดยใช้มีดโกนหรือเครื่องโกนขนไฟฟ้า ซึ่งในผู้ชายจะนิยมใช้วิธีนี้กำจัดขนบริเวณใบหน้า (โกนหนวด) ส่วนผู้หญิงมักจะใช้กับการโกนขนบริเวณใต้วงแขน ขา หรือบริเวณจุดซ่อนเร้น ซึ่งการโกนนั้นควรโกนตามแนวขน และให้ผิวบริเวณนั้นเปียกเล็กน้อย เพื่อช่วยให้ขนไม่แข็งจนเกินไปและโกนได้ง่ายขึ้น สำหรับการโกนขนบริเวณที่ผิวบอบบาง ควรใช้ครีมโกนขนร่วมด้วยเพื่อป้องกันการระคายเคือง ทั้งนี้หลังการโกนอาจทำให้เกิดผื่นแดง ตุ่มนูน มีขนคุด เกิดรอยบาด หรือติดเชื้อจากใบมีดโกนได้

3. ใช้ครีมกำจัดขน
การใช้ครีมกำจัดขนนั้น เป็นวิธีทีค่อนข้างสะดวกและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด โดยสารเคมีในครีมกำจัดขนนั้น จะไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างโปรตีนของเส้นขน ที่อยู่เหนือผิวหนังให้อ่อนยุ่ยและเช็ดออกได้ง่าย ซึ่งส่วนผสมของครีมแต่ละยี่ห้อจะแตกต่างกันออกไป ก่อนใช้จึงควรอ่านฉลากบนผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดทุกครั้ง สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือเคยมีอาการแพ้ ควรลองทดสอบก่อนใช้โดยป้ายครีมปริมาณเล็กน้อยลงบนผิวหนัง ข้อเสียหรือผลข้างเคียงสำหรับการใช้ครีมกำจัดขนก็คือ ในบางรายอาจมีอาการแพ้ระคายเคือง หรือแสบร้อนที่ผิวหนัง รวมทั้งอาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่มีขนหยาบ

4. แวกซ์
การแวกซ์เป็นการกำจัดขนอีกวิธีที่ช่วยถอนขนออกมาทั้งเส้น ส่วนใหญ่เป็นการแวกซ์ร้อน ซึ่งจะใช้ขี้ผึ้งอุ่นๆ ป้ายผิวบริเวณที่ต้องการกำจัดขน และวางทับด้วยแถบผ้าขนาดเล็กด้านบน เมื่อขี้ผึ้งแห้งจึงดึงแถบผ้าออกอย่างรวดเร็ว ทำให้เส้นขนหลุดติดมากับผ้า นอกจากนี้ยังมีการแวกซ์อีกประเภทที่เรียกว่าแวกซ์เย็น เป็นรูปแบบแผ่นแปะสำเร็จรูปพร้อมใช้งานได้ทันที โดยจะทำเองที่บ้านหรือใช้บริการตามสถานเสริมความงามก็ได้ การแวกซ์จะช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น แต่ทั้งนี้อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อย และมักเกิดรอยแดงหรือตุ่มนูนหลังทำ

5. เลเซอร์
การเลเซอร์ขนเป็นวิธีที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ และให้ผลระยะยาวแต่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง การกำจัดขนด้วยเลเซอร์นั้นจะยิงแสงเลเซอร์ไปที่รูขุมขน เพื่อให้ความร้อนช่วยทำลายและยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นขน ซึ่งมักได้ผลดีกับคนที่มีผิวขาวและมีเส้นขนสีดำ เนื่องจากแสงเลเซอร์จะจับเม็ดสีเมลานินในเส้นขนสีดำได้มากกว่า ทั้งนี้หลังเลเซอร์อาจมีรอยแดงและเกิดการอักเสบของผิวหนังได้ ซึ่งควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดในช่วงแรก

6. ใช้กระแสไฟฟ้า
การกำจัดขนด้วยกระแสไฟฟ้า เป็นวิธีการกำจัดขนระยะยาวเช่นเดียวกับการเลเซอร์ และมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน โดยการกำจัดขนด้วยกระแสไฟฟ้านั้นจะใช้อุปกรณ์คล้ายเข็มขนาดเล็ก สอดลงไปในรูขุมขนแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าทำลายรากขน ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนานและทำให้รู้สึกเจ็บปวดมาก ผลข้างเคียงสำหรับบางรายอาจมีขนขึ้นใหม่ ผิวแห้ง ผิวตกสะเก็ด และเกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ถูกสุขลักษณะได้ ฉะนั้นจึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนทำ และทำกับผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

