หน้าเด็กด้วยฟักทอง

หน้าเด็กด้วยฟักทอง

หน้าเด็กด้วยฟักทอง

หน้าเด็กด้วยฟักทอง

ด้วยสูตรการพอกหน้าใกล้ตัวจากธรรมชาติ การพอกหน้าหรือมาส์กหน้าเป็นหนึ่งในวิธีบำรุงดูแลผิวหน้าที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบและมักจะทำกันเป็นประจำ เนื่องจากใช้เพียงแค่วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในบ้าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าคอร์สความงามนอกบ้านอีกด้วย สิ่งที่สำคัญก็คือสูตรพอกหน้าเหล่านี้มีความปลอดภัยสูง เพราะมาจากธรรมชาติแท้ๆ นั่นเอง

สูตรหน้าใสเร่งด่วน ฟักทองมีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินเอในปริมาณที่สูงมาก จะช่วยเติมสารอาหารลงสู่ผิวทำให้หน้าขาวกระจ่างใส ผิวมีลักษณะเนียนนุ่มน่าสัมผัสเหมือนผิวเด็ก โดยนำเอาฟักทองไปต้มแล้วเอาแต่เนื้อปริมาณ 1/2 ถ้วยผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย บดให้ละเอียด พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที จึงค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.patcharapa.com

ภัยเงียบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ภัยเงียบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ภัยเงียบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ภัยเงียบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

โทษของสุรา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจส่งผลให้เสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม และความเสี่ยงสุขภาพอื่น ๆ มากขึ้นรู้ไหมคะสาว ๆ

สาวนักปาร์ตี้ที่ไปสนุกแต่ละทีต้องมีดื่มเหล้า-เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เตือนไว้เลยค่ะว่าคุณกำลังทำลายสุขภาพตัวเองลงไปทุกวัน ๆ ด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหล่านี้ อีกทั้งยังอาจจะเพิ่มความเสี่ยงโรคร้ายให้ร่างกายไม่รู้ตัว อย่างโรคและความไม่สบายกายดังต่อไปนี้ไง

โทษของการดื่มเหล้า

1. หน้าแก่ มีริ้วรอยก่อนวัย

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นเหล้าหรือเบียร์ มีฤทธิ์ขับปัสสาวะในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เซลล์ก็จะเสื่อมเร็ว ก่อให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย โดยเฉพาะผู้หญิงที่ดื่มหนัก ทั้งผมและผิวจะดูเศร้าหมอง ไม่สดใส กระชุ่มกระชวย

2. สูญเสียกล้ามเนื้อ

นอกจากเซลล์ผิวจะเสื่อมเร็วแล้ว โทษของการดื่มเหล้ายังจะทำให้สาว ๆ สูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นใครที่ตั้งใจปั้นก้น สร้างกล้ามหน้าท้อง บอกเลยว่าความเหน็ดเหนื่อยอดทนต่อการออกกำลังกายของคุณจะเสียเปล่าทันทีที่ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์บ่อย ๆ

โทษของการดื่มเหล้า

3. อ้วนขึ้น

กินเบียร์กินเหล้าแล้วตัวบวม อ้วนขึ้น นี่ล่ะค่ะผลของมัน เพราะเหล้าและเบียร์แคลอรีไม่น้อยเลยนะคะ ยิ่งกินมากก็ยิ่งได้รับพลังงานส่วนเกินมาก + กับแกล้มเข้าไปก็ยิ่งแล้วใหญ่ ความอ้วนมาเยือนได้ง่าย ๆ ภายในพริบตา

4. เสี่ยงอัลไซเมอร์

ผลการศึกษาจาก Rutgers University พบว่า การดื่มแอลกอฮอล์มีผลให้เซลล์สมองเสื่อมลงเร็วขึ้น 40% ในผู้หญิงวัยทำงาน ส่งผลให้มีอาการหลง ๆ ลืม ๆ บ่อยขึ้น และคนที่ดื่มเกินวันละ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ยิ่งจะเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้มากกว่าเป็นเท่าตัว

โทษของการดื่มเหล้า

5. โรคความดันโลหิตสูง

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน American Journal of Hypertension ระบุว่า ผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์เกินสัปดาห์ละ 10 แก้ว จะมีความเสี่ยงความดันโลหิตสูงกว่าปกติ 12 จุด และเมื่อเทียบกับเพศชายแล้วก็พบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ในเพศหญิงส่งผลให้เสี่ยงภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าถึง 2 เท่าเชียวล่ะค่ะ

6. มะเร็งเต้านม

มีงานวิจัยที่พบว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีส่วนกระตุ้นโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงมากขึ้นด้วย โดยการดื่มแอลกอฮอล์ 10 กรัม (ไวน์ 1 แก้ว ปริมาณ 4 ออนซ์)/วัน เป็นเหตุให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 10%

