หลังผ่าตัด

หลังผ่าตัด “มะเร็งกระเพาะอาหาร” จะย่อยอาหารได้ไหม? ต้องทานอย่างไร

หลังผ่าตัด หากเป็นมะเร็งที่ไหน ก็ให้ตัดเนื้อร้ายในส่วนนั้นทิ้งไป แล้วใช่เคมีบำบัดเพื่อควบคุมอาการไม่ให้แย่ไปกว่าเดิม

หลังผ่าตัด เป็นวิธีรักษาโรคมะเร็งขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นมะเร็งส่วนไหนของร่างกายก็ตาม แต่สำหรับมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้มะเร็งกระเพาะอาหารระยะ 2 และ 3 จำเป็นจะต้องเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหารออกไปจากร่างกาย จะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรเมื่อไม่มีกระเพาะอาหารไว้ย่อยอาหารแล้ว?

หลังผ่าตัด

ไม่มีกระเพาะอาหาร ยังมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่?

ร่างกายเราไม่ได้มีกระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่เอาไว้ย่อยอาหารเพียงส่วนเดียว อย่าลืมว่าส่วนแรกของการทำงานของระบบย่อยอาหาร อยู่ที่ “ฟัน” ในปากของเราเองนี่แหละ สิ่งที่เราต้องทำคือ เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน เพื่อให้ระบบย่อยอาหารอื่นๆ ทำงานต่อได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้เรายังมีหลอดอาหารที่ช่วยลำเลียงอาหารไปสู่ลำไส้เล็กโดยตรง (ไม่ผ่านกระเพาะอาหารแล้ว) และยังมีเอนไซม์ในลำไสเล็ก น้ำย่อยจากตับอ่อน ที่จะมาช่วยย่อยอาหารให้เป็นโมเลกุลที่เล็กลง จนสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย

ดังนั้นหากเราไม่มีกระเพาะอาหารแล้ว เราก็ยังสามารถทานอาหาร และย่อยอาหาร จนสารอาหารดูดซึมไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้เหมือนเดิม เพียงแต่จะต้องปรับเปลี่ยนอาหาร และพฤติกรรมในการทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงในร่างกายได้จริงๆ เท่านั้น

ไม่มีกระเพาะอาหาร ต้องทานอาหารอย่างไร?

เมื่อเราขาดกระเพาะอาหารที่ช่วยย่อยอาหารหลักๆ ให้เราแล้ว เราก็ต้องเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย ขนาดของอาหารเล็ก บดเคี้ยวง่าย เพื่อให้ลำไส้เล็กช่วยดูดซึมสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ ดังนั้นจึงควรเลือกทานอาหารประเภทข้าวต้ม โจ๊กอ่อนๆ และอาหารย่อยง่ายอื่นๆ หลังจากปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวและรับประทานได้มากขึ้น เพราะลำไส้เล็กจะเกิดการขยายตัว และสามารถรับอาหารได้มากขึ้น

วิธีทานอาหาร เมื่อไม่มีกระเพาะอาหาร

  1. เริ่มแรก เลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย มีขนาดเล็ก และรสอ่อนๆ อย่าง ข้าวต้ม โจ๊ก
  2. ไม่กินเยอะเกินไปในแต่ละมื้อ แต่แบ่งเป็นมื้อย่อยๆ หลายๆ มื้อ โดยแบ่งเป็น 5-6 มื้อต่อวัน
  3. เคี้ยวให้นานขึ้น ละเอียดขึ้น ก่อนกลืน
  4. หากทานอาหารแล้ว รู้สึกจุกเสียด แน่นท้อง ควรหยุดทานทันที
  5. ห้ามดื่มน้ำขณะทานอาหาร
  6. งดดื่มน้ำ 30 นาทีก่อน และหลังทานอาหาร เพราะน้ำจะทำให้อาหารผ่านลงไปสู่ลำไส้เร็วเกินไป
  7. เพื่อเป็นการทำให้ลำไส้คุ้นชินกับการทานอาหารโดยไม่มีกระเพาะอาหารให้ได้มากที่สุด จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารเหลว แต่ควรเลือกอาหารแข็ง นำไปต้ม นึ่ง เช่น เนื้อสัตว์เคี้ยวง่ายอย่างเนื้อไก่ ปลา แล้วเคี้ยวให้ละเอียดด้วยฟันของตัวเอง
  8. หลีกเลี่ยงการทานคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) มากเกินไป เพราะอาจทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป ควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อย่าง ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย ถั่วต่างๆ (ต้มนิ่มๆ)
  9. กินผักผลไม้ที่มีกากใยอาหาร เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิล อย่าลืมเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน
  10. อาหารประเภทไขมันอาจจะย่อยยากขึ้น อาจทำให้รู้สึกคลื่นไส้ หรือท้องอืด ดังนั้นในระยะแรกให้ลดการทานอาหารที่มีไขมันไปก่อน จากนั้นค่อยๆ เพิ่มเข้ามาทีละนิดๆ โดยอาจเน้นไขมันที่มาจากพืชแทน เช่น น้ำมันมะกอก พืชตระกูลถั่ว เป็นต้น

แนวทางการปฏิบัติหลังการรักษาอื่น ๆ นอกจากการปรับพฤติกรรมการทานอาหาร คือพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายตามสะดวก และติดตามการรักษาตามแพทย์นัดอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ซาวน่า

ซาวน่า หลังที่ฟิตเนสมีประโยชน์ หรือให้โทษต่อร่างกายกันแน่?

ซาวน่า หลังออกกำลังกายที่ฟิตเนส หลายคนอาจจะเคยใช้บริการซาวน่าก่อนอาบน้ำ ห้องซาวน่าจะเป็นห้องที่บุรอบๆ ด้วยไม้ มีหินร้อนๆ

ซาวน่า ที่ทำให้อุณหภูมิในห้องร้อนระอุ เราเข้าไปนั่งในห้องซาวน่าจนรู้สึกผิวหนังร้อน จากนั้นก็ออกมาอาบน้ำ เหงื่อที่ไหลออกมาขณะซาวน่าทำให้ใครหลายคนรู้สึกสบายตัว แต่จริงๆ แล้ววัตถุประสงค์ของซาวน่าคืออะไร มีประโยชน์จริง หรือมีอันตรายหรือไม่ มาหาคำตอบกัน

ซาวน่า

ประโยชน์ของซาวน่า

ตามปกติแล้วในห้องซาวน่าที่วางหินร้อนๆ เอาไว้ จะทำให้อุณหภูมิในห้องโดยรวมอยู่ที่ราวๆ 32-45 องศาเซลเซียส ทำให้คนที่เข้าไปในห้องซาวน่าสามารถเหงื่อออกได้ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป และอาจไม่ทันรู้ตัวว่าเหงื่อออก เพราะอากาศที่ร้อน และแห้งในห้องซาวน่าเรียกเหงื่อผ่านผิวหนังออกมา และแห้งไปกับอากาศภายในห้องแทบจะทันที อุณหภูมิบนผิวหนังจะร้อนอยู่ที่ราวๆ 37-40 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิบนผิวที่เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เราพอสังเกต หรือรู้สึกได้ แต่สิ่งที่เราอาจไม่ทันรู้สึกตัว คือ การเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้นราว 30% หัวใจสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายมากขึ้น รวมถึงผิวหนังที่แดงขึ้นจากการสูบฉีดของเลือดที่มากขึ้น หัวใจจะยังทำงานหนักไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะออกมาจากห้องซาวน่า เมื่อร่างกายสัมผัสกับอุณหภูมินอกห้องที่เย็นขึ้น

ซาวน่า ปลอดภัยหรือไม่?