รวม 10 มาสก์มือคุณภาพ

รวม 10 มาสก์มือคุณภาพ ไอเทมใหม่มาแรงบำรุงผิวได้ใช่กัน

รวม 10 มาสก์มือคุณภาพ ใครจะไปคิดไปฝันว่าเดี่ยวนี้เราจะมีมาสก์มือ หรือ Hand Mask ออกมาวางขายให้สาวๆ ที่รักการบำรุงผิวได้ใช่กัน ปัจจุบันมีหลากหลายยี่ห้อมาทั้งฝั่งตะวันตก และตะวันออก มาสก์มือนี้จะช่วยให้มือของสาวๆ นุ่มชุ่มชื่น

รวม 10 มาสก์มือคุณภาพ และยังทำให้มือของคุณไม่เหี่ยวอีกด้วย ใครที่ไม่เคยบำรุงมือเลยลองเอามาเทียบกับหน้าคุณดูสิค่ะ จะเห็นว่ามันไม่มีชีวิตชีวาแค่ไหน ขอแนะนำให้มาสก์มือของคุณด่วนๆ ก่อนที่มือจะเหี่ยวไปมากว่านี้

รวม 10 มาสก์มือคุณภาพ

1 BeautyBio Upper Hand Brightening Hand Crepe Corrector Patches

สารสกัดจากรูปดอกไม้ และมาสก์นุ่มเหมือนวุ้น สร้างสภาพแวดผิวมือให้กลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง ซึ่งผนึกไปด้วยสารอาหารที่ผิวมือต้องการยังเต็มไปด้วยคอลลาเจน และกรดอะมิโน กรด hyaluronic เพื่อให้ความชุ่มชื้นและการผลัดสีผิวเพื่อกลับเป็นเม็ดสีเดิม

2 Starskin Hollywood Hand Model Nourishing Double-Layer Hand Mask Gloves

มาสก์มือนี้เต็มไปด้วยเซรั่ม และมือคุณยังเพลิดเพลินไปกับคุณค่าทางโภชนาการที่ผิวจะได้รับอย่างเต็มที่ เช่น น้ำมันพฤกษศาสตร์ และ เนยเชียบัตเตอร์ และน้ำผลไม้ ที่ช่วยให้มือคุณกลับมาสวยงามอีกครั้งและหอมสดชื่นอีกด้วย

3 Dermovia Dry Mask Agefix Waterless Hand Mask

เป็นเทคโนโลยีก้าวล้ำที่จะทำให้มือของคุณชุ่มชื่นยาวนาน 70 % – 80 % ของมือคนปกติยิ่งใครที่ทำงานในห้องแอร์หรือที่มีอากาศเย็นรับรองมือคุณยังจะนุ่ม และชุ่มชื่นอยู่ตลาดเวลา

4 Sephora Collection Hand Mask in Avocado

ผสมด้วยสารสกัดจากอะโวคาโดเพื่อให้ความนุ่มนวลและความชุ่มชื่นอย่างเข้มข้นเพื่อให้คุณสามารถพกติดตัวไปกับชีวิตของคุณขณะที่พวกเขากำลังเดินทาง เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ และราคายังไม่แพงอีกด้วย

5 Karuna Age-Defying+ Hand Mask

เพลิดเพลินไปกับเซรั่มในมาสก์ที่เต็มไปด้วยกรดไกลโคลิกและแลคติคเพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวขณะที่สารบำรุงผิวเช่นกรดไฮยาลูโรนิลและเชียบัตเตอร์ช่วยคืนความชุ่มชื่น นอกจากนี้ยังมี arbutin ซึ่งเป็นสารเพิ่มการป้องกันในการลดความเสียหายของดวงอาทิตย์

Advertisement
6 Dr. Jart+ Dermask Hand Hydrating Mask

เทคโนโลยีเทอร์โมเทอร์เทอร์ ช่วยในการเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้กับผิว คุณจะรู้สึกถึงความนุ่มนวล เหมาะสำหรับฤดูหนาวที่หนาว

7 Nanette de Gaspé Youth Revealed Hand Mask

มาในรูปแบบของมือเพื่อให้สารกระตุ้นและ emollients เข้าสู่ผิวด้วยการนวดพื้นผิวของผลิตภัณฑ์อย่างอ่อนโยน หลังจากใช้ครั้งเดียวผู้ใช้เห็นรอยยับลดลง 20%

8 Oh K! Violet Flower Intense Moisture Hand Mask

มาในรูปแบบของมือเพื่อให้สารกระตุ้นและ emollients เข้าสู่ผิวด้วยการนวดพื้นผิวของผลิตภัณฑ์อย่างอ่อนโยน หลังจากใช้ครั้งเดียวผู้ใช้เห็นรอยยับลดลง 20%

9 Aveeno Repairing CICA Hand Mask With Prebiotic Oat and Shea Butter

มาสก์มือแบบเกาหลีเหล่านี้ใช้พลังของสารสกัดจากดอกสีม่วงเพื่อให้ความชุ่มชื่นแก่มือ ไม่ว่าอากาศจะแห้ง ความชื่นต่ำแค่ไหนมือคุณก็ยังจะนุ่มอยู่ตลอดเวลา