โทษของการดื่มเหล้า

7. โรคซึมเศร้า

ผู้หญิงมีอารมณ์เหวี่ยง ๆ อันเนื่องมาจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละรอบเดือนอยู่แล้ว ซึ่งหากมีพฤติกรรมชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความรู้สึกด้านลบได้ง่ายมากขึ้น ส่งผลให้มวลความสุขในชีวิตลดลง และแอลกอฮอล์อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สารเคมีในสมองเปลี่ยนไป เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าได้เลย

8. ส่งผลร้ายต่อลูกในครรภ์

มีการศึกษาพบว่า ผู้หญิงนักดื่มจะมีภาวะมีบุตรยาก เสี่ยงแท้งบุตร และด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ส่งผลต่อระบบประสาทและสมอง ก็อาจจะส่งผลต่อลูกในครรภ์ เสี่ยงต่อภาวะเด็กพิการด้านสติปัญญามากขึ้นด้วย

โทษของการดื่มเหล้า

9. เสี่ยงโรคตับ

เหล้า เบียร์​ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีส่วนทำลายเซลล์และการทำงานของตับ ก่อให้เกิดอาการตับอักเสบ และภาวะตับแข็งได้ ดังนั้นคนที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ๆ ก็เสี่ยงต่อโรคตับมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว

10. อันตรายต่อร่างกายและทรัพย์สิน

ในตอนสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ ผู้หญิงก็เสี่ยงเป็นเหยื่อทางอาชญากรรมทั้งปล้น จี้ หรือถูกกระทำชำเรา และยิ่งถ้าดื่มเหล้า เบียร์ ขาดสติ ความเสี่ยงที่จะถูกทำร้ายร่างกายก็ยิ่งมากขึ้นไปใหญ่ ยังไง ๆ ก็มีแต่ผลเสียมากกว่าผลดีนะคะ

ถ้าพูดถึงอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จริง ๆ แล้วคงไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะอย่างที่บอก เหล้า เบียร์ น้ำเปลี่ยนนิสัย ทำให้เราขาดสติและขาดความยับยั้งชั่งใจ จนอาจเป็นเหตุให้สร้างวีรกรรมไม่น่าจดจำ หรือกระทำการอันใดที่ไม่สมควรลงไปก็ได้นะคะ ดังนั้น ไม่ดื่ม ไม่เมา ครองสติตัวเราไว้ดีกว่า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

เคล็ดไม่ลับรักษารอยสิวจากธรรมชาติ

เคล็ดไม่ลับรักษารอยสิวจากธรรมชาติ

เคล็ดไม่ลับรักษารอยสิวจากธรรมชาติ

เคล็ดไม่ลับรักษารอยสิวจากธรรมชาติ

เคล็ดไม่ลับรักษารอยสิวจากธรรมชาติ

สิวขึ้นหน้าทีไรใช่ว่าพอหลังจากมันหาย… มันจะไม่ทิ้งรอยสิวเอาไว้ให้ดูต่างหน้า ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นสาวๆ ส่วนใหญ่มักซื้อครีมรักษารอยสิวมาใช้เป็นประจำ แต่สาวๆ รู้มั้ยคะว่านอกจากครีมรักษารอยสิวแล้ว ยังมีวัตถุดิบจากธรรมชาติอีกหลายชนิดที่สามารถหยิบมาใช้ลดเลือนรอยสิวให้จางลงได้ มาดูกันดีกว่านะคะว่ามีอะไรบ้าง

ทีทรีออยล์
นอกจากจะช่วยรักษาสิวได้แล้ว ทีทรีออยล์ยังสามารถนำมานวดตรงรอยสิวได้ด้วยนะคะ โดยทำเป็นประจำ รับรองคุณจะค่อยๆ เห็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจแน่นอน

น้ำผึ้ง
ความหอมหวานจากน้ำผึ้งมาพร้อมคุณสมบัติที่จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยในเรื่องของการรักษาสิวและลดเลือนรอยสิวได้ผลอีกด้วย เพียงนำน้ำผึ้งมานวดเบาๆ ลงบนผิวที่ต้องการรักษารอยสิว ทิ้งไว้สัก 20 – 30 นาทีแล้วล้างออก เท่านี้ก็จะช่วยให้รอยสิวจางลงได้แล้วหรือจะนำมาพอกหน้าเป็นประจำทุกวันก็ยังช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้นในตัวได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย

เจลว่านหางจระเข้
อีกหนึ่งคุณสมบัติจากสมุนไพรไทยที่ไม่ควรมองข้าม เพียงนำเนื้อเจลว่านหางจระเข้มาทาแล้วนวดเบาๆ ตรงรอยสิว จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก เท่านี้ก็จะช่วยเคลียร์รอยสิวได้แล้ว

