กับสุขภาพ

ยาลดน้ำหนัก คุ้มหรือไม่ กับสุขภาพ

กับสุขภาพ

ยาลดน้ำหนัก เป็นคำที่คุ้นเคยกันดีในหมู่คนที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งมักจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดจากชื่อว่า ยานี้คงจะไปละลายไขมันที่สะสมไว้ทั่วร่างกาย ซึ่งความจริงยาลักษณะแบบนี้ไม่มี แต่ถ้าเป็นยาลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว อาจจะเป็นพวกยาขับปัสสาวะ น้ำหนักที่ลดลงไปส่วนใหญ่ เป็นเพราะน้ำในร่างกาย ถูกขับออกอย่างรวดเร็ว กับสุขภาพ อาจมากจนกระทั่งร่างกายอ่อนเพลียและน้ำหนักจะกลับคืนมาเมื่อได้รับน้ำกลับเข้าร่างกายอีกครั้ง
กับสุขภาพ
ยาที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ เป็นพวกยาที่ต้องการให้ผู้รับประทานเข้าไปเบื่ออาหาร ไม่มีความรู้สึกอยากอาหารเหมือนเดิม ยาเหล่านี้อาจมีฤทธิ์แทรกซ้อนได้ ซึ่งท่านควรที่จะศึกษาและถามไถ่จากผู้รู้เสียก่อน เพราะอาการแทรกซ้อนของยากลุ่มนี้อาจรุนแรงมากๆ ได้ เช่น เลือดออกในสมอง สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นต้น การใช้ยาเหล่านี้อาจทำให้ผู้ใช้เป็นประจำมีลักษณะคล้ายติดยาได้ บางรายอาจทำให้เกิดอาการทางจิตเวช ดังนั้นการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การแนะนำ และควบคุมการใช้ยาโดยแพทย์จึงน่าจะปลอดภัยที่สุด

หากท่านตัดสินใจว่าจะต้องใช้ยาเพื่อลดน้ำหนัก ท่านต้องทำใจให้ได้ว่า ท่านมีโอกาสกลับมาอ้วน อีกได้ เพราะหากท่านเลิกใช้ยา แล้วกลับไปมีนิสัยบริโภคอาหารเช่นเดิม ดังนั้นยาลดน้ำหนักคงจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการลดน้ำหนัก เมื่อเปรียบเทียบกับการปรับเปลี่ยนวิธีการบริโภคอาหารให้เหมาะสมและการออกกำลังกาย…

การเสริมเต้านม

การเสริมเต้านม กับสิ่งที่ควรศึกษาในการทำ

วิธีการนี้จะ การเสริมเต้านม ที่เล็ก หรือหดตัวหลังคลอดบุตร หรือหลังจากการผ่าตัดเต้านมให้สมดุลกับเต้านมด้านตรงข้าม

ข้อคำนึงก่อนการผ่าตัด

– บุคคลใดที่เหมาะสมกับวิธีการนี้ บุคคลที่ประสงค์ให้ลักษณะเต้านมดีขึ้น และมีสุขภาพ และใจดี หวังผลให้พอเหมาะ บุคคลที่มีเต้านมหย่อนยานมาก อาจต้องใช้วิธีการดึงหนังให้ดึงคู่กับการเสริมเต้านมด้วย

– ข้าพเจ้าจะเริ่มขั้นตอนกับวิธีการนี้ได้อย่างไร คุณต้องปรึกษากับศัลยแพทย์ตกแต่งของคุณโดยตรง แพทย์จะวินิจฉัยถึงความเหมาะสม รายละเอียด ขนาด และชนิดของถุงเสริมที่ใช้ วิถีทางที่ใส่ และการหวังผลของคุณ

– วิธีการนี้ทำที่ไหน ดมยาหรือไม่ ใช้เวลานานเท่าใด วิธีการนี้โดยปรกติทำที่โรงพยาบาลฉีดยาชา หรือวางยาสลบ และใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง

– มีอะไรที่เป็นการเสี่ยง และข้อแทรกซ้อน หรือเกี่ยวข้องกับมะเร็ง การ เสริมเต้านมเป็นวิธีการที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา บางครั้งจะเกิดการอักเสบ หรือเลือดคั่งซึ่งต้องได้รับการแก้ไข บางท่านอาจเกิดการแข็งตึง จากการสร้างพังผืดขึ้นมาก การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ระยะหลังผ่าตัดมีความสำคัญมาก บางครั้งอาจต้องการแก้ไขเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนถุงเสริม ยังไม่มีข้อบ่งชี้ถึงความเกี่ยวข้องกันระหว่างถุงเสริมเต้านมกับมะเร็ง แต่เมื่อตรง X-ray เต้านม ต้องบอกให้ผู้ถ่ายทราบด้วย

