สิงห์อมควัน

นิโคติน “กับดัก” สิงห์อมควัน

นิโคติน “กับดัก” สิงห์อมควัน

นิโคติน “กับดัก” สิงห์อมควัน

สิงห์อมควัน

นิโคติน เป็นสารพิษที่พบตามธรรมชาติจากใบยาสูบเท่านั้น และถือเป็นกลุ่มที่สำคัญกลุ่มหนึ่ง ในสามกลุ่มหลักของสารเคมีที่พบในควันบุหรี่ นิโคตินจัดเป็นสารที่เมื่อคนเราเสพเข้าไปในร่างกายแล้ว จะทำให้ผู้เสพมีโอกาสติดได้ และอยากเสพต่อไปในอนาคตมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายหลังการสูบบุหรี่เข้าไป

นิโคติน จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ในปอด และมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลางและสมองในระยะแรก แต่ต่อมาจะมีฤทธิ์กดระบบประสาท นิโคตินมีฤทธิ์ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น จากการที่เส้นเลือดหดตัวและจะกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วขึ้นด้วย ทำให้ใจสั่น ท้องอืดแน่น เบื่ออาหาร มึนงง ถ้าสูบต่อไปนาน ๆ จะทำให้หลอดเลือดตีบและอุดตัน ทำให้เกิดภยันตรายต่อหัวใจจากการขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ บางรายทำให้เกิดหลอดเลือดปลายมือปลายเท้าอุดตัน ทำให้ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าเน่า ถึงขนาดต้องตัดมือและตัดขาทิ้งก็มี นิโคตินในบุหรี่ถ้าเทียบความเลวร้ายจะเสมือนหนึ่งผู้สูบบุหรี่ได้รับสารไซยาไนค์

สิงห์อมควัน

แต่ที่ผู้สูบไม่เสียชีวิตทันทีเพราะสูบเข้าไปทีละเล็กทีละน้อย โดยบุหรี่ 1 มวน จะมีนิโคตินประมาณ 1 มิลลิกรัม ร่างกายจะเผาผลาญนิโคตินที่รับเข้าไปค่อนข้างรวดเร็วและขับออกจากร่างกายตลอดเวลา ทำให้ระดับนิโคตินในร่างกายไม่สูงพอที่จะทำให้ผู้สูบเสียชีวิตในทันทีได้ สำหรับขนาดของนิโคตินที่หากได้รับเข้าไปในร่างกายครั้งเดียวแล้วทำให้เสียชีวิตจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจเป็นอัมพาต คือ ประมาณ 60 มิลลิกรัม

สิงห์อมควัน

หวังว่าท่านคงจะทราบเรื่องเกี่ยวกับนิโคตินได้มากขึ้นแล้วนะคะ ท่านลองพิจารณาดูให้ถ่องแท้ว่าท่านต้องการนิโคตินจากการสูบบุหรี่จริงหรือ ? ของแถมที่เข้าไปกับนิโคตินในบุหรี่อีกคือสารก่อมะเร็งต่าง ๆ อีก 42 ชนิด มันจะคุ้มกันกับสุขภาพที่จะเสียหายไปในอนาคตหรือไม่ ? ถ้าหากท่านยังไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนขอให้ตัดสินใจให้ดีนะคะ ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่อยู่แล้วก็คงจะไม่สายเกินไปที่จะเลิกบุหรี่เพราะสองสิ่งแรกที่ท่านจะได้รับทันทีจากการเลิกสูบบุหรี่ก็คือ ตัวท่านรับสารพิษน้อยลงไป และบุญกุศลจากการที่ท่านจะไม่ทำร้ายผู้อื่นอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำร้ายคนในครอบครัวของท่านเอง…

สาเหตุของการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น

9 ข้อ สาเหตุของการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น

9 ข้อ สาเหตุของการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น

9 ข้อ สาเหตุของการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น

สาเหตุของการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น
ปัญหาการฆ่าตัวตายในวัยรุ่นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมปัจจุบันซึ่งมีแต่ความเร่งรีบ ขาดความอบอุ่นในครอบครัว เพราะภาวะเศรษฐกิจที่บีบบังคับทำให้ครอบครัวที่ดีมีความสุข อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เหมือนสมัยก่อนน้อยลงทุกที การแข่งขันกันในทุกรูปแบบตั้งแต่ วัยเด็กจนกระทั่งถึงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ล้วนแล้วแต่มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม อารมณ์และเกิดปัญหาทางจิตใจมากขึ้นทุกที ผู้ที่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็เอาตัวรอดไป แต่มีวัยรุ่นอีกเป็นจำนวนมากที่ยังอยู่ในวงจรแห่งปัญหา