ซาวน่าเป็นบริการที่ขึ้นชื่อในเมืองหนาวอย่างฟินแลนด์ ดังนั้นงานวิจัยที่เกี่ยวกับซาวน่าส่วนใหญ่มาจากฟินแลนด์ นักวิจัยทำสำรวจร่างกายของผู้ที่เป็นโรคหัวใจในเมืองเฮลซิงกิจำนวณ 1,631 คน หลังจากเข้ารับบริการซาวน่า ในช่วงเวลา 16 เดือน พบว่ามีเพียง 1.8% เท่านั้นที่มีอาการโรคหัวใจกำเริบขณะใช้บริการซาวน่าเป็นเวลา 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ในการทดลองที่แคนาดา ให้ผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวณ 16 คนใช้บริการซาวน่า 15 นาทีแล้วมาทดสอบหัวใจด้วยการวิ่งบนลู่วิ่ง พบว่าไม่มีผู้ป่วยรายได้ที่มีอาการของโรคหัวใจกำเริบ

ซาวน่ามีความปลอดภัยต่อคนทั่วไปที่สุขภาพดี รวมถึงผู้ป่วยที่ดูเหมือนจะมีความเสี่ยง (แต่ไม่มี) อย่างผู้ป่วยโรคหัวใจ (ที่มีอาการอยู่ในระดับที่คงที่) งานวิจัยจากญี่ปุ่นยังยืนยันอีกว่า การใช้บริการซาวน่าเป็นประจำ ยังช่วยให้การทำงานของหลอดเลือดดีขึ้นในผู้ป่วยที่หัวใจมีปัญหาการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคหัวใจยังคงต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการซาวน่า เพื่อศึกษาความเสี่ยง หรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในแต่ละบุคคลที่อาจมีสุขภาพที่แตกต่างกันไป

ซาวน่ายังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ลดอาการคันยุบยิบในผู้ป่วยที่มีอาการคันผิวหนังได้ (ความร้อนจากห้องซาวน่าไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง และปอด) และสำหรับประโยชน์จากการไหลเวียนโลหิตที่ดีขึ้น ในบางรายอาจทำให้รู้สึกผิวสุขภาพดีขึ้นตามมาด้วย

ใช้บริการซาวน่าอย่างไรให้ปลอดภัย?

  1. ใช้บริการซาวน่าในช่วงที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่อยู่ในสภาวะอ่อนเพลีย ขาดอาหาร มีไข้ เป็นหวัด และอื่นๆ (หากมีโรคประจำตัว ควรอยู่ในระดับอาการคงที่ ควบคุมได้ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ)
  2. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนใช้บริการซาวน่า
  3. ออกกำลังกายก่อนเข้าบริการซาวน่า โดยอาจจะเดินหรือวิ่ง 30 นาที เดินหรือวิ่งขึ้นลงบันได 3-4 ครั้งโดยไม่หยุด ให้หัวใจได้ออกกำลังเล็กน้อย แต่ผู้ป่วยโรคหัวใจไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป
  4. ระมัดระวังไม่ปรับอุณหภูมิของห้องซาวน่าสูงจนเกินไป ให้อยู่ในระดับที่ร้อน แต่พอทนไหว
  5. สามารถใช้เวลาในห้องซาวน่าได้ตั้งแต่ 5-20 นาที แต่หากรู้สึกหน้ามืด ตาลาย จะเป็นลม ควรรีบออกมาก่อน
  6. นั่งอยู่ด้านนอกห้องซาวน่าจนกว่าผิวหนัง และร่างกายโดยรวมปรับให้เข้ากับอากาศภายนอกห้องซาวน่าได้ก่อน แล้วค่อยเข้าไปอาบน้ำ
  7. จิบน้ำช้าๆ 2-4 แก้วหลังเข้ารับบริการซาวน่า เพื่อทดแทนเหงื่อที่เสียไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

ผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ โรคฮิตวัยทำงาน จากการสัมผัส “น้ำ-ผงซักฟอก-แชมพู”

ผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ เผยผู้ที่มีอาชีพที่มือต้องสัมผัสกับน้ำเป็นประจำ

ผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ ผู้ที่เป็นผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ในวัยเด็ก เสี่ยงโรคผิวหนังที่มือ เหตุจากสารเคมีหรือสารที่ทำให้ระคายเคือง แนะวิธีดูแลและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคหรือกลับมาเป็นซ้ำ
ผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ
โรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ คืออะไร?

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ เป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะวัยทำงาน เนื่องจากมือเป็นส่วนที่ต้องสัมผัสสารระคายเคืองได้บ่อย เช่น สบู่ ผงซักฟอก แชมพู หรือแม้แต่น้ำเปล่า ซึ่งจะทำให้หน้าที่การทำงานของเกราะป้องกันผิวลดลง ทำให้เกิดเป็นผื่น

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากสารเคมีหรือสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองทำให้ผิวหนังอักเสบจากการระคายเคือง หรือหากผิวหนังสัมผัสสารเคมี เช่น น้ำหอม ยาง หรือหนัง ทำให้เกิดการแพ้ จะเป็นลักษณะของผื่นแพ้สัมผัส บางรายอาจเป็นทั้งจากการระคายเคืองและการแพ้ร่วมกัน

ทั้งนี้ระยะเวลาของการเกิดโรคอาจเป็นไม่นาน แต่ในบางรายอาจเป็นรุนแรงและนานหลายปี ทำให้มีผลต่อการทำงานและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต

กลุ่มเสี่ยงโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

กลุ่มเสี่ยงโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ ได้แก่

  • ผู้ที่มีประวัติเป็นผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ในวัยเด็ก
  • ผู้ที่ทำงานโดยที่มือต้องสัมผัสน้ำบ่อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน เช่น แม่บ้าน คนเลี้ยงเด็ก คนทำอาหาร ช่างเสริมสวย ช่างซ่อมเครื่องยนต์ ศัลยแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล คนงานก่อสร้าง เป็นต้น

อาการของโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้ที่เป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือจะมีอาการดังนี้

  • ผื่นแดง คัน แห้ง ขุย
  • บางครั้งมีร่องแตก เจ็บ หรือมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ ที่ฝ่ามือ หรือด้านข้างนิ้วมือ
  • บางรายอาจมีผื่นเฉพาะที่ เช่น บริเวณง่ามมือ กลางฝ่ามือ ปลายนิ้วมือ
  • หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จะทำให้มี ตุ่มหนอง ผื่นบวมแดงเจ็บ มีน้ำเหลือง

การรักษาโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ
การรักษาส่วนใหญ่เป็นการควบคุมอาการ ไม่ได้ทำให้ผื่นหายขาด แต่หากผู้ป่วยทราบสาเหตุของการแพ้ หลีกเลี่ยงสารเคมีที่แพ้ได้อย่างถูกต้อง และเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะทำให้โรคไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

วิธีป้องกันโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

  1. การทาครีมที่ให้ความชุ่มชื้น ทำให้สารเคมีที่แพ้หรือระคายเคืองเข้าสู่ผิวหนังได้ยากขึ้น ควรทาบ่อยเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะเมื่อพบว่ามือเริ่มแห้งไม่ชุ่มชื้นและทุกครั้งหลังล้างมือ โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำหอม ไม่ใส่สี ไม่มีส่วนผสมที่ทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง
  2. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ ควรเลือกที่อ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของสบู่ที่จะทำให้มือแห้งระคายเคืองมากขึ้น อาจเลือกชนิดที่ผสมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
  3. ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ ผงซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาด มาใช้ทำความสะอาดมือ
  4. ไม่ควรล้างมือบ่อยเกินไป โดยไม่ควรเกิน 2-3 ครั้งต่อวัน
  5. ไม่ล้างมือด้วยน้ำอุ่นมากๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้งมากขึ้น
  6. หลังล้างมือซับมือให้แห้ง และทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นทุกครั้ง
  7. ควรสวมถุงมือเมื่อต้องทำงานสัมผัสกับน้ำ หรือสารระคายเคืองโดยเลือกใช้ถุงมือที่เหมาะสม ซึ่งไม่ควรใส่ถุงมือนานกว่า 20 นาที เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นหรือระคายเคืองได้
  8. หากต้องใส่เป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนถุงมือเมื่อรู้สึกว่าด้านในถุงมือเปียกชื้น และอาจใส่ถุงมือผ้าขาวไว้ข้างในถุงมืออีก 1 ชั้น เพื่อดูดซับเหงื่อ
  9. ควรทายาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการ และรับการรักษาต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com/

สัญญาณอันตราย

สัญญาณอันตราย “ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน”แพทย์แนะประชาชนดูแลรักษาสุข

สัญญาณอันตราย ลดโอกาสเสี่ยงไซนัสอักเสบเฉียบพลัน เนื่องจากสาเหตุเกิดจากโรคหวัด

สัญญาณอันตราย ทำให้เยื่อบุจมูกบวม รูเปิดไซนัสอุดตัน เกิดการอักเสบของไซนัสเฉียบพลันได้

สัญญาณอันตราย

โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน เป็นโรคที่มีปัจจัยเสี่ยงจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน และโรคจมูกอักเสบที่เกิดจากภูมิแพ้ หรือปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก เช่น การสัมผัสความเย็นเป็นเวลานาน ระคายเคืองด้วยอากาศแห้งและเย็น รวมถึงการเปลี่ยนอุณหภูมิฉับพลัน

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเสริมว่า โรคไซนัสอักเสบเป็นโรคที่เกิดการอักเสบติดเชื้อของโพรงอากาศในจมูก ซึ่งปกติโพรงไซนัสจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ตำแหน่ง เป็นคู่ๆ ได้แก่ โพรงอากาศบริเวณหน้าผาก โพรงอากาศระหว่างหัวตา โพรงอากาศบริเวณแก้ม และโพรงอากาศบริเวณฐานกะโหลก โดยการอักเสบเกิดขึ้นได้กับไซนัสทุกตำแหน่ง แต่ตำแหน่งที่พบไซนัสอักเสบได้บ่อยที่สุดคือ บริเวณโหนกแก้ม

อาการโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

ผู้ป่วยมักมีอาการปวดที่บริเวณใบหน้าเมื่อเกิดการอักเสบ เช่น โหนกแก้ม ระหว่าง หัวตา หน้าผาก รอบกระบอกตา คัดจมูก มีน้ำมูกออกข้นเหลืองหรือเขียว หรือมีเสมหะไหลจากด้านหลังจมูกลงในคอ หายใจมีกลิ่นเหม็น อีกทั้งความรู้สึกในการรับรู้กลิ่น หรือรสชาติจะลดลงไปด้วย

การรักษาโรคไซนัสอักเสบ

ในส่วนของการรักษาโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ควรพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี เนื่องจากถ้ารักษาไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้เชื้อลุกลามจนกลายเป็นภาวะแทรกซ้อนต่อตาได้ สำหรับการรักษาไซนัสอักเสบมีหลายวิธี เช่น

  1. การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
  2. ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ ควรใช้ควบคู่ไปกับยาปฏิชีวนะ
  3. ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งควรได้รับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 10-14 วัน เป็นการรักษาอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายช่วยให้อาการทางไซนัสดีขึ้น

การป้องกันโรคไซนัสอักเสบ

เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดอาการไซนัสอักเสบ หรือลดอาการรุนแรงที่เกิดขึ้น ควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยออกกำลังกายเป็นประจำแบบไม่ต้องหักโหม เพื่อเป็นการเสริมสร้างให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหากร่างกายอ่อนแอจะมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

เคมีบำบัด

เคมีบำบัด ไม่จำเป็นต่อผู้ป่วย “มะเร็งเต้านม” ทุกคนเสมอไป

เคมีบำบัด ตั้งเเต่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว เอมี่ อดัม ยิ่งให้ความสำคัญต่อการใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้นกว่าเดิม

เคมีบำบัด คุณอดัมโชคดีที่การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเเมมโมแกรมช่วยพบก้อนมะเร็งในระยะเริ่มต้น โดยก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็กมากเพียง 3-4 มิลลิเมตรเท่านั้น เล็กกว่ายางลบบนแท่งดินสอ เธอเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกเท่านั้นตามด้วยการฉายรังสีและคุณอดัมบอกว่าเธอไม่ต้องเข้ารับเคมีบำบัด