น้ำมะนาว
เนื่องจากน้ำมะนาวมีคุณสมบัติเป็นกรดสูงจึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังได้ ตอนเป็นสิวจะนำมาแต้มสิวให้ยุบลงเร็วก็ได้เช่นกัน สำหรับวิธีลดเลือนรอยสิวนั้นก็ทำได้ง่ายๆ เพียงบีบน้ำมะนาวแล้วผสมกับน้ำสะอาดเล็กน้อย จากนั้นนำมาทาบนรอยสิว ทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมงหรือทาทิ้งไว้ก่อนนอนตลอดคืนก็ได้ รับรองว่าน้ำมะนาวจะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกทำให้รอยสิวจางลงเร็วได้อย่างเร็วขึ้นแน่นอนค่ะ

น้ำมันมะพร้าว
ใช้น้ำมันมะพร้าวมาทาบนรอยสิวจากนั้นนวดวนเบาๆ แล้วปล่อยไว้ประมาณ 30 นาทีจึงล้างหน้าตามปกติ วิตามินจากน้ำมันมะพร้าวจะช่วยเยียวยารอยสิว ทั้งยังบำรุงผิวให้ได้รับการกระตุ้นเพื่อให้เกิดการผลัดเซลล์ใหม่ อีกทั้งวิตามินอีที่มีปริมาณสูงยังช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้นขึ้นได้ด้วย

มันฝรั่ง
มันฝรั่งที่สาวๆ นิยมนำมามาส์กตาเวลาบวมๆ ก็มีส่วนช่วยลดเลือนรอยสิวได้เหมือนกันนะ เพียงฝานมันฝรั่งออกเป็นแผ่นๆ จากนั้นนำมาทาบนรอยสิวปล่อยไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก ทำเป็นประจำก็จะช่วยให้รอยสิวจางลงได้

วัตถุดิบจากธรรมชาติเหล่านี้มาพร้อมสารอาหารมากมาย มีส่วนช่วยทั้งบำรุงผิวและฟื้นฟูเซลล์ที่สึกหรอ ดังนั้น นำมาทาทั้งรักษารอยสิวทีก็ต้องใช้เวลาใจเย็นๆ หน่อยนะคะ แต่รับรองค่ะว่ามันจะให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจและปลอดภัยแบบไม่ต้องเสียตังค์สักบาท

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.meemodel.com

สวยไม่โทรมหลังปาร์ตี้

สวยไม่โทรมหลังปาร์ตี้

สวยไม่โทรมหลังปาร์ตี้

สวยไม่โทรมหลังปาร์ตี้

สวยไม่โทรมหลังปาร์ตี้

แน่นอนว่าหลังจากที่เมื่อคืนโหมปาร์ตี้อย่างหนัก ตื่นเช้าขึ้นมาในวันใหม่ สาวๆ จะรู้สึกว่าร่างกายไม่กระฉับกระเฉง สมองตื้อๆ และมีอาการมึนงงอยู่ นั่นเป็นเพราะร่างกายยังคงอ่อนเพลีย ดังนั้นจึงควรพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาปกติเหมือนเดิม วันนี้เราจึงขอนำเคล็ดลับที่ช่วยให้ร่างกายกลับมาสดใสหลังจากเที่ยวปาร์ตี้อย่างหนักด้วยอาหารที่มีคุณประโยชน์มากมายมาฝากกัน และอาหารที่ช่วยให้ร่างกายไม่โทรมหลังโหมปาร์ตี้มีดังนี้

ชาเขียว

ทำไมต้องเป็นชาเขียว เชื่อว่าสาวๆ หลายคนคงสงสัย นั่นเป็นเพราะว่าชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสารตัวนี้เองที่มีหน้าที่คอยช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายจากการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์รวมทั้งการที่ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอนั่นเอง แค่จิบชาเขียวอุ่นๆ ในตอนเช้า ก็ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาได้มากมายแล้ว

น้ำขิง

เนื่องจากในขิงมีสาร antispasmodic ซึ่งเป็นสารที่มีสรรพคุณช่วยในการคลายกล้ามเนื้อ ดังนั้นมันจึงทำให้ร่างกายของคนเรารู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนั้นมันยังช่วยย่อยและลดอาการท้องอืดที่เกิดจากการที่เราทานอาหารมากจนเกินไปอีกด้วย

โยเกิร์ต

ในโยเกิร์ตมีแลคโตบาซิลลัส ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีความสำคัญ คอยช่วยรักษาแผลอักเสบในลำไส้ ซึ่งเป็นแผลที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ร่างกายโทรมจากการดื่มในงานปาร์ตี้ ก็ควรป้องกันด้วยการกินโยเกิร์ตจะช่วยได้ดีเลยทีเดียว

น้ำเปล่า

ถึงจะดูเป็นเครื่องดื่มธรรมดาๆ แต่หน้าที่ของมันไม่ธรรมดาเลย เพราะน้ำเปล่ามีหน้าที่ในการดีท็อกซ์และขับสารพิษออกจากร่างกาย แค่เพียงจิบน้ำเปล่าตลอดทั้งวัน แค่นี้ก็ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น และเพื่อให้ได้ผลดีควรดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง จะช่วยให้ร่างกายไม่ทำงานหนัก