ข้อคำนึงหลังการผ่าตัด

ข้าพเจ้าจะรู้สึกอย่างไรหลังผ่าตัด ช่วงพักฟื้นจะนานเท่าใด จะรู้สึกปวดแผลหลังผ่าตัดแต่จะระงับได้ด้วยยาแก้ปวด และจะทุเลาลง ส่วนมากเพียงวันสองวัน โดยปรกติไม่ต้องอยู่โรงพยาบาล แต่บางท่านอาจเลือกที่จะอยู่ประมาณ 1-2 วัน ผ้าพันแผล อาจเปลี่ยนเป็นเสื้อชั้นในได้ ภายในไม่กี่วัน ตัดไหมภายในหนึ่งสัปดาห์ ท่านควรจะละเว้นจากการทำงาน หรือยกของหนัก ท่านอาจทำงานเป็นปรกติหลังจากหนึ่ง หรือหลายสัปดาห์ บางครั้งเต้านมอาจดูไม่สมดุลแต่เป็นเพียงชั่วคราว หรือเปลี่ยนความรู้สึกของหัวนม

การเสริมเต้านม

จะทำอย่างไรเพื่อให้หายเร็วขึ้น แพทย์ของท่านจะแนะนำการรักษาแผล และการนวดเพื่อลดโอกาสการสร้างพังผืดซึ่งจะทำให้เต้านมแข็งโดยทั่วไป ผลที่ได้จากวิธีการนี้เป็นอย่างไร เต้านมจะดูสมส่วน และเป็นธรรมชาติ และจะเพิ่มความมั่นใจในตัวคุณ ถ้าหากการหวังผลของคุณใกล้กับความจริง

การเสริมเต้านม

ค่าใช้จ่ายกับวิธีการนี้ ค่าใช้จ่ายรวมค่าแพทย์ศัลยกรรม การใช้โรงพยาบาล ถุงเสริม และค่าวิสัญญีแพทย์ คุณ และแพทย์อาจตกลงเป็นราคาเหมาได้

การเสริมเต้านม

ข้อคำนึงระหว่างการผ่าตัด

– การใส่ถุงเสริมทำได้กี่ทาง ทำได้ 3 ทาง

1. รอบ ๆ ฐานหัวนม
2. ระหว่างเต้านมส่วนล่างต่อกับหน้าอก
3. เข้าทางรักแร้ตามรอยย่น แพทย์จะใช้วิธีที่แตกต่างกันไปแล้วแต่จะชอบ และส่วนมากรอยแผลเป็นจะเห็นไม่ชัด
– วิธีการใส่ถุงเสริมเป็นอย่างไร

จากแผลกรีดดังกล่าว เลาะเนื้อเยื่อระหว่างเต้านม และกล้ามเนื้อทรวงอกเกิดเป็นช่องว่างขึ้น ใส่ถุงเสริมตามช่องว่างนี้

– ถุงเสริมโดยทั่วไปมีกี่ชนิด

โดย ทั่วไปสิ่งที่ใส่ในถุงเป็นเมือกซีลีโคน หรือน้ำเกลือ ถุงที่ใส่ทำจากซีลีโคนอย่างเรียบ และอีกอย่างหนึ่งเป็นแบบขรุขระ คุณควรจะปรึกษากับแพทย์ถึงข้อดี ข้อเสียของแต่ละชนิด

การควบคุมน้ำหนัก

ทำความเข้าใจ อาหารสำหรับ การควบคุมน้ำหนัก

การควบคุมน้ำหนัก

การควบคุมน้ำหนัก

เพื่อให้ท่านที่ต้องการลดน้ำหนัก มีความเข้าใจที่ถูกต้องในการรับประทานอาหาร ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่มีผลต่อ การควบคุมน้ำหนัก ดังนี้

การควบคุมน้ำหนัก
1. การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง ท่านจะต้องรับประทานอาหารให้ครบหมู่เหมือนเดิม แต่ในปริมาณที่ ลดลงทีละน้อย พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มัน หวาน และเค็มจัด และเพิ่มในส่วนของพืชผักสดผลไม้ เพื่อจะได้กากใยที่เพียงพอ

2. อาหารที่มีไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันเลย นอกเหนือจากรสชาติน่าเบื่อแล้ว อาจจะมีผลเสียต่อร่างกายได้ เพราะการดูดซึมของวิตามิน เอ ดี อี และเค จำต้องอาศัยไขมันเป็นตัวช่วยละลาย