มะเร็งเต้านม

ด็อกเตอร์ เอมมิลี่ อัลไบรท์ (Dr. Emily Albright) ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านมที่มหาวิทยาลัย Missouri Health Care กล่าวว่ามีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นหลายคนขึ้นกว่าเดิมที่ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine ชี้ว่า การทดสอบพันธุกรรมสามารถระบุได้ถึงความเป็นไปได้ที่มะเร็งจะหวนคืน

ผลการศึกษานี้พบว่าผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่อการหวนคืนของมะเร็งต่ำ ไม่จำเป็นต้องเข้ารับเคมีบำบัด ส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการหวนคืนของมะเร็งเต้านมควรเข้ารับเคมีบำบัดเพราะมีส่วนช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดี แต่ด็อกเตอร์อัลไบรท์ กล่าวว่า แพทย์ไม่แน่ใจว่าควรเเนะนำอย่างไรแก่ผู้ป่วยที่มีเสี่ยงในระดับปานกลางต่อการหวนคืนของมะเร็งเต้านม

แต่ด็อกเตอร์อัลไบรท์ กล่าวว่า ผลการศึกษาล่าสุดนี้สร้างความชัดเจนว่าสำหรับผู้ป่วยที่เสี่ยงน้อยต่อการหวนคืนของมะเร็งเต้านม เคมีบำบัดไม่มีประโยชน์เพราะไม่จำเป็นต่อผู้ป่วย

แพทย์สามารถระบุความเป็นไปได้ของการหวนคืนของมะเร็งด้วยการทดสอบทางพันธุกรรม เคมีบำบัดมีผลข้างเคียงให้ผู้ป่วยเกิดอาการคลื่นไส้ ผมร่วงเเละมีอาการเหนื่อยล้า นอกจากนี้ยังเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อหัวใจเเละเส้นประสาทอีกด้วย

ด็อกเตอร์อัลไบรท์กล่าวว่าผลการศึกษานี้มีผลดีกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจำนวนมากที่ตรวจพบก้อนมะเร็งตั้งเเต่ในระยะเริ่มต้น

แต่ด็อกเตอร์อัลไบรท์ กล่าวว่าเมื่อเราเรียนรู้มากขึ้นเกี่่ยวกับชีววิทยา เราสามารถปรับรูปแบบการรักษาให้เหมาะแก่ผู้ป่วยแต่ละคนเพราะมีก้อนเนื้อมะเร็งบางอย่างที่เเม้จะมีขนาดเล็ก แต่อาจมีความร้ายเเรงกว่า ขณะที่ก้อนมะเร็งบางก้อนอาจมีขนาดใหญ่ แต่กลับมีความร้ายแรงน้อยกว่า

การตรวจคัดกรองมะเร็งเป็นกุญเเจสำคัญที่ช่วยตรวจพบมะเร็งเต้านมของคุณอดัมได้เเต่เนิ่นๆ การตรวจทรวงอกด้วยเเมมโมแกรมสามารถตรวจหาก้อนเนื้อในทรวงอกได้สองปีก่อนหน้าที่ผู้หญิงจะสามารถคลำเจอก้อนเนื้อได้

คุณอดัมกล่าวว่าผู้ป่วยจะมีความโล่งใจอย่างมากหากไม่ต้องเข้ารับเคมีบำบัดและเนื่องจากการศึกษานี้ จะมีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นที่สามารถรับการบำบัดมะเร็งเต้านมโดยไม่ต้องประสบกับผลข้างเคียงทางลบต่อร่างกายจากเคมีบำบัด

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม “โปรตีน” ลงไปในอาหารเช้าให้มากขึ้น

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม “อาหารเช้าอุดมไปด้วยโปรตีนที่ดี ช่วยลดความอยากอาหารระหว่างวันได้”

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม นักวิจัยให้ผู้ใหญ่ร่างกายแข็งแรงปกติทานอาหารเช้า 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นซีเรียลที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง อีกส่วนเป็นนม 1 แก้วที่มีโปรตีน 12.4 กรัม หรือนมที่ผสมกับนมโปรตีนเข้ามข้น หรือผงเวย์โปรตีนที่เพิ่มโปรตีนมากขึ้นถึง 28 กรัม และตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเอาไว้

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม

หลังจากอาหารเช้า 2-3 ชั่วโมง ทุกคนได้ทานอาหารกลางวันที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอีกครั้ง หลังจากนั้นนักวิจัยจะเริ่มสอบถามถึงระดับความอยากอาหารโดยละเอียด นักวิจัยพบว่าคนที่ทานโปรตีนเพิ่มมากกว่าคนอื่นในอาหารเช้ามีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง และระดับความอยากอาหารลดลงด้วยในวันเดียวกัน

เหตุผลเพราะ โปรตีนใช้เวลาย่อยนานกว่าคาร์โบไฮเดรต จึงเป็นที่มาของความอยากอาหารที่น้อยลงไปด้วย แต่การศึกษานี้ยังนำว่า ยิ่งทานโปรตีนมากขึ้น เวลาในการย่อยอาหารก็ยิ่งนานขึ้นไปด้วย การทานโปรตีนให้มากขึ้นจึงส่งผลดีต่อคนที่ต้องทำกิจกรรม

หรือทำงานในช่วงตอนกลางวันอย่างยาวนานโดยมีเวลาทานอาหารน้อย หรือแค่ครั้งเดียว รวมไปถึงคนที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่อย่าทานโปรตีนมากเกินไปในช่วงเวลาก่อนเข้านอน เพราะอาจส่งผลให้ร่างกายทำงานหนักเพื่อย่อยอาหารในช่วงเวลาที่เราควรจะนอน จนทำให้เรานอนไม่หลับได้

แม้ว่าโปรตีนที่ใช้ในการศึกษานี้จะเป็นนมที่มีโปรตีนเข้มข้น และผงเวย์โปรตีน และนักวิจัยกล่าวว่า โปรตีนที่เราควรทานเพิ่มในตอนเช้า จะเป็นโปรตีนชนิดใดก็ได้ ขอให้เป็นโปรตีนที่ดี มีไขมันต่ำก็เพียงพอ อาจจะเป็นไก่ ปลา นมถั่วเหลือง หรือไข่ก็ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ปวดส้นเท้า

ปวดส้นเท้า หรือฝ่าเท้าทุกเช้าหลังตื่นนอน อาจเป็น “โรครองช้ำ”

ปวดส้นเท้า อาการปวดที่ส้นเท้าเมื่อลุกเดินหลังจากตื่นนอนในตอนเช้า เมื่อก้าวเดินจะรู้สึกเจ็บแปลบๆ ที่บริเวณฝ่าเท้าและส้นเท้า

ปวดส้นเท้า อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่การปวดเมื่อยธรรมดา หรือการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อชั่วคราว แต่อาจจะเป็นสัญญาณของ โรครองช้ำ ที่ต้องการการรักษาก็เป็นได้ เรามีข้อมูลในเรื่องนี้มาให้คุณแล้ว