กล้วย

เพราะกล้วยมีสรรพคุณช่วยในการลดความดันโลหิตที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อีกทั้งยังสามารถลดอาการบวมที่เกิดจากการรับโซเดียมหรือจากการทานอาหารที่มีรสเค็มมากเกินไปได้ดีอีกด้วย

ผลไม้และผักสด

ในผักผลไม้สดๆ หลายชนิดล้วนเป็นแหล่งรวมของวิตามินที่มีประโยชน์ ซึ่งสารอาหารที่สำคัญในผักและผลไม้จะมีหน้าที่คอยช่วยปรับอารมณ์ของคนเราให้มีความสมดุล อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการดีท็อกซ์ร่างกายได้ดี ดังนั้นใครที่รู้สึกว่าร่างกายไม่สดชื่น หรือตื่นเช้าขึ้นมาหลังจากโหมปาร์ตี้อย่างหนักทั้งคืน ควรหันมาทานผักกันเยอะๆ เพราะวิธีนี้สามารถทำได้ง่ายและยังได้ผลดีจริงๆ

เมื่อเป็นคนชอบเที่ยวปาร์ตี้ ก็ควรชอบที่จะดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองไม่ให้โทรมได้ด้วย เพราะการป้องกันย่อมไม่ทำให้ร่างกายเกิดผลเสียอื่นๆ ตามมาอย่างไม่คาดคิด ยังไงก็อย่าลืมทานอาหารที่เราแนะนำมา รับรองว่าช่วยให้ร่างกายกลับมาสดชื่นได้อย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

 

 …

ผ่าทางรอด 'วิกฤติฝุ่นพิษ'

ผ่าทางรอด ‘วิกฤติฝุ่นพิษ’

 

 

 

 

ผ่าทางรอด ‘วิกฤติฝุ่นพิษ’

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ปกคลุมทั่วเมืองกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวกรุงเทพฯ ที่เดินทางออกจากบ้านต่างสวมหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 โดยหลายพื้นที่ระดับฝุ่นพิษเกินค่ามาตรฐานจากระดับที่องค์การอนามัยโลกระบุไว้ที่ 25 ไมโครกรัม ผู้คนกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะฝุ่นพิษปกคลุมจนทัศนวิสัยของเมืองทั้งเมืองเป็นสีเทา กลายเป็นเมืองในหมอก (ฝุ่น) ซึ่งแนวโน้มเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง

ผ่าทางรอด 'วิกฤติฝุ่นพิษ'

ผ่าทางรอด ‘วิกฤติฝุ่นพิษ’

สำหรับมลพิษทางอากาศ PM 2.5 เป็นฝุ่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน เกิดทั้งจากการเผาไหม้ยานพาหนะ การเผาวัสดุทางการเกษตร ไฟป่า และกระบวนการอุตสาหกรรม ฝุ่นจิ๋วนี้สามารถทะลุลวงเข้าไปถึงถุงลมในปอดและเข้าสู่กระแสโลหิตได้ ส่งผลให้เกิดโรคทางเดินหายใจและโรคปอดต่างๆ ถ้าได้รับปริมาณมากหรือสะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน เป็นตัวการก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่น โรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ

หน่วยงานรัฐได้ตอบสนองต่อความหวาดวิตกของประชาชน ด้วยการออกมาตรการระยะสั้นในช่วงวิกฤติดังกล่าว เพิ่มความเข้มข้นของงานป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋ว ทั้งการสั่งเพิ่มด่านตรวจจับควันดำไม่ว่ารถเล็กหรือรถใหญ่ ประกาศห้ามเผาในที่โล่งเด็ดขาดตลอด 2 เดือนทั้งกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ จ.นนทบุรี, นครปฐม, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ห้ามจอดรถบนถนนสายหลักตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มีพื้นผิวจราจรรองรับรถที่สัญจร ขสมก.ได้ปรับเปลี่ยนคุณภาพน้ำมันรถเมล์จำนวน 800 คัน ใช้บี 20 แทน บี 7 ลดฝุ่นลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ด้านกรมฝนหลวงและการบินเกษตรก็ติดตามสภาพอากาศ วิเคราะห์ หากฟ้าอากาศเอื้อหน่วยเคลื่อนที่เร็วเริ่มปฏิบัติการทำฝนเทียมให้กรุงเทพฯ ทันที

ภาครัฐฉีดพ่นน้ำขึ้นสู่ท้องฟ้าแก้ปัญหาลดระดับฝุ่น นอกจากการทำฝนเทียม

ขณะที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าจะเผชิญสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 จากนี้ไปอีก 1-2 เดือน คนกรุงจะต้องทนอยู่ในสภาพอากาศปิดเช่นนี้