3. การจำกัดน้ำและแคลอรี่ที่มากเกินไป แม้ว่าจะน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วก็ตาม จะมีผลเสียอย่าง มากต่อร่างกาย เพราะมีการวิจัยพบว่า ถ้าคนเราได้รับน้อยกว่า 800 แคลอรี่ต่อวัน ภายใน 24 ชั่วโมง ร่างกายจะต้องเอาพลังงานจากกล้ามเนื้อมาใช้แทนที่จะเอามาจากไขมันส่วนเกิน
การควบคุมน้ำหนัก
4. อาหารสำเร็จรูปที่มีจำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่ จะนำกากใยมาเป็นส่วนผสมสำคัญ ซึ่งท่านสามารถหาได้จากพืชผัก ผลไม้หลายชนิดในเมืองไทย

หวังว่าท่านคงเข้าใจในเรื่องอาหารเพื่อการควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้นนะคะ

ยำไข่ต้มยางมะตูม

ยำไข่ต้มยางมะตูม เมนูเหมาะกับสาวๆ ที่กำลังลดความอ้วน

อยู่บ้านเหงาๆ แถมไม่อยากหาอะไรกินนอกบ้าน ก็ต้องพึ่งเมนูไข่ค่ะ กับเมนู ยำไข่ต้มยางมะตูม ทำง่ายและสะดวกสุด แค่นี้ก็เป็นเมนูวันหยุดที่ชนะเลิศแล้วค่ะ เมนูเหมาะกับสาวๆ

ยำไข่ต้มยางมะตูม

ยำไข่ต้มยางมะตูม

ส่วนผสม

1. ไข่เป็ด 6 ฟอง
2. น้ำปลา 2 ช้อนโต้ะ
3. น้ำมะนาว 3 ช้อนโต้ะ
4. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
5. พริกขี้หนูสวน 1 ช้อนโต๊ะ
6. หอมแดงซอย ¼ ถ้วย
7. ใบผักชีสำหรับตกแต่ง

วิธีทำ

ยำไข่ต้มยางมะตูม

1. ล้างไข่เป็ดให้สะอาด ใส่ลงในหม้อ ใส่น้ำลงให้ท่วมไข่ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลาง ต้มจนเดือด (ระหว่างต้มให้คนตลอดเวลา เพื่อให้ไข่แดงอยู่ตรงกลางเมื่อสุก) จับเวลาหลังน้ำเดือด 4 นาที แล้วตักไข่ต้มใส่อ่างน้ำเย็น ปอกเปลือกออก แล้วผ่าไข่เป็นสองซีกตามยาว ใส่จาน เตรียมไว้

ยำไข่ต้มยางมะตูม

2. ทำน้ำยำโดยใส่น้ำปลา น้ำมะนาว และน้ำตาล ลงในถ้วย คนให้น้ำตาลละลาย ใส่พริกขี้หนู หอมแดง คนพอทั่ว พักไว้

ยำไข่ต้มยางมะตูม

3. จัดใข่ต้มลงในจานหรือถ้วย ตักน้ำยำราดพอทั่ว โรยใบผักชี เสิร์ฟ

ประโยชน์ของไข่ต้มยางมะตูม

1. อุดมไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการ
2. ปลอดภัยกว่ากินไข่ดิบ
3. ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ
4. เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
5. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
6. บำรุงเล็บและเส้นผม
7. บำรุงสายตา
8. บำรุงสมอง
9. ช่วยลดและควบคุมน้ำหนัก
10. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://food.mthai.com/food-recipe/131381.html…

และสิ่งที่ควรระวัง

ต่อขนตาที่ปลอดภัย และสิ่งที่ควรระวัง

ต่อขนตาที่ปลอดภัย และสิ่งที่ควรระวัง

ต่อขนตาที่ปลอดภัย และสิ่งที่ควรระวัง

และสิ่งที่ควรระวัง

ปัจจุบันสาว ๆ หลายคนนิยมต่อขนตาให้ยาวขึ้น เพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้กับใบหน้าและเสริมสร้างความมั่นใจ แต่การต่อขนตาก็อาจเสี่ยงทำให้ขนตาจริงตามธรรมชาติหลุดร่วงอย่างถาวร หรืออาจเกิดการติดเชื้อได้ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจต่อขนตา ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและข้อควรระวังต่าง ๆ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตา

การต่อขนตาเป็นการต่อขนตาปลอมลงบนขนตาจริงแบบเส้นต่อเส้นด้วยกาวติดขนตา ซึ่งขนตาปลอมที่นำมาใช้มักจะเป็นเส้นใยสังเคราะห์อย่างไนลอน โดยช่างต่อขนตาจะใช้แหนบที่มีลักษณะยาวและแหลมคีบเส้นใยสังเคราะห์ป้ายกาวบาง ๆ แล้วติดลงบนขนตาจริงทีละเส้น

ทั้งนี้ การต่อขนตาแต่ละข้างอาจต้องใช้เส้นใยสังเคราะห์ที่มีความยาวแตกต่างกันประมาณ 40-100 เส้น โดยช่างจะใช้ขนตาปลอมเส้นที่ยาวที่สุดติดบนขนตาจริงที่ยาวที่สุดเช่นกัน เพื่อให้การต่อขนตานั้นดูเป็นธรรมชาติ