ปวดส้นเท้า

โรครองช้ำ คืออะไร?
โรครองช้ำ (Plantar fasciitis) หรือ โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ผู้ที่ป่วยจะมีอาการเจ็บที่ส้นเท้า บางรายอาจเจ็บทั่วทั้งฝ่าเท้า โดยเฉพาะช่วงที่ตื่นนอนในตอนเช้า

หากเราลุกเดินในก้าวแรกจะมีอาการเจ็บ หรือก้าวแรกหลังจากที่นั่งพักเป็นเวลานาน โรงรองช้ำเป็นโรคที่พบได้บ่อยในแผนกศัลกรรมกระดูก ปัญหาส่วนใหญ่ของโรค เกิดจากการใช้งานเท้าที่หนักเกินไปทำให้เกิดการสึกหรอ

โดยปกติแล้ว เอ็นฝ่าเท้าจะช่วยรองรับอุ้งเท้า และทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทกขณะเดิน เมื่อเอ็นฝ่าเท้าเกิดการอักเสบ ก็ทำให้เรารู้สึกปวด และเดินไม่สะดวก ส่วนใหญ่แล้ว โรคนี้มักจะเกิดกับคนในช่วงวัย 40-70 ปี และมักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

สาเหตุของโรครองช้ำ
น้ำหนัก หากคุณมีน้ำหนักที่เกินมาตรฐาน หรือเป็นโรคอ้วน มักจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรครองช้ำ เพราะน้ำหนักตัวจะกดลงที่เอ็นเท้า โดยเฉพาะช่วงที่น้ำหนักขึ้นอย่างฉับพลัน อย่างเช่นในหญิงตั้งครรภ์ ที่อาจเกิดโรครองช้ำได้ โดยมักจะพบในช่วงสัปดาห์ปลายๆ ของการตั้งครรภ์ที่น้ำหนักตัวเพิ่มสูงสุด

งาน การทำงานบางอย่างที่ต้องยืนหรือเดินวันละหลายชั่วโมง เช่น ครู พนักงานขายในห้างสรรพสินค้า พนักงานในโรงงาน การยืนหรือเดินบนพื้นผิวแข็งๆ เป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้เอ็นฝ่าเท้าเกิดความเสียหายได้

การเล่นกีฬาหรือกิจกรรมบางอย่าง กีฬาที่มีแรงกระแทกสูง หรือกิจกรรมทางร่างกายที่ต้องมีการกระโดดซ้ำ เช่น นักวิ่งระยะไกล นักบัลเลต์ การเต้นแอโรบิก สามารถทำให้เกิดความเสียหายที่เอ็นฝ่าเท้า และนำไปสู่โรครองช้ำได้

โครงสร้างเท้า การมีปัญหาโครงสร้างเท้าก็มีส่วน เช่น การมีอุ้งเท้าสูง หรือเท้าแบน อาจทำให้คุณเกิดโรครองช้ำได้ เนื่องจากทำให้เอ็นร้อยหวายซึ่งเชื่อมกล้ามเนื้อน่องกับส้นเท้า เกิดอาการตึง และส่งผลให้เอ็นฝ่าเท้าบาดเจ็บ การใส่รองเท้าพื้นราบ ซึ่งมีพื้นนิ่มเกินไปและปราศจากการรองรับเท้าที่ดี ก็สามารถทำให้เกิดโรครองช้ำได้เช่นกัน

โรครองช้ำรักษาอย่างไรได้บ้าง
ใช้ยาแก้ปวด
หากอาการไม่มากนัก ในเบื้องต้นการใช้ยาในกลุ่มยาลดการอักเสบที่ไม่มีสเตียรอยด์ (NSAID) เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) อย่างเช่น Motrin หรือ Advil และ นาพรอกเซน (naproxen) อย่างเช่น Aleve สามารถช่วยลดอาการอักเสบและปวดได้

การทำกายภาพบำบัด
นักกายภาพบำบัดสามารถแนะนำท่ายืดกล้ามเนื้อให้แก่คุณ เพื่อช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณฝ่าเท้าและเอ็นร้อยหวาย และทำให้กล้ามเนื้อขาส่วนล่างแข็งแรงขึ้น ซึ่งจะช่วยในการทำให้ข้อเท้าและส้นเท้ามีความมั่นคงมากขึ้นในยามใช้งาน นักกายภาพบำบัดยังสามารถช่วยสอนคุณในการพันแถบผ้าเพื่อช่วยพยุงฝ่าเท้า ได้อีกด้วย

การใส่เฝือกอ่อนตอนกลางคืน
นักกายภาพบำบัดหรือหมออาจจะแนะนำให้คุณสวมใส่เฝือกอ่อน ซึ่งช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่อง และอุ้งเท้าในขณะนอนหลับ ซึ่งจะช่วยยืดฝ่าเท้าและเอ็นร้อยหวายในตอนกลางคืนอีกด้วย

การฉีดยา
เมื่อลองรักษาด้วยวิธีอื่นๆ แล้วอาการปวดยังไม่ลดลง แพทย์อาจจะรักษาด้วยการฉีดสเตียรอยด์ เข้าไปบริเวณที่มีอาการปวด เพื่อให้อาการปวดบรรเทาลง แต่ไม่ควรฉีดบ่อย เนื่องจากอาจทำให้กล้ามเนื้อถูกทำลายได้ ปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนมาฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นที่ใช้ในการรักษา (platelet-rich plasma – PRP) โดยใช้อัลตร้าซาวด์เป็นคลื่นนำทางเข้าสู่จุดที่เหมาะสมในการฉีด การฉีดด้วย PRP สามารถช่วยลดความเจ็บปวด และข้อดีก็คือมีความเสี่ยงในการที่กล้ามเนื้อจะถูกทำงายต่ำกว่า

การรักษาด้วยคลื่นกระแทก
กระบวนการนี้ จะเป็นการใช้คลื่นเสียงตรงบริเวณที่เจ็บปวดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเยียวยาตัวเอง ปกติมักจะใช้กับโรครองช้ำเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามปกติ กระบวนการนี้อาจทำให้เกิดอาการช้ำ บวม ปวด หรือชาได้ โดยการศึกษาบางชิ้นพบว่า การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Shockwave) แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ดี แต่ประสิทธิภาพที่ได้ยังไม่ค่อยสม่ำเสมอเท่าใดนัก