ปัญหามลพิษทางอากาศถือว่าก่อปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ถ้าเทียบกับเชียงใหม่และภาคเหนืออีกหลายจังหวัดล้วนเคยเจอกับมลภาวะจากฝุ่นควันมาแล้วทั้งสิ้น แต่ความแตกต่างอยู่ที่ฝุ่นควันภาคเหนือ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ฝุ่นจิ๋ว หรือมีขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน เหมือนในเขตกรุงเทพฯ ที่ฝุ่นระดับ PM2.5 เกินค่าความปลอดภัย

เนื่องจากมีการเผาไหม้จากรถยนตร์เครื่องดีเซลหนาแน่นมากกว่าพื้นที่ต่างจังหวัด และเมื่อคนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับสภาพมลภาวะแย่เป็นครั้งแรก จึงอยู่ในสภาพตื่นตระหนก เกิดคำถามมากมาย เรียกร้องให้รัฐหามาตรการรับมือและแนวทางแก้ไข แก้ปัญหาที่ชัดเจนตรงจุด อีกทั้งยังตั้งประเด็นไปถึงอนาคตด้วยว่า คนกรุงจะต้องสำลักควันพิษอีกหรือไม่ รวมทั้ง ประเทศไทยตั้งเป้าควบคุมคุณภาพอากาศอย่างไร

รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การขนส่งเป็นสาเหตุหลักของฝุ่น PM 2.5 ที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญปัญหา จากการที่สภาพอากาศปิด ฝุ่นจิ๋วไม่สามารถระบายออกไปได้ ปัญหานี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ถ้าต้นเหตุยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะมลพิษจากเครื่องยนต์รถที่เผาผลาญไม่สมบูรณ์ รถเก่าที่ไม่บำรุงรักษา รถดีเซล ในอียูมีหลายประเทศสนับสนุนห้ามใช้รถดีเซลเพื่อควบคุมคุณภาพอากาศ ระยะเร่งด่วนการแก้ปัญหาคือ การลดการเดินทาง ลดใช้ยานพาหนะ ส่งเสริมการใช้ระบบรถรางทั้งบีทีเอส เอ็มอาร์ที และจักรยาน ส่วนรถโดยสารเก่าลดจำนวนเที่ยวลงเพื่อลดฝุ่นควันให้ออกจากวิกฤติไปได้ก่อน

ผ่าทางรอด ‘วิกฤติฝุ่นพิษ’

“ในระยะยาวต้องยกระดับมาตรฐานเครื่องยนต์และเชื้อเพลิง เพราะจะช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ได้ชัดเจน อีกแนวทางต้องส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือเอ็นวี อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมพัฒนาเมืองให้คนใช้จักรยานและเดินมากขึ้น เพื่อจะไม่ใช้เครื่องยนต์ ซึ่งจะต้องสร้างทางเดินที่มีหลังคา ให้การเดินร่มรื่นกันแดดกันฝนยิ่งขึ้น ระยะกลาง ให้เข้มงวดเรื่องตรวจสภาพรถยนต์

บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงส่งเสริมให้คนใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างเป็นระบบ รัฐต้องเชื่อมตั้งแต่รถไฟฟ้า รถเมล์ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่ที่สำคัญคือ ต้องปลอดภัย ตรงเวลา ปรับปรุงรถเมล์ให้ได้มาตรฐาน รถเมล์เก่าควันดำต้องห้ามวิ่งบริการ ส่วนมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องนำรถชัตเตอร์บัสพลังงานไฟฟ้ามาบริการทั้งนักศึกษา บุคลากร และประชาชนที่สัญจรในมหาวิทยาลัย ในส่วนของจุฬาฯ ก็ทำได้แล้ว” รศ.ดร.มาโนช กล่าว

ปรากฏการณ์ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 โจมตีกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปกคลุมจนทำให้ทั้งเมืองกลายเป็น “เมืองในหมอก”

ด้าน รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวะ จุฬาฯ กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นพิษมาจาก 2 ปัจจัย คือ มลพิษจากแหล่งกำเนิดและวิกฤติสภาพอากาศปิด ซึ่งปัจจัยหลังเราทำอะไรไม่ได้ ต้องรอให้สภาพอากาศดีขึ้นเท่านั้น เหตุนี้ หน่วยงานรัฐและกรุงเทพมหานครได้ออกมาตรการแก้ปัญหาที่แหล่งกำเนิด อย่างไรก็ตาม การลดมลพิษอากาศต้องใช้เวลา ที่ผ่านมาไทยทำเรื่องฝุ่น PM 10 ใช้เวลา 10-20 ปี ถึงจะลดระดับฝุ่นประเภทนี้ได้ ขณะที่การตรวจวัดฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5