การต่อขนตาปลอดภัยหรือไม่ 

การต่อขนตาอาจเสี่ยงเป็นอันตรายต่อดวงตาได้ เพราะกาวที่ใช้ต่อขนตาอาจประกอบด้วยสารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง อาการแพ้ การติดเชื้อบริเวณกระจกตาหรือเปลือกตา และเปลือกตาบวมได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าต้องการถอดขนตาที่ต่อออกก็อาจทำให้ขนตาจริงได้รับความเสียหายหรือหลุดร่วงออกมาด้วย เพราะขนตาที่ต่อนั้นสามารถอยู่ได้นานเพียงไม่กี่สัปดาห์ โดยจะร่วงหลุดไปพร้อมกับการผลัดขนตาจริงตามกลไกปกติของร่างกาย

ข้อควรระวังก่อนต่อขนตา

และสิ่งที่ควรระวัง

ก่อนตัดสินใจต่อขนตา ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน โดยคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

– ช่างต่อขนตา ควรเลือกใช้บริการกับช่างต่อขนตาที่มีใบอบรมหลักสูตรการต่อขนตาและใช้อุปกรณ์ต่อขนตาได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือการบาดเจ็บจากการต่อขนตา รวมทั้งตรวจสอบให้แน่ใจว่าช่างต่อขนตามีสุขลักษณะที่ดีและล้างมือก่อนเริ่มต่อขนตาเสมอ

– สถานประกอบการและผลิตภัณฑ์ เลือกสถานประกอบการที่ระบุส่วนประกอบและชนิดของกาวต่อขนตา เพราะบางรายอาจแพ้สารเคมีในกาวที่ใช้ต่อขนตา

– ราคา ค่าใช้จ่ายในการต่อขนตาควรเหมาะสมกับคุณภาพที่ได้รับ สถานประกอบการหรือช่างบางรายอาจตั้งราคาในการต่อขนตาไว้ค่อนข้างสูง จึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ

– ขนาดขนตา ขนาดขนตาที่เหมาะสมกับใบหน้าอาจไม่จำเป็นต้องยาวและหนาจนเกินไป เพื่อให้การต่อขนตานั้นดูธรรมชาติมากที่สุด

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นหลังต่อขนตา

 

และสิ่งที่ควรระวัง

 

 

 

 

หลังเข้ารับการต่อขนตา ควรหมั่นสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพอยู่เสมอ หากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

– ตาแดง หรือสงสัยว่าเกิดการติดเชื้อที่ดวงตา
– มีอาการระคายเคือง
– สงสัยว่าเกิดอาการแพ้ เช่น เปลือกตาบวมผิดปกติ เป็นต้น

เคล็ดลับในการดูแลขนตา

แม้ว่าการต่อขนตาจะช่วยให้ขนตาดูยาวและหนาขึ้น แต่ก็อาจเสี่ยงทำให้ขนตาจริงหลุดออกอย่างถาวรได้ ซึ่งเคล็ดลับดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้ขนตาจริงดูยาวงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งพาการต่อขนตา

– ล้างมาสคาร่าก่อนเข้านอน โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางที่อ่อนโยนต่อผิว และเช็ดทำความสะอาดเปลือกตาเบา ๆ

– เช็ดเนื้อมาสคาร่าส่วนเกินขณะมาสคาร่ายังเปียกอยู่ เพื่อไม่ให้ขนตาจับกันเป็นก้อน

– เปลี่ยนมาสคาร่าใหม่ทุก ๆ 3-6 เดือน เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่ดวงตาได้

– ใช้ที่ดัดขนตาหนีบบริเวณเส้นขนตาเท่านั้น ไม่ดึงผิวเปลือกตา และหลีกเลี่ยงการกระตุกหรือขยี้ตา

– เมื่อมีอาการตาแดงหรือมีปัญหาอื่น ๆ เกี่ยวกับสุขภาพดวงตา ให้หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางบริเวณดวงตา

อีสุกอีใส ที่มากับฤดูหนาว อันตรายถึงชีวิต

อีสุกอีใส ที่มากับฤดูหนาว อันตรายถึงชีวิต

อีสุกอีใส ที่มากับฤดูหนาว อันตรายถึงชีวิต

นอกเหนือจากโรคไข้หวัด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคหัด โรคหัดเยอรมันแล้ว โรคสุกใสเป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าหนาวนี้เช่นกัน บางท่านอาจไม่คุ้นว่าโรคสุกใสคืออะไร แต่ถ้าพูดว่า “อีสุกอีใส” ก็คงพอจะคุ้นหูกันมากกว่า สมัยก่อนโรคนี้ยังไม่มีทางป้องกัน แต่ปัจจุบันมีวัคซีนช่วยป้องกันให้เราปลอดภัยจากโรคนี้ได้ เรามาทำความรู้จักโรคสุกใสกันนะคะ