ซึ่งท่านพ่อแม่ผู้ปกครองควรจะทราบและมีข้อสังเกตว่า สิ่งบอกเหตุของการที่จะเกิดการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น ได้แก่สิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. แยกตัวจากสังคม ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม พร้อมกับผลการเรียนด้อยลงเรื่อยๆ
2. เกิดภาวะซึมเศร้าแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
3. อารมณ์ที่แปรเปลี่ยนง่ายเป็นปกติของวัยรุ่นอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดการนิ่งเงียบขรึม ภายหลังจากมีภาวะความวิตกอย่างรุนแรง หรือหลังจากภาวะซึมเศร้าก็อาจเป็นสิ่งบอกเหตุอย่างหนึ่ง
4. การเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพทันทีทันใด
5. บอกให้สิ่งของแก่เพื่อนหรือญาติไว้ล่วงหน้า ถ้าหากตนเองต้องตายไป
6. มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เช่น เพื่อนฆ่าตัวตาย การหย่าร้างของบิดามารดา และการเสียใจอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
7. ติดยาเสพติด โดยเฉพาะยาที่ทำให้เกิดประสาทหลอน
8. มีพฤติกรรมเสี่ยงชีวิตบ่อยๆ เช่น ทานเหล้ามากแล้วขับรถ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่รักชีวิต
9. กล่าวถึงการตายหรือการฆ่าตัวตายบ่อยครั้ง
ทั้ง 9 ข้อเป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้น ถ้าบุตรหลานของท่านมีข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ อย่าชะล่าใจนะคะ ท่านควรพาไปปรึกษาแพทย์ก่อนที่ท่านจะเสียใจ…

ความรุนแรงการปวดศีรษะ

ความรุนแรงการปวดศีรษะ จากสังคมก้มหน้า

ความรุนแรงการปวดศีรษะ จากสังคมก้มหน้า

ความรุนแรงการปวดศีรษะ จากสังคมก้มหน้า

ความรุนแรงการปวดศีรษะ

ภัยสังคมก้มหน้า

ยุคปัจจุบันสังคมออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ปริมาณการใช้งานสมาร์ทโฟน แทบเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จากในอดีตที่มีการใช้เพียงเพื่อโทรศัพท์ หรือเช็กอีเมล ก็มีการเพิ่มระยะเวลาในการใช้งานนานมากขึ้น บางคนใช้งานเกือบตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าถึงเข้านอนตอนค่ำ มิหนำซ้ำยังวางไว้ข้างตัวขณะเวลานอนหลับอีกด้วย จนเกือบเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะในร่างกายที่ขาดไม่ได้ แต่การใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบประสาทและกระดูกต้นคอ เมื่อใช้ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมาได้ อาการผิดปกติที่พบได้บ่อย ในกลุ่มคน สังคมก้มหน้า คืออาการปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย เกิดจากสาเหตุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นจากความไวที่มากกว่าปกติของระบบประสาทเอง ซึ่งทำให้เกิดโรคปวดศีรษะไมเกรน หรือจากความผิดปกติอื่นๆ เช่น เนื้องอกในสมอง, เส้นเลือดในสมองแตก, ความดันในสมองผิดปกติ, ยาหรือสารเคมีบางชนิด เป็นต้น

การใช้งานสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ ที่มากเกินไปหรือใช้งานอย่างไม่ถูกท่าทางนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกัน เพราะการก้มหน้าใช้งานเป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอเกิดอาการเมื่อยล้า หรือเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อขึ้นมาเป็นก้อน อาการปวดที่กล้ามเนื้อคอนี้ อาจส่งความปวดไปยังส่วนอื่นที่ใกล้เคียง เช่น ท้ายทอย, บริเวณขมับ, รอบกระบอกตา, หน้าผาก หรือบางคนอาจมีอาการปวดร้าวมาได้ถึงบริเวณหน้าและขากรรไกรได้ โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ หรือใช้สมาร์ทโฟนอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งจะรู้จักกันดีในชื่อ กลุ่มอาการปวดจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว หรือ Myofascial pain syndrome (MFS)

ความรุนแรงการปวดศีรษะ

การก้มหน้าเป็นระยะเวลานานนั้น ยังส่งผลกระทบต่อกระดูกต้นคอ ทำให้กระดูกต้นคอเกิดการรับน้ำหนักมากกว่าปกติถึง 6 เท่า เกิดภาวะกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย หรืออาจถึงขั้นหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งถ้าไปกดทับเส้นประสาทสมองระดับที่ 1-4 อาจทำเกิดอาการปวดศีรษะที่บริเวณท้ายทอย, ขมับ, กระบอกตา, หน้าผาก รวมถึงกลางกระหม่อม มักจะปวดศีรษะด้านเดียว บางรายอาจมีอาการปวดแขนหรือไหล่ การยื่นคอไปด้านหน้าหรือการกดบริเวณท้ายทอยอาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ทางการแพทย์จะเรียกว่าโรคนี้ว่า โรคปวดศีรษะจากความผิดปกติของคอ หรือ Cervicogenic headache