ในประเทศไทย เพิ่งถูกผนวกเมื่อ ต.ค.61 ทำให้ปีที่แล้วมีการสะท้อนปัญหาหมอกควันกรุงเทพฯ และปีนี้วิกฤติอากาศทำให้ชาวกรุงเทพฯ ตื่นตัวมากยิ่งขึ้น หลายหน่วยงานก็วางแนวทาง เปลี่ยนรถเก่า ปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน รวมถึงกรมโรงงานจัดทำร่างกฎหมายปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงในโรงงาน โดยจะกดค่าเชื้อเพลิงที่ปล่อยมลพิษให้ลดลง ซึ่งถ้ากฎหมายออกมามีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้ลดมลพิษที่แหล่งกำเนิดภาคอุตสาหกรรม

“รถยนต์ 10 ล้านคันที่วิ่งในกรุงเทพฯ สร้างมลพิษทางอากาศมหาศาล ทุกคนเป็นแหล่งกำเนิด ก่อเกิดมลพิษ เป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องร่วมมือซึ่งกันและกัน ไม่รวมหมอกควันที่ข้ามพรมแดนกลายเป็นปัญหาระดับภูมิภาค ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือซึ่งกันและกัน อย่าโทษใคร แต่คนกรุงต้องช่วยลดควันจะดีกว่าและเร็วกว่ารอให้เพื่อนบ้านลดฝุ่นละอองอย่างแน่นอน” รศ.ดร.ศิริมากล่าว

สำหรับมาตรการฉีดพ่นน้ำในอากาศเพื่อลดฝุ่นละออง ซึ่ง กทม.ดำเนินการทุกวันในช่วงวิกฤติ เธอเห็นว่า ฝุ่น PM 2.5 บางกว่าเส้นผมของมนุษย์ 20 เท่า การฉีดพ่นช่วยลดฝุ่นขนาดใหญ่ได้ส่วนหนึ่ง แต่ฝุ่นละอองจิ๋วจะไม่หายไป ถ้าจะให้ค่าฝุ่นลงตามค่ามาตรฐานของ คพ. คือ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรได้ กทม.มี 50 เขต พื้นที่ 1,500 ตารางเมตร ต้องใช้เครื่องฉีดพ่นราว 3 หมื่นตัว ฝุ่นละอองถึงจะลง

“เรื่องคุณภาพอากาศยังยืนยันว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรประกาศตัวเลขค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นตัวแทนเรื่องมลพิษหรือสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเลือกที่จะอยู่บนความเสี่ยง จะใส่หน้ากากหรือไม่ใส่ หรือจะอยู่ให้ห่างไกลจากแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งการตัดสินใจรับมือปัญหาต้องได้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสำคัญ” นักวิชาการจุฬาฯ ฝากถึงรัฐ

ประชาชนที่สัญจรเดินทาง ใส่หน้ากากอนามัยเยอะอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

แน่นอนว่า ฝุ่นพิษเวลานี้กว่าครึ่งมาจากควันดำรถ แต่แหล่งกำเนิดรองลงมาเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลร้ายของการพัฒนา เหตุนี้มีนักวิชาการจี้ให้ตรวจสอบอุตสาหกรรมรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล

 

รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ กล่าวประเด็นนี้ว่า มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่รอบกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง แม้จะปล่อยมลพิษต่ำเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ก็มีฝุ่น หน่วยงานรัฐต้องติดตามมอนิเตอร์ระบบดักจับฝุ่นและระบบวัดการปลดปล่อยมลพิษให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ที่น่ากังวลเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก มีข้อสงสัยว่า ระบบดักจับฝุ่นได้มาตรฐานหรือไม่ แล้วที่ไม่ฟันธงว่าเป็นตัวการฝุ่นละออง มีโรงงานอุตสาหกรรมใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับ Boiler ที่กระจายตัวในภาคกลางและกรุงเทพฯ แต่มีแนวโน้มใกล้เคียงกับพื้นที่การกระจายตัวของฝุ่น PM 2.5

ปัญหาฝุ่นละอองในทัศนะของ ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้นที่คนกำลังประสบฝุ่นควันคลุมเมือง เพราะเมืองใหญ่อื่นๆ ทางซีกโลกเหนือเผชิญสภาพปัญหานี้เช่นกัน กรุงโซลเกาหลีมลพิษพุ่งสูง รัฐบาลก็ออกมาตรการฉุกเฉินรับมือ

 

ซึ่งแต่ละเมืองจะใช้มาตรการควมคุมมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดเข้มข้นต่างกัน การเพิ่มความเข้มข้นแก้ปัญหาฝุ่นกระทบผู้ใช้รถในการเดินทาง แต่ต้องทำ เพราะลดมลพิษจากเครื่องยนต์ที่เผาผลาญไม่สมบูรณ์ ถ้าจะช่วยให้อากาศในเมืองสะอาดมากขึ้นทุกภาคส่วนต้องทำ จะลดฝุ่นได้มาก

การฉีดพ่นน้ำหรือทำฝนเทียมบรรเทาได้เพียง 10% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ช่วงสถานการณ์หมอกควันห่มกรุง ส่งผลกระทบทั้งระยะสั้น แสบ เคือง แดง ผื่นคัน จาม ไอ จนถึงไอหอบ หากรับควันพิษสะสมจะป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด หลอดลมเรื้อรัง เส้นสมองตีบ ขอให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงเที่ยงคืน เพราะอากาศปิด ปัญหาฝุ่นจะมากขึ้น