 อันตรายถึงชีวิต

โรคไข้สุกใส

โรคอีสุกอีใสหรือไข้สุกใส ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กเล็ก วัยรุ่น จนถึงวัยหนุ่มสาว แต่ถ้าเป็นในผู้ใหญ่แล้วมักจะมีอาการรุนแรงและมีโรคแทรกซ้อนมากกว่าในเด็ก เมื่อปี พ.ศ. 2553 สำนักระบาดวิทยาได้รับรายงานโรคสุกใสจำนวน 49,189 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 77.22 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีรายงานผู้เสียชีวิตปีละ 1 ถึง 3 ราย สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ และ/หรือ ตับอักเสบรุนแรง การระบาดมักพบในช่วงต้นปีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

โรคไข้สุกใสเกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ วาริเซลลา หรือ ฮิวแมนเฮอร์ปี่ไวรัส ชนิดที่ 3 ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด ไวรัสชนิดนี้ติดต่อโดยการหายใจ ไอ จามรดกัน หรือการสัมผัสถูกตุ่มแผลสุกใสหรืองูสวัดโดยตรง หรือสัมผัสถูกของใช้ เช่น ที่นอน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่เปื้อนตุ่มแผลของผู้ป่วย

อาการ

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้วจะใช้เวลาประมาณ 10 ถึง 20 วันจึงจะเริ่มมีอาการ เช่น ไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน ต่อมาจึงเริ่มมีผื่นแดงที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกับวันที่เริ่มมีไข้ หรือ 1 วันหลังจากมีไข้ จะเป็นผื่นแดงราบก่อนแล้วจึงเปลี่ยนกลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสอยู่ภายในและมีอาการคัน ตุ่มน้ำใสนี้มักเริ่มขึ้นที่หนังศีรษะตามไรผมก่อนแล้วจึงลามไปที่ใบหน้า แผ่นหลัง ลำตัว แขนและขา ทยอยขึ้นเต็มที่ภายใน 4 วัน บางคนอาจมีตุ่มแผลขึ้นในช่องปาก ทำให้เจ็บคอ ลิ้นเปื่อย ปากเปื่อย อีกลักษณะที่สำคัญคือตุ่มนูนใสนี้มักจะไม่ขึ้นพร้อมกันทั่วร่างกาย ดั้งนั้นจึงพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ ในขณะที่อวัยวะส่วนอื่นขึ้นเป็นตุ่มนูนใส หรือบางที่เป็นตุ่มหนอง หรือบางที่ผื่นสุกที่เริ่มตกสะเก็ด เป็นที่มาของชื่ออีสุกอีใส

การรักษาและวิธีปฏิบัติตัว

1. ผู้ที่เป็นโรคไข้สุกใสส่วนมากจะหายเองได้ แต่ต้องระวังอย่าให้เกิดโรคแทรกซ้อน

2. โรคไข้สุกใสไม่มียาต้านไวรัส ดังนั้นการดูแลรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น เช็ดตัวลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ กินยาลดไข้เฉพาะพาราเซตามอลเท่านั้น ห้ามกินยาลดไข้ชนิดแอสไพริน เนื่องจากทำให้ตับอักเสบรุนแรงได้

3. ควรตัดเล็บให้สั้น หลีกเลี่ยงการแกะเกาตุ่มคันสุกใส เพราะนอกจากจะกลายเป็นแผลเป็นที่รักษายากแล้ว ยังทำให้ติดเชื้อ แบคทีเรียที่อยู่ในเล็บและผิวหนังจนเกิดโรคผิวหนังแทรกซ้อนได้ นอกจากนี้เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวอาจแพร่เข้าสู่กระแสเลือดไปยัง อวัยวะต่างๆ เช่นที่ปอดจนเกิดฝีในปอดได้

4. รับประทานอาหารได้ตามปกติ ทั้งเนื้อนมไข่ เพื่อให้ร่างกายเสริมสร้างภูมิต้านทานต่อโรค แต่ควรลดอาหารรสจัดถ้ามีแผลในปาก

5. โดยทั่วไปอาการไข้สุกใสจะค่อยๆ ทุเลาได้เองภายใน 1 ถึง 3 อาทิตย์ ในระยะนี้ให้ระวังโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น แก้วหู อักเสบ ปอดอักเสบ ตับอักเสบ หรือ ติดเชื้อในสมอง ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหู หรือไอ หายใจเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือ ตาเหลืองตัว เหลือง (ดีซ่าน) หรือ ปวดศีรษะมาก ซึมลง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาเพิ่มเติม