นอกจากนี้ ขณะที่เราใช้งานสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์นั้น แสงที่ออกมาจากหน้าจอหรือแสงสะท้อนจากหน้าจอ ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบเฉียบพลันขึ้น ในกลุ่มคนที่เป็นโรคไมเกรนอยู่แล้ว รวมทั้งกล้ามเนื้อที่มีอาการเกร็งปวดบริเวณคอและศีรษะ ยังสามารถทำให้ผู้ป่วยโรคปวดศีรษะไมเกรน เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบรุนแรงเฉียบพลันได้อีกด้วย

จะเห็นว่า สังคมก้มหน้านั้น ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้หลายชนิด บางชนิดอาจเป็นรุนแรงจนถึงขึ้นต้องรักษาโดยการผ่าตัด ดังนั้นการใช้งานสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์อย่างเหมาะสม เป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดศีรษะ ในกรณีที่มีอาการปวดศีรษะที่เกิดจากการใช้งาน อาจต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมต่อ…

การสะอึก

การสะอึก อาจบอกสาเหตุของโรคได้

การสะอึก อาจบอกสาเหตุของโรคได้

การสะอึก อาจบอกสาเหตุของโรคได้

การสะอึก
หลายๆ ท่านคงจะมีประสบการณ์ในการ “สะอึก” มาบ้างแล้ว และทราบดีว่าการที่จะทำให้หยุดสะอึกอย่างจงใจนั้นไม่สามารถจะกระทำได้ การสะอึก (hiccup) เป็นอาการที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกระบังลมที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างช่องปอดและช่องท้องที่เกิดขึ้นเองโดยไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดการหายใจเอาอากาศเข้าไปก่อน และจะหยุดหายใจเข้านั้น ทันทีทันใด เนื่องจากทางเข้าหลอดลมจะปิด ทำให้เสียงดังของการสะอึกเกิดขึ้นทุกครั้งไป

อาการสะอึกเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกะบังลมที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างช่องปอด และช่องท้องที่เกิดขึ้นเองได้โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากมีสิ่งมากระตุ้นเส้นประสาท 2 เส้น คือ เส้นประสาทเวกัส vagus nerve และเส้นประสาทฟรีนิก phrenic nerve ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมระบบประสาทต่อกับระบบทางเดินอาหารส่วนต้น โดยเสียงสะอึกที่เกิดขึ้นมาจากการหายใจออกขณะที่กะบังลมเกิดการกระตุกทันทีทันใด ทำให้เกิดเสียงดังของการสะอึกขึ้น อาการสะอึกอาจเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ และหายไปได้เอง อาจใช้เวลาเป็นวินาทีหรือ 2-3 นาที ซึ่งอาจพบได้บ่อยๆ แต่ถ้าหากสะอึกอยู่นานๆ เป็นครั้งค่อนชั่วโมงหรือเป็นวันๆ อาจจะต้องหาสาเหตุว่ามาจากโรคของอวัยวะต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น โรคเกี่ยวกับอวัยวะในช่องท้อง ในช่องปอด ในระบบสมองและประสาทส่วนกลาง เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสะอึกที่เกิดขึ้นในขณะนอนหลับจะมีความหมายมากกว่าการสะอึกในเวลากลางวัน

กลไกการสะอึก

ขณะที่หายใจเข้า กะบังลมที่อยู่ตอนล่างของช่องอกจะเคลื่อนลงล่าง ทำให้ปอดขยายตัว และดึงดูดให้อากาศเข้าปอด
กะบังลมเกิดการกระตุก ทำให้ลมหายใจตีกลับขึ้นข้างบน ขณะที่ลิ้นกล่องเสียงปิด ตัดกระแสลม ทำให้เกิดเสียงสะอึกขึ้น
ในที่สุดลิ้นกล่องเสียงเปิด กะบังลมคลายตัว และลมหายใจออกจากปอด

แม้ว่ากลไกการเกิดการสะอึก ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาการนี้อาจจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติชนิดหนึ่ง โดยศูนย์กลางของการสะอึกจะอยู่บริเวณก้านสมองบริเวณเมดัลลา แล้วเชื่อมระบบประสาทต่อกับระบบทางเดินอาหารส่วนต้นด้วยเส้นประสาทเวกัสและเส้นประสาทฟรีนิก…

อาหารเด็กปรุงด้วยรักจากแม่

เมนูตัวอย่างอาหารลูกวัย 1 ขวบขึ้นไป อาหารเด็กปรุงด้วยรักจากแม่

เมนูตัวอย่างอาหารลูกวัย 1 ขวบขึ้นไป อาหารเด็กปรุงด้วยรักจากแม่

เมนูตัวอย่างอาหารลูกวัย 1 ขวบขึ้นไป อาหารเด็กปรุงด้วยรักจากแม่ อาหารเด็กปรุงด้วยรักจากแม่
ชวนคุณแม่จดเมนูอาหารสำหรับลูกวัย 1 ขวบขึ้นไป คัดสรรอาหารเด็กน่ากินกว่าเมนู มีประโยชน์และอร่อย รับรองคุณลูกกินเกลี้ยง