 

“ต้นเหตุฝุ่น PM2.5 เกิดจากรถติดขัดและปล่อยมลพิษมาก แนวทางต้องทำให้การจราจรคล่องตัวขึ้น ซึ่งมีข้อเสนอจากนักวิชาการให้ใช้มาตรการรถวิ่งเข้าเมืองได้ตามป้ายทะเบียนเลขคู่เลขคี่ เพื่อลดจำนวนรถเข้าเมือง แต่ถ้าใช้มาตรการนี้ทันทีจะมีคนต่อต้าน เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบชีวิตประจำวันประชาชน ซึ่งต้องพยายามสร้างความเข้าใจ ปัญหาฝุ่นเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ

 

ต้องร่วมมือกันคนละเล็กละน้อย อีกแนวทางหนึ่งซึ่งแก้ปัญหาได้ทันทีคือ ขอความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน โดยให้ข้าราชการ พนักงาน สลับกันทำงานที่บ้าน Work at home เพราะลักษณะงานบางอย่างสามารถทำที่บ้านได้ ส่งงานผ่านอินเทอร์เน็ต ลดการเดินทาง แต่งานบริการประชาชนต้องมา แนวทางนี้รองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล” ดร.สุพัฒน์เสนอทางออกของปัญหา

 

ขณะที่ ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปีหน้ากรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเผชิญปัญหาฝุ่นละอองอย่างแน่นอน แต่จะหนักหรือเบาขึ้นกับสภาพอากาศ ณ ช่วงเวลานั้น ปีที่แล้วก็ประชุมหามาตรการป้องกัน PM 2.5

ปีนี้ก็ระดมทุกหน่วยงานประชุมวางแนวทางแก้ปัญหา จะฝ่าวิกฤติฝุ่นจิ๋วได้ ต้องสื่อสารข้อเท็จจริง ภาวะวิกฤติคุณภาพอากาศมาจากการเผาไหม้รถดีเซล รถเก่า รถที่ก่อควันดำเหล่านี้ต้องเอาออกจากระบบ ต้องไม่อนุญาตให้วิ่งในเมืองหลวง

 

“รถดีเซลเป็นพระเอกของเรื่องนี้ ต้องปรับเปลี่ยน มีมาตรการกวดขันอย่างเข้มงวด รวมทั้งส่งเสริมการใช้น้ำมันบี 20 เพราะการเผาไหม้เครื่องยนต์สมบูรณ์ ช่วยลดฝุ่นละออง แต่สุดท้ายโลกนี้ไม่มีเทคโนโลยีใดที่มีประสิทธิภาพ 100% ทุกเชื้อเพลิงมีข้อจุดอ่อนและข้อบกพร่อง

สิ่งที่ดีที่สุดคือ การลดใช้รถยนต์ ฝุ่นทุกเม็ดมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ฉะนั้น ทุกคนต้องมีส่วนร่วมลดฝุ่นควัน รัฐต้องส่งเสริมคนเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะให้ได้ มีทางเลือกให้คนกรุงเดินทางแทนขับรถออกจากบ้าน ควบคู่กับการจัดทำโซนนิ่ง มีผังเมืองชัดเจนในการพัฒนา

นักวิชาการบางคนเสนอให้ใช้ยาแรงเลยแก้ปัญหาฝุ่นเหมือนต่างประเทศ แต่บริบทของประเทศไทยอาจใช้ไม่ได้ มีข้อจำกัดหลายด้าน รวมถึงต้นทุนที่รัฐ ประชาชน ต้องแบกรับเมื่อมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง” คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มก.กล่าวทิ้งท้าย พร้อมฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทุกภาคส่วนร่วมกันตั้งเป้าหมายควบคุมคุณภาพอากาศระยะยาว และร่วมกันปฏิบัติภารกิจตามภาระหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จ เพื่อสภาพอากาศและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thaipost.net

โรคร้ายที่มากับ “มลพิษทางอากาศ” วิกฤตฝุ่นมลพิษเกิดขึ้นหลาย

โรคร้ายที่มากับ วิกฤตฝุ่นมลพิษเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วในกรุงเทพมหานคร อันมีปัจจัยมาจากสภาพอากาศที่นิ่ง และ อากาศปิด

โรคร้ายที่มากับ ประกอบกับสภาพภายในกรุงเทพฯที่มีการก่อสร้างขนาดใหญ่ทุกมุมเมืองรวมไปถึงการจราจรที่ติดขัด การใช้รถยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 10 ปี มอเตอร์ไซต์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงรถเมล์ และ รถขนส่งสาธารณะล้วนแล้วแต่เป็นรถที่ปล่อยควันเสีย ทั้งหมดนี้ทำให้คนกรุงในปัจจุบันต้องหายใจในสภาพอากาศที่เหมือนตายผ่อนส่ง