 อันตรายถึงชีวิต

การป้องกัน

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยโรคสุกใสโดยตรง
2. ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อน จาน ชาม ฯลฯ
3. ควรทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4. ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกใส โดยสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดกระตุ้นซ้ำอีกครั้งเมื่อเด็กอายุ 4 ถึง 6 ขวบ ปัจจุบัน มีวัคซีนรวมของสุกใสและหัด หัดเยอรมัน คางทูม ทำให้ถูกฉีดวัคซีนน้อยครั้งลง…

สิงห์อมควัน

นิโคติน “กับดัก” สิงห์อมควัน

นิโคติน “กับดัก” สิงห์อมควัน

นิโคติน “กับดัก” สิงห์อมควัน

สิงห์อมควัน

นิโคติน เป็นสารพิษที่พบตามธรรมชาติจากใบยาสูบเท่านั้น และถือเป็นกลุ่มที่สำคัญกลุ่มหนึ่ง ในสามกลุ่มหลักของสารเคมีที่พบในควันบุหรี่ นิโคตินจัดเป็นสารที่เมื่อคนเราเสพเข้าไปในร่างกายแล้ว จะทำให้ผู้เสพมีโอกาสติดได้ และอยากเสพต่อไปในอนาคตมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายหลังการสูบบุหรี่เข้าไป

นิโคติน จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ในปอด และมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลางและสมองในระยะแรก แต่ต่อมาจะมีฤทธิ์กดระบบประสาท นิโคตินมีฤทธิ์ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น จากการที่เส้นเลือดหดตัวและจะกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วขึ้นด้วย ทำให้ใจสั่น ท้องอืดแน่น เบื่ออาหาร มึนงง ถ้าสูบต่อไปนาน ๆ จะทำให้หลอดเลือดตีบและอุดตัน ทำให้เกิดภยันตรายต่อหัวใจจากการขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ บางรายทำให้เกิดหลอดเลือดปลายมือปลายเท้าอุดตัน ทำให้ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าเน่า ถึงขนาดต้องตัดมือและตัดขาทิ้งก็มี นิโคตินในบุหรี่ถ้าเทียบความเลวร้ายจะเสมือนหนึ่งผู้สูบบุหรี่ได้รับสารไซยาไนค์

สิงห์อมควัน

แต่ที่ผู้สูบไม่เสียชีวิตทันทีเพราะสูบเข้าไปทีละเล็กทีละน้อย โดยบุหรี่ 1 มวน จะมีนิโคตินประมาณ 1 มิลลิกรัม ร่างกายจะเผาผลาญนิโคตินที่รับเข้าไปค่อนข้างรวดเร็วและขับออกจากร่างกายตลอดเวลา ทำให้ระดับนิโคตินในร่างกายไม่สูงพอที่จะทำให้ผู้สูบเสียชีวิตในทันทีได้ สำหรับขนาดของนิโคตินที่หากได้รับเข้าไปในร่างกายครั้งเดียวแล้วทำให้เสียชีวิตจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจเป็นอัมพาต คือ ประมาณ 60 มิลลิกรัม

สิงห์อมควัน

หวังว่าท่านคงจะทราบเรื่องเกี่ยวกับนิโคตินได้มากขึ้นแล้วนะคะ ท่านลองพิจารณาดูให้ถ่องแท้ว่าท่านต้องการนิโคตินจากการสูบบุหรี่จริงหรือ ? ของแถมที่เข้าไปกับนิโคตินในบุหรี่อีกคือสารก่อมะเร็งต่าง ๆ อีก 42 ชนิด มันจะคุ้มกันกับสุขภาพที่จะเสียหายไปในอนาคตหรือไม่ ? ถ้าหากท่านยังไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนขอให้ตัดสินใจให้ดีนะคะ ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่อยู่แล้วก็คงจะไม่สายเกินไปที่จะเลิกบุหรี่เพราะสองสิ่งแรกที่ท่านจะได้รับทันทีจากการเลิกสูบบุหรี่ก็คือ ตัวท่านรับสารพิษน้อยลงไป และบุญกุศลจากการที่ท่านจะไม่ทำร้ายผู้อื่นอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำร้ายคนในครอบครัวของท่านเอง…

สาเหตุของการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น

9 ข้อ สาเหตุของการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น

9 ข้อ สาเหตุของการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น

9 ข้อ สาเหตุของการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น

สาเหตุของการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น
ปัญหาการฆ่าตัวตายในวัยรุ่นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมปัจจุบันซึ่งมีแต่ความเร่งรีบ ขาดความอบอุ่นในครอบครัว เพราะภาวะเศรษฐกิจที่บีบบังคับทำให้ครอบครัวที่ดีมีความสุข อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เหมือนสมัยก่อนน้อยลงทุกที การแข่งขันกันในทุกรูปแบบตั้งแต่ วัยเด็กจนกระทั่งถึงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ล้วนแล้วแต่มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม อารมณ์และเกิดปัญหาทางจิตใจมากขึ้นทุกที ผู้ที่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็เอาตัวรอดไป แต่มีวัยรุ่นอีกเป็นจำนวนมากที่ยังอยู่ในวงจรแห่งปัญหา