10 Nails Inc Thirsty Hands Super Hydrating Hand Mask

ให้ความรู้สึกน่าหลงใหลเช่นเดียวกับใบม็อบเทอร์ร่าที่พิมพ์ลงบนถุงมือเหล่านี้คือสารสกัดจากพืชเชียบัทเทอร์และวิตามินอีที่ใช้ในการบำรุงผิวที่บอบบางอย่างอ่อนโยน

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

อาหารเป็นพิษ ในคุณแม่ตั้งครรภ์ อันตรายต่อลูกน้อยหรือไม่

อาหารเป็นพิษ พบได้ทั่วไปในทุกเพศทุกวัย รวมถึงในหญิงตั้งครรภ์ด้วย หากไม่รู้จักระมัดระวังสุขลักษณะอนามัยในการเลือกกินอาหาร

อาหารเป็นพิษ พบได้ทั่วไปในทุกเพศทุกวัย รวมถึงในหญิงตั้งครรภ์ด้วย หากไม่รู้จักระมัดระวังสุขลักษณะอนามัยในการเลือกกินอาหาร เสี่ยงที่จะรับเอาเชื้อโรคอันตรายเข้าไปในร่างกาย ทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ส่วนระดับความรุนแรงแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าได้รับเชื้อชนิดไหน จำนวนมากน้อยเท่าไหร่ แน่นอนว่าอาหารเป็นพิษอาจจะไม่ส่งผลต่อเด็กทารกในครรภ์โดยตรง แต่ก็มีผลทางอ้อมจากสุขภาพของคุณแม่ที่มีต่อเด็กได้นั่นเองค่ะ

อาหารเป็นพิษ

ลักษณะอาการของอาหารเป็นพิษ

หากคุณแม่มีอาการท้องเสีย ปวดท้องมากและปวดในลักษณะบิดๆ รวมไปถึงมีอาการคลื่นไส้ รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ร่วมด้วย หรือมีอาการปวดศรีษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง นั่นหมายความว่าคุณแม่อาจจะกำลังเผชิญภาวะอาหารเป็นพิษอยู่ก็ได้ ซึ่งมีสาเหตุหลักๆ

มากจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคเข้าไป จากนั้นพวกมันจะแพร่กระจายด้วยการฟักตัวอย่างรวดเร็วภายในระบบทางเดินอาหาร จนทำให้เกิดเป็นอาการดังกล่าว หากรู้สึกว่าตัวเองมีอาการดังกล่าวตั้งแต่เบื้องต้น ไม่ควรนิ่งนอนใจ หายามารับประทานด้วยตัวเอง ควรรีบเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับลูกน้อยในครรภ์ตามมาได้

วิธีดูแลตนเองเบื้องต้นของคุณแม่ตั้งครรภ์

อาหารเป็นพิษเป็นอาการที่มีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อร่างกายของคุณแม่และเด็กในครรภ์เป็นอย่างมาก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลตนเองเบื้องต้น เพื่อประคับประคองอาการไม่ให้รุนแรง จนกว่าจะเดินทางไปเข้ารับการรักษาจากแพทย์ ก็คือดื่มน้ำเปล่าสะอาดหลังเข้าห้องน้ำเสร็จ ดื่มเกลือแร่เพื่อลดการสูญเสียเกลือแร่ในร่างกาย พยายามหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้เพียงพอ จากนั้นให้คนใกล้ตัวนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เพื่อทำการรักษาในขั้นตอนต่อไปอย่างถูกต้อง

ทั้งนี้คุณแม่จะต้องไม่ปล่อยอาการทิ้งไว้แบบนี้ และคิดว่าเดี๋ยวก็คงหายโดยเด็ดขาด เพราะหากมีการถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง ร่างกายก็ยิ่งเสียสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมาก ที่ควรตระหนักและต้องเน้นย้ำอีกครั้ง นั่นก็คือ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะไม่เป็นผลดีต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ การรักษาอาการอาหารเป็นพิษที่ถูกต้อง ควรเป็นตัวยาที่รับการสั่งจ่ายจากแพทย์เท่านั้นจึงจะปลอดภัยที่สุด

เนื่องจากอาการเหล่านี้มันเกิดจากการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาดเข้าไป ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ให้นำน้ำไปต้มให้สุกก่อนดื่ม เลือกน้ำเปล่าสะอาดเครื่องกรองที่ได้มาตรฐาน เลือกซื้ออาหารที่สด ใหม่ และสะอาด มีการปิดผนึกแน่นหนา มั่นใจว่าไม่มีสิ่งเจือปนเข้าไปได้ โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์และอาหารทะเลต่างๆ ก่อนจะรับประทานจะต้องทำให้สุกก่อน อีกทั้งภาชนะที่ใส่อาหาร และอุปกรณ์สำหรับพวกช้อนส้อม ควรทำความสะอาดให้ดีที่สุด เพียงเท่านี้คุณแม่ทั้งหลายก็จะปลอดภัยจากอาการอาหารเป็นพิษได้แล้วล่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com