คุณแม่ทุกท่านคงเจอปัญหาลูกวัยขวบเศษ ๆ กินยากหรือเลือกกิน แถมบางครั้งยังกินน้อยอีก อย่าเพิ่งท้อนะคะ ปัญหาทุกอย่างมีทางออกค่ะ ขอนำเสนอ วิธีทำเมนูอาหารลูกวัย 1 ขวบขึ้นไป เป็นเมนูอาหารสำหรับคุณหนูที่มีคุณค่า เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย รสไม่จัด และน่าหม่ำมาก มีทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน มาจัดให้คุณลูกกินรัว ๆ เลยนะคะ

ส่วนใหญ่คุณแม่หลายๆ ท่าน อาจพบปัญหา ในการทานข้าว ลูกกินบ้างไม่กินบ้างก็ทำใจ เพราะเด็กวัยนี้เป็นปรกติมาก ๆ ที่จะเบื่ออาหารค่ะ เป็นกำลังใจให้แม่ ๆ ทุกคนนะคะ เราเลยขอแนะนำกับเมนู โอ๊ตรวมมิตร (อายุ 1 ขวบบวก) อายุต่ำกว่า 1 ขวบกินได้แค่ปรับสูตร

 

อาหารเด็กปรุงด้วยรักจากแม่
โอ๊ตรวมมิตร (อายุ 1 ขวบบวก) อายุต่ำกว่า 1 ขวบกินได้แค่ปรับสูตร

ส่วนผสม โอ๊ตรวมมิตร

• ข้าวโอ๊ต ต้มประมาณ 15 นาที (Instant Oat ถุงสีฟ้าอายุ 1 ขวบกินได้ ถ้าอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ใช้ Rolled Oat ถุงสีแดง)
• หมูสับ 1 ช้อนโต๊ะ (7 เดือน)
• กุ้งสด (อายุ 1 ขวบขึ้นไป)
• หอมแดงซอย 5 หัว (อายุ 8 เดือน)
• แครอต 1 ช้อนโต๊ะ (อายุ 6 เดือน)
• ผักกวางตุ้ง (อายุ 7 เดือน)
• ข้าวโพดหวาน (อายุ 8 เดือน)
• เก๋ากี้ 4 เม็ด (อายุ 1 ขวบขึ้นไป ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องใส่ก็ได้ ให้รสเปรี้ยวนิด ๆ)
• ผักชี
• ต้นหอม
• เกลือป่น
• พริกไทย
• กระเทียมเจียว (อายุ 1 ขวบขึ้นไป)
• ซีอิ๊วขาวไร้สารกันบูด (อายุ 1 ขวบขึ้นไป)
• ชีส (อายุ 1 ขวบขึ้นไป)

วิธีทำโอ๊ตรวมมิตร

• 1. ใส่น้ำประมาณ 3 แก้วลงในหม้อต้มจนเดือด ใส่หอมแดงซอย หมูสับ แครอต ผักกวางตุ้ง ข้าวโพดหวาน เก๋ากี้ ผักชี และต้นหอมลงไปต้ม ลดลงเป็นไฟอ่อน
• 2. ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย กระเทียมเจียว และซีอิ๊วขาว ต้มไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกถึงความหอมหวาน
• 3. ใส่ข้าวโอ๊ต 2-3 ช้อนโต๊ะ หมั่นคนไปเรื่อย ๆ พอได้ที่ใส่กุ้ง รอจนกุ้งสุก ปิดไฟ ตักใส่ชาม โรยชีส

หมายเหตุ : ถ้าใช้ Rolled Oat ถุงแดงใส่พร้อมผักได้เลย

รวมที่สุดแห่งที่เที่ยวเมียนมา

รวมที่สุดแห่งที่เที่ยวเมียนมา ภูเขา โบราณสถาน แม่น้ำ ทะเล กับเอกลักษณ์ระดับโลก

รวมที่สุดแห่งที่เที่ยวเมียนมา ภูเขา โบราณสถาน แม่น้ำ ทะเล กับเอกลักษณ์ระดับโลก

รวมที่สุดแห่งที่เที่ยวเมียนมา ภูเขา โบราณสถาน แม่น้ำ ทะเล กับเอกลักษณ์ระดับโลก

หลายคนเมื่อนึกถึงประเทศเมียนมา ก็มักจะนึกถึงการเดินสายไหว้พระตามวัดวาอารามอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ซึ่งวัดที่นี่ก็งดงามอลังการไม่ผิดจากคำร่ำลือค่ะ เพียงแต่ความงามของประเทศเพื่อนบ้านของเรายังไม่หมดแค่นั้น เพราะความจริงพม่ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่แสนงดงามอีกมากมาย แถมยังมีสไตล์ไม่เหมือนที่ไหนอีกด้วย