ซึ่งท่านพ่อแม่ผู้ปกครองควรจะทราบและมีข้อสังเกตว่า สิ่งบอกเหตุของการที่จะเกิดการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น ได้แก่สิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. แยกตัวจากสังคม ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม พร้อมกับผลการเรียนด้อยลงเรื่อยๆ
2. เกิดภาวะซึมเศร้าแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
3. อารมณ์ที่แปรเปลี่ยนง่ายเป็นปกติของวัยรุ่นอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดการนิ่งเงียบขรึม ภายหลังจากมีภาวะความวิตกอย่างรุนแรง หรือหลังจากภาวะซึมเศร้าก็อาจเป็นสิ่งบอกเหตุอย่างหนึ่ง
4. การเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพทันทีทันใด
5. บอกให้สิ่งของแก่เพื่อนหรือญาติไว้ล่วงหน้า ถ้าหากตนเองต้องตายไป
6. มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เช่น เพื่อนฆ่าตัวตาย การหย่าร้างของบิดามารดา และการเสียใจอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
7. ติดยาเสพติด โดยเฉพาะยาที่ทำให้เกิดประสาทหลอน
8. มีพฤติกรรมเสี่ยงชีวิตบ่อยๆ เช่น ทานเหล้ามากแล้วขับรถ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่รักชีวิต
9. กล่าวถึงการตายหรือการฆ่าตัวตายบ่อยครั้ง
ทั้ง 9 ข้อเป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้น ถ้าบุตรหลานของท่านมีข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ อย่าชะล่าใจนะคะ ท่านควรพาไปปรึกษาแพทย์ก่อนที่ท่านจะเสียใจ…

ความรุนแรงการปวดศีรษะ

ความรุนแรงการปวดศีรษะ จากสังคมก้มหน้า

ความรุนแรงการปวดศีรษะ จากสังคมก้มหน้า

ความรุนแรงการปวดศีรษะ จากสังคมก้มหน้า

ความรุนแรงการปวดศีรษะ

ภัยสังคมก้มหน้า

ยุคปัจจุบันสังคมออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ปริมาณการใช้งานสมาร์ทโฟน แทบเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จากในอดีตที่มีการใช้เพียงเพื่อโทรศัพท์ หรือเช็กอีเมล ก็มีการเพิ่มระยะเวลาในการใช้งานนานมากขึ้น บางคนใช้งานเกือบตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าถึงเข้านอนตอนค่ำ มิหนำซ้ำยังวางไว้ข้างตัวขณะเวลานอนหลับอีกด้วย จนเกือบเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะในร่างกายที่ขาดไม่ได้ แต่การใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบประสาทและกระดูกต้นคอ เมื่อใช้ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมาได้ อาการผิดปกติที่พบได้บ่อย ในกลุ่มคน สังคมก้มหน้า คืออาการปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย เกิดจากสาเหตุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นจากความไวที่มากกว่าปกติของระบบประสาทเอง ซึ่งทำให้เกิดโรคปวดศีรษะไมเกรน หรือจากความผิดปกติอื่นๆ เช่น เนื้องอกในสมอง, เส้นเลือดในสมองแตก, ความดันในสมองผิดปกติ, ยาหรือสารเคมีบางชนิด เป็นต้น

การใช้งานสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ ที่มากเกินไปหรือใช้งานอย่างไม่ถูกท่าทางนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกัน เพราะการก้มหน้าใช้งานเป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอเกิดอาการเมื่อยล้า หรือเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อขึ้นมาเป็นก้อน อาการปวดที่กล้ามเนื้อคอนี้ อาจส่งความปวดไปยังส่วนอื่นที่ใกล้เคียง เช่น ท้ายทอย, บริเวณขมับ, รอบกระบอกตา, หน้าผาก หรือบางคนอาจมีอาการปวดร้าวมาได้ถึงบริเวณหน้าและขากรรไกรได้ โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ หรือใช้สมาร์ทโฟนอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งจะรู้จักกันดีในชื่อ กลุ่มอาการปวดจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว หรือ Myofascial pain syndrome (MFS)