การผ่าตัด
การรักษาอาการปวดด้วยการผ่าตัดจะรักษาในกรณีที่มีการปวดอย่างรุนแรงเท่านั้น โดยศัลยแพทย์จะผ่าตัดเพื่อแยกเอาเอาเอ็นที่ฝ่าเท้าบางส่วนออกจากกระดูกส้นเท้า ซึ่งผลข้างเคียงก็คือกล้ามเนื้อที่อุ้งฝ่าเท้าอ่อนแอลง และอาจทำงานได้ไม่เหมือนเดิม การผ่าตัดอีกแบบหนึ่งเรียกว่า การผ่าตัดยืดเอ็นกล้ามเนื้อน่อง (Gastrocnemius recession) ซึ่งจะทำให้เอ็นกล้ามเนื้อน่องยาวขึ้น และไม่เกิดแรงดึงอยู่ตลอดเวลาที่เอ็นร้อยหวาย ซึ่งช่วยบรรเทาอาการของโรครองช้ำได้

กันไว้ดีกว่าแก้ ดูแลตัวเองไม่ให้เป็นโรครองช้ำ
การดูแลตัวเองก็มีส่วนช่วยให้ไม่เกิดโรครองช้ำโดยเริ่มจากการรักษาน้ำหนักให้อยู่ในมาตรฐาน เลือกออกกำลังกายที่มีผลกระทบต่อเท้าต่ำเช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน การยืดส่วนล่างของเอ็นร้อยหวายและกล้ามเนื้อน่องแทนการวิ่งหรือเดิน นอกจากนี้ต้องสำรวจรองเท้ากีฬาที่ใช้ประจำว่า

ใช้มานานเกินไปจนพื้นสึกหรือเปล่า การใช้รองเท้ากีฬาที่ชำรุด ไม่ช่วยให้เท้าได้รับการป้องกันใดๆ ได้เลย นอกจากนี้การเลือกรองเท้า ก็ทำให้สุขภาพเท้าเราดีขึ้นได้ ไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูง เลือกรองเท้าส้นเตี้ยหรือสูงปานกลางที่มีพื้นซึ่งสามารถรองรับเท้าและดูดซับแรงกระแทกได้ดี

หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าบนพื้นแข็งๆ ซึ่งจะทำให้เกิดแรงกระแทกที่ทำลายกล้ามเนื้อที่ฝ่าเท้าได้ และบรรเทาอาการปวด ด้วยการประคบเย็นเป็นเวลา 15 ถึง 20 นาที สามหรือสี่ครั้งต่อวัน หรือใช้เทคนิค “นวดด้วยน้ำแข็ง” วิธีการก็คือ เอาน้ำใส่ในถ้วยกระดาษแล้วเอาไปแช่แข็ง จากนั้น นำถ้วยน้ำแข็งมากลิ้งลงบนเท้าข้างที่ปวด ประมาณห้าถึงเจ็ดนาที จะช่วยบรรเทาอาการปวดและอักเสบได้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ไม่รู้ไม่ได้ ! ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้คิ้วเรียงสวย และดูเป็นธรรมชาติ

ไม่รู้ไม่ได้ เดี๋ยวนี่สาวๆ ให้ความสำคัญกับคิ้วมากขึ้น ถ้าจะพูดว่ายุคนี้คือยุคคิ้วแบบธรรมชาติก็ไม่ผิด

ไม่รู้ไม่ได้ ไม่ว่าจะคิ้วสายฝอ หรือคิ้วสายเกา ทุกคนจะเน้นธรรมชาติ ไม่เขียนให้ดูรู้ว่าเขียน หรือ เป็นบล็อกสำเร็จจนเกินไป และที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเขียนแบบให้เห็นขนคิ้วที่ชัดเรียงเส้นสวย วันนี้เลยจะพาไปดูว่ามีตัวช่วยอะไรบ้างที่จะทำให้คิ้วสวยเป็นธรรมชาติ

ไม่รู้ไม่ได้

1.มาสคาร่าปัดคิ้ว

กลายเป็นสิ่งที่สาวๆ สมัยนี้ขาดไม่ได้ เพราะการทำสีผมของแต่ละคนนั้นมันช่างสวยงาม และการจะย้อมคิ้วมันคงจะลำบากเกินไปมาสคาร่าปัดคิ้วจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการเปลี่ยนสีคิ้วและทำให้คิ้วเรียงสวย

2.เชรั่มช่วยเพิ่มความดกของคิ้ว

ถือเป็นอะไรที่ใหม่มากๆ เดี๋ยวนี้มีเซรั่มปลูกขนคิ้วแล้วนะคะรู้ยัง เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีคิ้ว หรือ คิ้วบางซึ้งอยู่ในกลุ่มยาตัวเดียวกับผม หาซื้อได้ง่ายมากๆ ในปัจจุบัน

3.เจลปัดคิ้ว

เคยเห็นกันใช่ไหมคะกับช่างแต่งหน้าดาราหลายๆ คน เวลาเขียนคิ้วออกมาจะดูสวยเป็นทำธรรชาติ และขนคิ้วดาราแต่ละคนคือ เป็นเส้นตั้งสวย เหมือนไม่ได้เขียนเลย

4.เทคนิคการต่อขนคิ้ว

ตอนนี้ที่อเมริกามีนวัตกรรมการต่อขนคิ้วแล้วนะคะ โดยใช้ขนสังเคราะห์และกาวพิเศษในการติดขนแต่ละเส้นลงไปที่ขนคิ้วแบบเส้นต่อเส้น และยังอยู่ได้นานมากๆ แต่ใครที่อยากจะทำอาจจะต้องบินไปไกลหน่อยนะคะ แต่คงจะเข้ามาในไทยเร็วๆ นี้ค่ะ

5.การสักคิ้ว 6 มิติ

เป็นอะไรที่ใครๆ สมัยนี้นิยมทำกันมากมาย และช่างในเมืองไทยหลายๆ คนเก่งและชำนาญการมากๆ สักแบบเหมือนคิ้วจริงทุกประการใครที่อยากทำบางควรศึกษาข้อมูลดีๆ นะคะเพราะมีหลายร้านที่ทำแล้วดีจริงอะไรจริง

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เคล็ดลับแต่งหน้า

เคล็ดลับแต่งหน้า สำหรับมือใหม่ ให้สวยใสไม่แพ้มืออาชีพ

เคล็ดลับแต่งหน้า เป็นมือใหม่ที่เพิ่งหัดแต่งหน้า ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถสร้างความเพอเฟ็คซ์ให้ตัวเองได้เสียเมื่อไหร่

เคล็ดลับแต่งหน้า หากสาวๆ รู้จักวิธีแต่งหน้าโดยลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง อะไรที่ควรลงก่อน และอะไรที่ควรลงหลัง ลองมาดูเคล็ดลับเหล่านี้ ที่จะเติมแต่งผิวหน้าให้สาวมือใหม่แต่งหน้าด้วยตัวเองได้แบบไม่ต้องกังวล รับรองว่าสวยได้อย่างมั่นใจ ไม่อยากอย่างที่คิดแน่นอนค่ะ