รวมที่สุดแห่งที่เที่ยวเมียนมา

1. ชมบอลลูนที่พุกาม
เมืองพุกามถือเป็นเมืองที่มีโบราณสถานสวยงามมากมาย แต่สิ่งที่โดดเด่น และน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของสถานที่แห่งนี้ ก็คือการขึ้นบอลลูนที่เมืองพุกามเพื่อชมวิวมุมสูงแบบ 360 องศา ซึ่งนอกจากจะได้รับชมธรรมชาติอันสวยงามแล้ว ยังมองเห็นเจดีย์ที่รายล้อมอยู่ในเมืองพุกามจนกลายเป็นความสวยงามที่ไม่สามารถหาชมที่ไหนได้อย่างแน่นอน ถือเป็นสถานที่อีกหนึ่งแห่งที่นักเดินทางทั่วโลกใฝ่ฝันที่จะมาสัมผัสให้ได้สักครั้ง

รวมที่สุดแห่งที่เที่ยวเมียนมา

2. เที่ยวสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในโลก
สะพานอูเบ็งแห่งเมืองพม่านั้น ถือเป็นสะพานไม้ที่ขึ้นชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดในโลก โดยมีอายุมากกว่า 200 ปี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองอมรปุระ ไม่ไกลจากตัวเมืองมัณฑะเลย์ โดยตัวสะพานมีความยาวกว่า 1.2 กิโลเมตร ซึ่งนอกจากความเก่าแก่จนกลายเป็นสถิติโลกแล้ว สะพายอูเบ็งยังถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งกิจกรรมที่นี่ก็มีตั้งแต่เดินเล่น ถ่ายรูปชิคๆ บนสะพาน ไปจนถึงล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกกลางน้ำอีกด้วยค่ะ ถือเป็นอีกหนึ่งบรรยากาศฟินๆ ที่ต้องประทับใจไปอีกนานแสนนาน

3. ดื่มดำกับ สงบตามวิถีที่ทะเลสาบอินเล
หากใครที่ต้องการที่เที่ยวแบบสบายๆ ล่องเรือกินลมชมวิวแบบฟินสุดๆ ต้องไม่พลาดที่จะมาลองเที่ยวที่ทะเลสาบอินเลดูสักครั้งค่ะ เพราะนอกจากวิวธรรมชาติที่หาชมได้ยากแล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้ชมวิถีชีวิตของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่กลางน้ำอย่างน่าทึ่งอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งวีถีสโลว์ไลฟ์ที่ต้องลองมาสัมผัสสักครั้งในชีวิตค่ะ

รวมที่สุดแห่งที่เที่ยวเมียนมา

4. ตามหาหัวใจ ที่เกาะหัวใจมรกต
ถือเป็นที่เที่ยวเกาะที่มีความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนเกาะแห่งไหนในโลก เพราะการจะเข้าไปในเกาะแห่งนี้ นักท่องเที่ยวต้องว่ายน้ำลอดช่องปากทางเข้าเพื่อพบกับธรรมชาติของท้องทะเลอันสวยงามที่อยู่ใจกลางเกาะ โดยสถานที่แห่งนี้หากมองจากมุมสูงจะมองเห็นใจกลางเกาะเป็นรูปหัวใจสีเขียวอมฟ้า จนได้ชื่อว่า เกาะหัวใจมรกรต โดยนอกจากจะได้ตามหาหัวใจของเกาะแล้ว คุณยังจะได้พบกับหัวใจของธรรมชาติที่เป็นท้องทะเลและปะการังอันงดงามอีกด้วย

รวมที่สุดแห่งที่เที่ยวเมียนมา

5. ล่องเรือแม่น้ำอิรวดี
แม่น้ำอิรวดี เป็นแม่น้ำสายสำคัญของเมียนมา ที่มีระยะทางยาวถึง 2,170 กิโลเมตร โดยตลอดสองฝั่งของแม่น้ำอิรวดีนั้น เต็มไปด้วยธรรมชาติสวย ๆ มากมาย ทั้งป่าเขาและวิถีชีวิตสุดเรียบง่ายของชาวบ้าน ทำให้การได้ล่องเรือเที่ยวชมสองฟากฝั่งแม่น้ำจึงเป็นกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวพม่า เพราะถือเป็นทริปที่นักท่องเที่ยวจะได้ฟินบรรยากาศและสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวพม่าอย่างแท้จริง

รวมที่สุดแห่งที่เที่ยวเมียนมา

6. ยอดเขาคากาโบราซี ภูเขาหิมะแห่งเมียนมาร์
ยอดเขาคากาโบราซีนั้น เรียกได้ว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของเมียนมา และเชื่อกันว่าสูงที่สุดในอาเซียนอีกด้วย โดยเทือกเขานี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีนักเดินทางที่สามารถปีนยอดเขาคากาโบราซีได้ แต่การได้ถ่ายรูปคู่กับยอดเขาก็ถือเป็นแบ็คกราวสุดคูลที่สวยสไตล์ภูเขาหิมะจนไม่อยากเชื่อว่าตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเลยค่ะ…

แคลิฟอร์เนีย

แคลิฟอร์เนีย สั่งห้าม ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์

แคลิฟอร์เนีย สั่งห้าม ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์

แคลิฟอร์เนีย สั่งห้าม ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์

แคลิฟอร์เนีย

แคลิฟอร์เนียนำร่องเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่ออกกฎหมายผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์

 