ความรุนแรงการปวดศีรษะ

การก้มหน้าเป็นระยะเวลานานนั้น ยังส่งผลกระทบต่อกระดูกต้นคอ ทำให้กระดูกต้นคอเกิดการรับน้ำหนักมากกว่าปกติถึง 6 เท่า เกิดภาวะกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย หรืออาจถึงขั้นหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งถ้าไปกดทับเส้นประสาทสมองระดับที่ 1-4 อาจทำเกิดอาการปวดศีรษะที่บริเวณท้ายทอย, ขมับ, กระบอกตา, หน้าผาก รวมถึงกลางกระหม่อม มักจะปวดศีรษะด้านเดียว บางรายอาจมีอาการปวดแขนหรือไหล่ การยื่นคอไปด้านหน้าหรือการกดบริเวณท้ายทอยอาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ทางการแพทย์จะเรียกว่าโรคนี้ว่า โรคปวดศีรษะจากความผิดปกติของคอ หรือ Cervicogenic headache

นอกจากนี้ ขณะที่เราใช้งานสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์นั้น แสงที่ออกมาจากหน้าจอหรือแสงสะท้อนจากหน้าจอ ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบเฉียบพลันขึ้น ในกลุ่มคนที่เป็นโรคไมเกรนอยู่แล้ว รวมทั้งกล้ามเนื้อที่มีอาการเกร็งปวดบริเวณคอและศีรษะ ยังสามารถทำให้ผู้ป่วยโรคปวดศีรษะไมเกรน เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบรุนแรงเฉียบพลันได้อีกด้วย

จะเห็นว่า สังคมก้มหน้านั้น ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้หลายชนิด บางชนิดอาจเป็นรุนแรงจนถึงขึ้นต้องรักษาโดยการผ่าตัด ดังนั้นการใช้งานสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์อย่างเหมาะสม เป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดศีรษะ ในกรณีที่มีอาการปวดศีรษะที่เกิดจากการใช้งาน อาจต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมต่อ…

การสะอึก

การสะอึก อาจบอกสาเหตุของโรคได้

การสะอึก อาจบอกสาเหตุของโรคได้

การสะอึก อาจบอกสาเหตุของโรคได้

การสะอึก
หลายๆ ท่านคงจะมีประสบการณ์ในการ “สะอึก” มาบ้างแล้ว และทราบดีว่าการที่จะทำให้หยุดสะอึกอย่างจงใจนั้นไม่สามารถจะกระทำได้ การสะอึก (hiccup) เป็นอาการที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกระบังลมที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างช่องปอดและช่องท้องที่เกิดขึ้นเองโดยไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดการหายใจเอาอากาศเข้าไปก่อน และจะหยุดหายใจเข้านั้น ทันทีทันใด เนื่องจากทางเข้าหลอดลมจะปิด ทำให้เสียงดังของการสะอึกเกิดขึ้นทุกครั้งไป

อาการสะอึกเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกะบังลมที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างช่องปอด และช่องท้องที่เกิดขึ้นเองได้โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากมีสิ่งมากระตุ้นเส้นประสาท 2 เส้น คือ เส้นประสาทเวกัส vagus nerve และเส้นประสาทฟรีนิก phrenic nerve ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมระบบประสาทต่อกับระบบทางเดินอาหารส่วนต้น โดยเสียงสะอึกที่เกิดขึ้นมาจากการหายใจออกขณะที่กะบังลมเกิดการกระตุกทันทีทันใด ทำให้เกิดเสียงดังของการสะอึกขึ้น อาการสะอึกอาจเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ และหายไปได้เอง อาจใช้เวลาเป็นวินาทีหรือ 2-3 นาที ซึ่งอาจพบได้บ่อยๆ แต่ถ้าหากสะอึกอยู่นานๆ เป็นครั้งค่อนชั่วโมงหรือเป็นวันๆ อาจจะต้องหาสาเหตุว่ามาจากโรคของอวัยวะต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น โรคเกี่ยวกับอวัยวะในช่องท้อง ในช่องปอด ในระบบสมองและประสาทส่วนกลาง เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสะอึกที่เกิดขึ้นในขณะนอนหลับจะมีความหมายมากกว่าการสะอึกในเวลากลางวัน

กลไกการสะอึก

ขณะที่หายใจเข้า กะบังลมที่อยู่ตอนล่างของช่องอกจะเคลื่อนลงล่าง ทำให้ปอดขยายตัว และดึงดูดให้อากาศเข้าปอด
กะบังลมเกิดการกระตุก ทำให้ลมหายใจตีกลับขึ้นข้างบน ขณะที่ลิ้นกล่องเสียงปิด ตัดกระแสลม ทำให้เกิดเสียงสะอึกขึ้น
ในที่สุดลิ้นกล่องเสียงเปิด กะบังลมคลายตัว และลมหายใจออกจากปอด

แม้ว่ากลไกการเกิดการสะอึก ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาการนี้อาจจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติชนิดหนึ่ง โดยศูนย์กลางของการสะอึกจะอยู่บริเวณก้านสมองบริเวณเมดัลลา แล้วเชื่อมระบบประสาทต่อกับระบบทางเดินอาหารส่วนต้นด้วยเส้นประสาทเวกัสและเส้นประสาทฟรีนิก…