เคล็ดลับแต่งหน้า

1.เริ่มต้นบำรุงผิวกันก่อน

ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นหัวใจอันดับแรกก่อนแต่งหน้าเลยก็ว่าได้ เนื่องจากการบำรุงผิวหน้าก่อนการแต่งหน้าทุกครั้ง จะช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี มีความชุ่มชื่น และยังปกป้องผิวไม่ให้พังหลังจากการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารเคมีเป็นส่วนผสมอีกด้วย ดังนั้นก่อนที่จะแต่งเติมความสวยให้ตัวเอง ก็ควรทาครีมบำรุงผิวที่มีประสิทธิภาพ ทำทุกครั้งก่อนแต่งหน้า

ซึ่งวิธีนี้จะยิ่งเป็นผลดีมากๆ สำหรับสาวผิวแห้งง่ายอีกด้วย เพราะจะช่วยป้องกันผิวหน้าไม่ให้เกิดขุยและรอยแตก ที่สำคัญยังช่วยในการเกลี่ยรองพื้นให้ง่ายขึ้น เป็นการเตรียมผิวที่ห้ามมองข้ามสำหรับสาวๆ มือใหม่ ช่วยเพิ่มความง่ายในการทำให้ผิวเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติได้อย่างที่ต้องการ

2.ลงเครื่องสำอางตามลำดับขั้นตอนให้ถูก

เมื่อทาครีมบำรุงผิวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ตามด้วยการลงรองพื้นที่เหมาะสม เลือกเฉดสีที่เหมาะสมกับผิวของตัวเองมากที่สุด จากนั้นเกลี่ยให้ทั่วใบหน้า หากรู้สึกว่ารองพื้นยังไม่สามารถปกปิดริ้วรอย หรือรอยสิวได้ ก็สามารถใช้คอนซีลเลอร์ มาเกลี่ยยังจุดที่ต้องการปกปิดเป็นพิเศษเพิ่มเติมได้

แต่ก็ไม่ควรทาให้หนาจนเกินไป เท่านี้ก็จะช่วยให้ใบหน้าดูเรียบเนียนและกระจ่างใสขึ้น อย่าลืมที่จะลำดับขั้นตอนให้เหมาะสมตามคำแนะนำของเราด้วย หลังจากขั้นตอนเหล่านี้เสร็จแล้ว ให้เขียนคิ้วด้วยการวาดโครงก่อนลงสีด้านใน เลือกใช้สีเขียนคิ้วที่อ่อนหรือเข้มให้ดูสีของเส้นผมเป็นหลัก อย่าลืมเติมริมฝีปากด้วยลิปสติกเพื่อเพิ่มความสดใส เลือกโทนสีที่เข้ากับสีผิว ไม่ต้องสีจัดจ้านจนเกินไป เพราะสาวๆ ยังเป็นมือใหม่ที่ควรแต่งหน้าให้พอดีไม่มากจนเกินงาม

3.ตบด้วยแป้งเพื่อลดความมัน และเพิ่มความมั่นใจ

ขั้นตอนสุดท้ายของการแต่งหน้าที่สำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่นเลยก็คือ การลงแป้งพัฟ หรืออาจเลือกใช้แป้งฝุ่นได้ตามเหมาะสม การทาแป้งเป็นขั้นตอนสุดท้ายจะช่วยให้เครื่องสำอางดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ

อีกทั้งยังช่วยลดความมันที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างวันได้ แต่อย่าลืมหลีกเลี่ยงการใช้แป้งพัฟหรือแปรงถูลงไปที่ใบหน้าโดยตรง แต่ให้ใช้วิธีตบ! เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อรองพื้นและครีมที่ลงไว้หลุดออกไปจนกลายเป็นคราบตามมาได้นั่นเอง

เพียงขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้ก็เติมเสน่ห์ความสวยแบบธรรมชาติ ที่มือใหม่ก็สามารถทำได้แบบไม่ยากอย่างที่คิด ไม่ว่าจะต้องพบเจอผู้คนบ่อยแค่ไหน ก็ไม่ต้องกังวลกับใบหน้าที่ดูจืดชืดอีกต่อไป เพราะพื้นฐานเหล่านี้จะเติมความสดใสให้สาวๆ ดูสวยมากขึ้นได้อย่างไร้ที่ติราวกับมืออาชีพเลยทีเดียวค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

กรดอะมิโนจำเป็น

กรดอะมิโนจำเป็น จำเป็นอย่างไร? หาได้จากที่ไหนบ้าง?

กรดอะมิโนจำเป็น สารประกอบอินทรีย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโปรตีน เป็นหนึ่งในหน่วยโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายมนุษย์

กรดอะมิโนจำเป็น ร่างกายเราต้องการกรดอะมิโน 20 ชนิด เพื่อให้ร่างกายเติบโตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรดอะมิโนชนิดที่เราได้ยินบ่อยสุดคงเป็น กรดอะมิโนจำเป็น อย่างนั้นเรามาดูกันว่า กรดอะมิโนจำเป็น…จำเป็นอย่างไรต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

กรดอะมิโนจำเป็น

รู้จักกับ… กรดอะมิโนจำเป็น

กรดอะมิโนจำเป็น คือกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น กรดอะมิโนจำเป็นมีอยู่ด้วยกัน 9 ชนิด ได้แก่

ฮีสทิดีน (Histidine)

ไอโซลิวซีน (Isoleucine)

ลิวซีน (Leucine)

วาลีน (Valine)

ไลซีน (Lysine)

เมไธโอนีน (Methionine)

ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine)

ทรีโอนีน (Threonine)

ทริปโตแฟน (Tryptophan)

กรดอะมิโนจำเป็น… จำเป็นอย่างไร

กรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 9 ชนิด ล้วนแต่ทำหน้าที่สำคัญต่อร่างกาย ดังนี้

ฮีสทิดีน (Histidine) ใช้ในการผลิตฮีสตามีน (histamine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่สำคัญมากในการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน การย่อยอาหาร การทำหน้าที่ทางเพศ รวมถึงวงจรการนอนหลับและตื่นนอน ฮีสทีดีนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ปลอกไมอีลิน (Myelin sheath) ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มที่คอยป้องกันเซลล์ประสาททำงานได้เป็นปกติ

ไอโซลิวซีน (Isoleucine) หนึ่งในกรดอะมิโนจำเป็นในกลุ่ม Branched Chain Amino Acids (BCAAs) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลังงานในกล้ามเนื้อ (muscle metabolism) ช่วยในการรักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การผลิตฮีโมโกลบิน (hemoglobin) และการควบคุมพลังงาน

ลิวซีน (Leucine) หนึ่งในกรดอะมิโนจำเป็นในกลุ่ม Branched Chain Amino Acids (BCAAs) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการรักษาบาดแผล และการผลิตโกรทฮอร์โมน