สื่อต่างประเทศรายงานว่า แคลิฟอร์เนียนำร่องเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่ออกกฎหมายผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า, รองเท้าหรือกระเป๋าจากขนสัตว์ ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครอง ป้องกันการล่า และส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ โดยกฎหมายดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคมปี 2023 เป็นต้นไป หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกปรับ 500 เหรียญหรือราว 15,229 บาท และ 1,000 เหรียญ หรือราว 30,459 บาท กรณีกระทำความผิดซ้ำ

ด้านองค์กร Humane Society USA กล่าวว่า “พวกเราขอชื่นชม เกวิน นิวซอม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย และผู้ร่างกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มองเห็นเช่นกันว่าชาวรัฐแคลิฟอร์เนียไม่อยากให้ร้านค้าในรัฐมีส่วนในการผลิตและขายผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์” ทั้งนี้ทางรัฐไม่ได้ห้ามการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์ที่ใช้ในจุดประสงค์ทางศาสนา นอกจากนี้ในกฎหมายดังกล่าวยังห้ามใช้สัตว์ในการแสดงละสัตว์ยกเว้น ม้า สุนัข และแมว…

ออร่า

บำรุงผิวพรรณ ด้วย 10 ผลไม้ ทำให้ผิวเปล่งประกาย ออร่า

บำรุงผิวพรรณ ด้วย 10 ผลไม้ ทำให้ผิวเปล่งประกาย ออร่า

บำรุงผิวพรรณ ด้วย 10 ผลไม้ ทำให้ผิวเปล่งประกาย ออร่า

ออร่า

อยากมีผิวสวย หน้าใส เปล่งประกาย ไม่ต้องไปทำศัลยกรรมที่ไหน แค่ทานผลไม้ที่มีวิตามินซีเป็นประจำ รับรองว่าหน้าสวยเปล่งปลั่งแน่นอน

ใคร ๆ ก็ทราบดีว่า “วิตามินซี” หรือ Ascobic Acid มีประโยชน์ในด้านการช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ต่อต้านและป้องกันการติดเชื้อไวรัสต่าง ๆ เช่น โรคหวัด รวมทั้งช่วยบำรุงเหงือกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นค่ะ

เพราะจริง ๆ แล้ว วิตามินซียังมีสรรพคุณเด็ด ๆ ต่อผิวพรรณของเรา ตรงที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง และดูอ่อนเยาว์ขึ้น แถมยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ให้ผิวเต่งตึง เส้นเลือดแข็งแรง ไม่เปราะ ยืดหยุ่นได้ดี พร้อมช่วยลดการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีผิว ดังนั้นจึงช่วยลดริ้วรอย ด่างดำ รอยสิวต่าง ๆ และช่วยปรับสีผิวที่คล้ำจากแสงแดดให้ดูกระจ่างใสขึ้นอีกด้วยนะ

เห็นไหมว่า วิตามินซี มีดีกับผิวพรรณมากขนาดนี้ ดังนั้นใครที่อยากบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใส ก็ต้องทานผลไม้ให้มาก ๆ เลยนะคะ เพราะผลไม้เป็นแหล่งของวิตามินซีชั้นเลิศ ที่หาทานได้ง่าย ๆ จากธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องพี่งสารเคมีแต่อย่างใด ว่าแต่จะมีผลไม้ชนิดไหนบ้างที่มีวิตามินซีสูง ไปดูกันเลยค่าา

1.ส้ม
ผลไม้รสเปรี้ยวอย่างส้มอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนให้ผิวมีความยืดหยุ่น อีกทั้งยังเป็นผลไม้ฉ่ำน้ำและมีไฟเบอร์สูงมากค่ะ ทานแล้วจะช่วยให้ผิวพรรณดูมีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง ชุ่มชื้นขึ้น และดูอ่อนเยาว์สดใสอยู่เสมอ

2.สตอเบอรี่
สตอเบอร์รีเป็นผลไม้อีกชนิดที่มีวิตามินซีสูงมาก ๆ โดยผลการศึกษาจาก American Journal of Clinical Nutrition บอกว่า วิตามินซีที่มีอยู่เยอะในสตรอว์เบอร์รีมีส่วนช่วยลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และความแห้งกร้านของผิวพรรณที่เกิดจากความเสื่อมตามอายุด้วยนะคะ แถมยังมีวิตามินเอ ฟอสฟอรัส แคลเซียม ที่ช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดง หากทานสตรอว์เบอร์รีสดเป็นประจำ ผิวพรรณของสาว ๆ ก็จะดูเปล่งปลั่ง และช่วยต่อต้านริ้วรอยก่อนวัยได้เป็นอย่างดี

3.ทับทิม
ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานอย่างทับทิม อุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ทั้งยังมีแมกนีเซียม แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างผิวสวยและขาวกระจ่างใส พร้อมช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่สึกหรอได้อีกทาง