โรคร้ายที่มากับ

ตามรายงานของ องค์การอนามัยโลก (WHO) นั้นระบุเอาไว้ว่ามลพิษทางอากาศนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเพียงแค่คุณเดินกลับบ้าน หรือ ออกไปวิ่งนอกบ้าน หรือแม้แต่อยู่ในบ้าน มลพิษทางอากาศก็สามารถแทรกเข้าสู่ตัวบ้านของคุณได้

แล้วสาเหตุการเสียชีวิตนั้นไม่ได้เป็นการเสียชีวิตในทันทีทันใด แต่เป็นการตายแบบผ่อนส่งเนื่องจาก ร่างกายสะสมเอามลพิษทางอากาศมาเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้นมาดูกันว่าโรคที่จะเกิดจากมลพิษทางอากาศตามรายงานของ องค์การอนามัยโลก นั้นมีอะไรบ้าง

มลพิษทางอากาศเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
รายงานของ องค์การอนามัยโลก ระบุว่ามลพิษทางอากาศที่ถูกสะสมเข้าร่างกายเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองถึง 1.4 ล้านราย

มลพิษทางอากาศเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ
รายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่ามลพิษทางอากาศทำส่งผลกระทบต่อทางเดินหายใจและฝุ่นมลพิษขนาดเล็กที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ทุกปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจอันมาจากมลพิษทางอากาศสูงถึง 2.4 ล้านราย

มลพิษทางอากาศเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคปอด
เมื่อต้องอาศัยในเมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศ การหายใจในทุกวันไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้าน ล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ และแน่นอนว่าส่งผลกระทบสู่ปอด องค์การอนามัยโลกมีรายงานแล้วว่ามีผู้เสียชีวิตจาก โรคปอด 1.8 ล้านรายต่อปี

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.sanook.com…

แม่ไม่เชื่อคลิปลูกชายถูก “นายเอส” กระทืบในห้องขัง คาใจไม่ป้องกันตัว

แม่ไม่เชื่อคลิปลูกชายถูก  ที่โรงพยาบาลขอนแก่น เจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระทรวงยุติธรรม

แม่ไม่เชื่อคลิปลูกชายถูก เข้าพบ นางประกาย อายุ 57 ปี ชาวอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น แม่ของ นายเชาวลิต อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกนายยุทธนา ภักดีแสน อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาฆ่าคนตายซึ่งมีอาการทางประสาท ก่อเหตุทำร้ายร่างกายภายในห้องควบคุมผู้ต้องขัง

ภายในสถานีตำรวจภูธรหนองเรือ จ.ขอนแก่น จนได้รับบาดเจ็บสาหัส กะโหลกศีรษะด้านซ้ายยุบ มีอาการเลือดคลั่งในสมอง และยังไม่รู้สึกตัว โดยถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลในช่วงค่ำของวันที่ 5 ม.ค.62 ที่ผ่านมา

แม่ไม่เชื่อคลิปลูกชายถูก

โดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม ได้แจ้งสิทธิ์และขั้นตอนในการยื่นเรื่องเพื่อขอรับค่าชดเชยเยียวยาตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ให้แม่ของผู้ได้รับบาดเจ็บกรอกเอกสาร พร้อมกับถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

รวมทั้งใบรับรองจากแพทย์ไว้เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติค่าเยียวยา แต่อย่างไรก็ตามจะต้องรอสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน สภ.หนองเรือ โดยจะต้องลงความเห็นว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นผู้เสียหายโดยบริสุทธิ์ คือไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเกิดเหตุ แต่เป็นผู้ถูกกระทำ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการ โดยมีอัยการจังหวัดเป็นประธานในการพิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่ และหากอนุมัติจะได้รับค่าเยียวยาเท่าใด

 

ด้าน นางประกาย แม่ของผู้ได้รับบาดเจ็บ เปิดเผยว่า ตนเองยังคงติดใจในเรื่องการบาดเจ็บของลูกชาย เพราะไม่เชื่อว่าภาพวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาให้ดูเมื่อวานนี้ ( 7 ม.ค.62) จะเป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เนื่องจากไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ลูกชายจะนอนอยู่ที่พื้นห้อง

ก่อนที่ผู้ต้องขังที่อยู่ในห้องเดียวกันจะเข้ามาทำร้าย อีกทั้งในช่วงที่ลูกชายของตนเองถูกทำร้าย ลูกชายกลับนอนนิ่ง ไม่ได้ป้องกันตนเอง คล้ายคนไม่ได้สติ จึงยังไม่ปักใจเชื่อใดๆ ทั้งสิ้น และวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเข้ามาตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมกับตนเองและครอบครัว เพราะจนถึงขณะนี้ลูกชายของตนเองยังไม่ได้สติและยังคงต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…