วาลีน (Valine) กรดอะมิโนจำเป็นในกลุ่ม Branched Chain Amino Acids (BCAAs) ช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโตและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการผลิตพลังงาน

ไลซีน (Lysine) มีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์โปรตีน การดูดซึมแคลเซียม การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การผลิตฮอร์โมน เอนไซม์ พลังงาน คอลลาเจน และอีลาสตีน

เมไธโอนีน (Methionine) ทำหน้าที่สำคัญในกระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) และการขจัดพิษ ทั้งยังจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ การดูดซึมสังกะสี ซีลีเนียม และแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย

ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) สารตั้งต้นของสารสื่อประสาทอย่าง ไทโรซีน (Tyrosine), โดพามีน (Dopamine), เอพิเนฟรีน (Epinephrine) และนอร์อิปิเนฟริน (norepinephrine) เป็นส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้างและการทำงานของโปรตีนและเอนไซม์ รวมไปถึงการผลิตกรดอะมิโนชนิดอื่นด้วย

ทรีโอนีน (Threonine) ส่วนประกอบสำคัญของโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง เช่น คอลลาเจน และอีลาสติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ทั้งยังช่วยในการเผาผลาญไขมันและระบบภูมิคุ้มกันด้วย

ทริปโตแฟน (Tryptophan) เกี่ยวข้องกับความรู้สึกง่วงซึม (drowsiness) และการทำงานของส่วนต่างๆ ในร่างกาย ช่วยรักษาภาวะสมดุลของไนโตรเจน ทั้งยังเป็นสารตั้งต้นของ เซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยควบคุมการย่อยอาหาร การนอนหลับ และอารมณ์

อาหารเหล่านี้… แหล่งกรดอะมิโนจำเป็น

กรดอะมิโนจำเป็นเป็นสิ่งที่ร่างกายสังเคราะห์เองไม่ได้ ต้องรับจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น แต่เราไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็นทุกมื้อ โดยอาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบทุกชนิดในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย เรียกว่า โปรตีนสมบูรณ์ (Complete protein) ได้แก่

เนื้อสัตว์

อาหารทะเล

เนื้อสัตว์ปีก

ไข่

ผลิตภัณฑ์จากนม

ถั่วเหลือง

คีนัว (Quinoa)

บักวีต (Buckwheat)

นอกจากอาหารซึ่งเป็นโปรตีนสมบูรณ์ข้างต้นแล้ว อาหารพืช (Plant-based food) อื่นๆ ที่เป็นแหล่งโปรตีน เช่น ถั่วที่โตบนดิน หรือถั่วเปลือกแข็ง (อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น) ถั่วฝัก (ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา เป็นต้น)

ประโยชน์เพิ่มเติม ที่ได้จากกรดอะมิโนจำเป็น
อาจช่วยพัฒนาอารมณ์และการนอนหลับ
ทริปโตแฟน (Tryptophan) จำเป็นในการผลิตเซราโทนิน สารเคมีซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ การนอนหลับ และพฤติกรรม หากระดับเซราโทนินต่ำจะส่งผลให้ซึมเศร้าและรบกวนการนอน มีผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า อาหารเสริมที่มีทริปโตแฟนเป็นส่วนประกอบสามารถช่วยลดอาการของโรคซึมเศร้า ช่วยให้อารมณ์ดี และพัฒนาคุณภาพการนอน

ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกาย
กรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs ทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ไอโซลิวซีน (Isoleucine), ลิวซีน (Leucine) และวาลีน (Valine) ถูกใช้เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้า

ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกายและเล่นกีฬา และใช้ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายอย่างแพร่หลาย มีการวิจัย 8 ชิ้นที่ชี้ว่า อาหารเสริมที่มีกรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs เป็นส่วนประกอบ สามารถช่วยในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อและลดความเหนื่อยล้าหลังจากเล่นกีฬาได้อย่างดีมาก

ช่วยป้องกันกล้ามเนื้อลีบ
อาการกล้ามเนื้อลีบเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดได้บ่อยกับผู้ป่วยติดเตียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ จากการศึกษาวิจัยพบว่า กรดอะมิโนจำเป็นช่วยป้องกันกล้ามเนื้อเสียหาย และช่วยรักษาน้ำหนักตัวที่ปราศจากไขมัน (Lean Body Mass) ในผู้สูงอายุและนักกีฬาได้

ทั้งยังมีการศึกษาวิจัยในกลุ่มอาสาสมัครอายุ 22 ปีเป็นระยะเวลา 10 วันที่แสดงให้เห็นว่า อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับกรดอะมิโนจำเป็นรวมปริมาณ 15 กรัมต่อวันนั้น การสังเคราะห์โปรตีนกล้ามเนื้อ (Muscle Protein Synthesis / MPS) ซึ่งเป็นกระบวนการกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ ในขณะที่อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับยาหลอกมีการสังเคราะห์โปรตีนกล้ามเนื้อลดลงถึง 30%

อาจช่วยในการลดน้ำหนัก
ผลการศึกษาวิจัยในมนุษย์และสัตว์พิสูจน์ให้เห็นว่า กรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดไขมันได้ ยกตัวอย่าง งานศึกษาวิจัยระยะเวลา 8 สัปดาห์ในกลุ่มอาสาสมัครชายอายุ 36 ปีที่ออกกำลังกายเน้นในส่วนของกล้ามเนื้อพบว่า

เมื่ออาสาสมัครกินอาหารเสริมที่มีกรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs ปริมาณ 14 กรัมเป็นประจำทุกวัน สามารถลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายได้อย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับการกินเวย์โปรตีน หรือดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่

ผลเสียก็มี… หากบริโภคมากเกินไป
หากร่างกายได้รับกรดอะมิโนจำเป็นมากเกินไป อาจเกิดผลกระทบดังนี้

ระบบทางเดินอาหารทำงานน้อยลง เช่น ท้องอืด

ปวดท้อง

ท้องเสีย

เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ (เนื่องจากไปเพิ่มกรดยูริกในร่างกาย ซึ่งนำไปสู่อาการข้อต่ออักเสบ)

ความดันโลหิตลดลงแบบเสียสุขภาพ

ทำให้รูปแบบการกินเปลี่ยนแปลง

ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อคงความสมดุลของร่างกาย
อาหารส่วนใหญ่มีกรดอะมิโนในปริมาณที่ปลอดภัย แต่หากคุณวางแผนที่ควบคุมน้ำหนักด้วยการกินอาหารที่มีโปรตีนสูง ต้องการกินอาหารเสริมที่มีกรดอะมิโน หรือกินอาหารเสริมเพื่อการออกกำลังกายแบบเข้มข้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com