4.แอปเปิ้ล
แอปเปิลเป็นผลไม้ที่คู่ควรกับสาว ๆ ที่อยากมีผิวพรรณดีมาก ๆ เลยล่ะ เพราะอุดมไปด้วยเพคติน วิตามินซี และยังมีอิลาสติน คอลลาเจน ทำให้ผิวเต่งตึง ขาวใส เปล่งปลั่ง ทานแล้วก็ไม่อ้วนด้วยนะ เพราะแอปเปิลมีไฟเบอร์สูงช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็ว ใครกำลังมองหาผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงและช่วยลดน้ำหนักด้วยก็ต้องทานแอปเปิลเลย

5.เสาวรส
นอกจากความอร่อยและความสดชื่นที่จะได้จากการทานเสาวรสแล้ว ทีเด็ดของเสาวรสอยู่ตรงที่มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา และมีวิตามินซีสูงซึ่งจะช่วยสมานผิว ลดการเกิดสิว ปกป้องไม่ให้ร่างกายสะสมสารพิษเอาไว้ จึงช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง ดูมีสุขภาพดีขึ้น แถมยังมีไฟเบอร์สูงช่วยไม่ให้ท้องผูก และยังให้แคลอรีต่ำ เหมาะเป็นผลไม้ที่ทานในช่วงลดน้ำหนักสุด ๆ เลย

6.มะเขือเทศ
พูดถึงอาหารบำรุงผิวพรรณจะขาดมะเขือเทศไปได้อย่างไรจริงไหมคะ เพราะทราบกันดีอยู่แล้วว่า มะเขือเทศมีวิตามินซีและไลโคปีนสูงมาก จึงช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือ หากรับประทานมะเขือเทศสดบ่อย ๆ ยังช่วยปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำร้ายด้วย

7.ลูกพีช
ลูกพีชรสชาติหวานหอม เต็มไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซีที่ช่วยกักเก็บน้ำหล่อเลี้ยงผิว ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ทั้งยังมีกรดเอเอ็ชเอ (AHA) ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวให้ผิวดูขาวกระจ่างใสด้วยนะคะ หรือถ้าสาว ๆ อยากนำลูกพีชมาขัดผิว ก็แค่นำเนื้อลูกพีชมาบด 3 ลูก ผสมกับน้ำผึ้งและข้าวโอ๊ตอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ ใช้ขัดนวดหน้าเบา ๆ พอกทิ้งไว้ ประมาณ 5 –10 นาที แล้วค่อยล้างออก รับรองว่าหน้าคุณจะเปล่งปลั่งสดใสขึ้นแน่นอน

8.อะโวคาโด
นอกจากจะมีวิตามินเอ บี1 บี2 ซี และวิตามินอีที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณแล้ว อะโวคาโดยังมีกรดไขมันชนิดดีที่ช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นด้วย คนที่มีผิวแห้งกร้าน สามารถนำไขมันของอะโวคาโดมาบำรุงผิวพรรณให้กลับมานุ่มได้เลย โดยนำอะโวคาโดครึ่งลูก ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และโยเกิร์ตครึ่งถ้วย คนให้เข้ากันแล้วนำมาพอกผิวหน้า ทำบ่อย ๆ แล้วผิวพรรณจะกลับมาเนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้นค่ะ

9.ฝรั่ง
ถึงจะมีรสฝาด ๆ แต่ฝรั่งเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีวิตามินซีอันดับต้น ๆ เลยนะ ซึ่งฝรั่งมีสรรพคุณช่วยขับสารพิษในร่างกาย ทำให้ผิวพรรณแลดูผุดผาดสดใสขึ้นเมื่อกินฝรั่งเป็นประจำ หรือถ้าอยากพอกหน้าด้วยฝรั่ง ก็แค่นำเนื้อฝรั่งมาบดให้ละเอียดแล้วพอกทิ้งไว้บนใบหน้า หรือบริเวณที่มีผิวกร้าน ก็จะช่วยให้ผิวนุ่มขึ้นได้

10.มะละกอ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมะละกอจึงนิยมถูกนำมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางหลายชนิด เพราะอุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินซี ที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและช่วยเติมความชุ่มชื้นต่อผิว อีกทั้งยังช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้ผิวเนียนนุ่มขึ้นด้วยนะคะ

สาวๆหรือหนุ่มๆ คนไหนอยากมีผิวพรรณสดใส ใบหน้าเปล่งปลั่ง ดูอ่อนกว่าวัย ก็อย่าลืมทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงทั้ง 10 ชนิด ที่เราแนะนำกันไปนะคะ

ขอโชคลาภปู่ศรีสุทโธ

ขอโชคลาภปู่ศรีสุทโธ แห่ลูบลูกแก้วสารพัดนึก ลุ้นเลขเด็ด

ขอโชคลาภปู่ศรีสุทโธ แห่ลูบลูกแก้วสารพัดนึก ลุ้นเลขเด็ด

ขอโชคลาภปู่ศรีสุทโธ แห่ลูบลูกแก้วสารพัดนึก ลุ้นเลขเด็ด

ขอโชคลาภปู่ศรีสุทโธ
เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 13 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานมาจากวัดสว่างอารมณ์ แคแถว ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐมว่า มีชาวบ้านรวมไปถึงนักเสี่ยงโชค ได้เดินทางมาเข้าร่วมพิธีเปิดขุมทรัพย์รับโชค เปิดโชครับทรัพย์ เสริมมงคลชีวิตกันจำนวนมาก

โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายในศาลาพระราหูแปดทิศ ที่ประดิษฐานหลวงปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าปทุมมา พญานาคราช ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมพิธีในวันนี้มีมากนับพันคน เนื่องจากเป็นวันหยุดใกล้หวยออก ประกอบกับเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ผู้คนจึงหลั่งไหลเข้ามาทำบุญกันจำนวนมาก ก่อนที่จะเริ่มพิธีเกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ผู้คนไม่ท้อถอยต่างหาที่จับจองที่นั่งตั้งใจเข้าพิธี

จากนั้นพระครูยติธรรมานุยุติได้ทำการบวงสรวงเทพเทวดา ทำให้ฝนที่ตกเริ่มหยุด แดดเริ่มส่อง ผู้ที่เข้าพิธีต่างประหลาดใจกันอย่างมาก หลังเสร็จสิ้นได้ปะพรมน้ำมนต์ให้ผู้ที่เข้าร่วมพิธีเพื่อความเป็นศิริมงคล จากนั้นได้นำกล้วยน้ำว้าถวายกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไม่ลืมที่จะกราบไหว้ลูบลูกแก้วสารพัดนึกไข่พญานาค เพื่อขอโชคลาภและเลขเด็ดอีกด้วย…

กุ้งแช่น้ำปลา กับแกล้มแซ่บๆ ประจำวง

กุ้งแช่น้ำปลา กับแกล้มแซ่บๆ ประจำวง

กุ้งแช่น้ำปลา กับแกล้มแซ่บๆ ประจำวง

ประจำวง

เมื่อนัดรวมเพื่อนแฮงก์เอาต์ที่บ้าน เราไม่ควรพลาด เมนูกับแกล้มแซ่บ ๆ ประจำวงที่เราสามารถทำกินกันได้ง่าย ๆ ขอรับรองว่าฟินกันทั้งวงแน่นอน

แก๊งเพื่อนรวมตัวด่วน วงเรื่องเล่าแบบนี้ มันต้องมีอาหารแซ่บ ๆ แกล้มไปด้วย วันนี้ เราขอเสนอเมนูกับแกล้มแซ่บห้ามพลาด สูตรเด็ดกับแกล้มประจำวง เด็ด! โดนใจคนทั้งวงแน่นอน! นั้นก็คือ กุ้งแช่น้ำปลา ซาบซ่าถึงทรวง

เมนูเด็ดสุดแซ่บที่ขาดไม่ได้เมื่อตั้งวง และ เราเชื่อว่าไม่เคยมีใครพลาด กับเมนู “กุ้งแช่น้ำปลา” ที่มีเนื้อกุ้งแสนกรุบกรอบ น้ำจิ้มรสแซ่บเด็ด ๆ มาพร้อมเทคนิคง่าย ๆ ที่ทำให้เนื้อกุ้งกรอบเด้งสู้ฟัน เราสามารถทำกินกันได้แบบจุก ๆ แซ่บ ๆ กันทั้งวง!

ประจำวง

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. กุ้งขาว 600 กรัม
2. น้ำปลา (สำหรับแช่กุ้ง) 2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำมะนาว (สำหรับแช่กุ้ง) 1 ช้อนโต๊ะ
4. โซดา (สำหรับแช่กุ้ง) ½ ถ้วยตวง
5. น้ำปลา (สำหรับทำน้ำจิ้ม) 2 ช้อนโต๊ะ
6. น้ำมะนาว (สำหรับทำน้ำจิ้ม) 2 ช้อนโต๊ะ
7. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
8. กระเทียม 40 กรัม
9. พริกขี้หนู 60 กรัม
10. รากผักชี 3 ราก
11. กะหล่ำปลีซอย สำหรับเสิร์ฟคู่
12. มะระฝาน สำหรับเสิร์ฟคู่
13. ใบสะระแหน่ สำหรับตกแต่ง

วิธีทำ

1. ล้างกุ้งให้สะอาด แกะเปลือกออกแต่ยังคงหางไว้ ผ่าหลังกุ้งเอาเส้นดำออก กรีดทะลุกลางตัวกุ้ง และม้วนเอาหางวนทะลุตัวมาให้สวยงาม แล้วนำไปแช่ โซดา 2 – 3 นาที จากนั้นนำมาแช่ในน้ำปลา และน้ำมะนาวต่ออีก 3 – 4 นาที

2. โขลกรากผักชี กระเทียม และพริกขี้หนู ให้ละเอียด แล้วปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาลทราย และน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย

3. วางกะหล่ำปลีซอย และมะระฝานลงในจาน เรียงกุ้งที่เตรียมไว้ลงไปให้สวยงาม โรยตกแต่งด้วยใบสะระแหน่ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มที่ทำไว้…