โรคผีอำ

โรคผีอำ มีจริงหรือ ???

โรคผีอำ

อาการหมดแรงอย่างสมบูรณ์หรือเพียงบางส่วน ทำให้มีลักษณะเหมือนเป็นอัมพาตทั้งตัว ขยับแขนขาไม่ได้ ลืมตาไม่ได้ พูดไม่ได้ หรือหายใจลึกๆ ไม่ได้ ในขณะที่รู้สึกว่าตนเองตื่นอยู่ มักจะมีการเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงหลอน หรือฝันร้ายร่วมด้วย ทำให้ตกใจกลัวมากขึ้น คนที่เกิดผีอำมักจะรู้สึกถึงสภาพหมดแรงที่เกิดขึ้นได้ดี ทั้งที่อยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น เพราะกำลังจะหลับหรือกำลังจะตื่น และมักจะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีเมื่อตื่นขึ้น ผู้ที่เกิดผีอำครั้งแรกมักจะตกใจกลัวมาก จนรู้สึกเสมือนว่า ตนเองกำลังจะตาย โดยเฉพาะถ้าเห็นภาพหลอนหรือได้ยินเสียงหลอนที่คุกคามชีวิตของตนด้วย เมื่อตกใจตื่นขึ้นในอีกไม่กี่นาทีต่อมา จึงอาจร้องเอะอะโวยวาย ร้องไห้ หอบเหนื่อย หน้าซีด ตัวสั่น หรือแสดงอาการตกใจกลัวอื่นๆ

โรคผีอำ

สาเหตุ

1. อาการผีอำที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังจะหลับ มักจะเกิดจากโรคลมหลับ และโรคผีอำตามกรรมพันธุ์

2. อาการผีอำที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังจะตื่น อาจจะเกิดจากโรคลมหลับ หรืออาจจะเกิดในคนที่อดนอนหรือนอนไม่พอมาหลายวัน หรือเข้านอนผิดเวลาได้

3. อาการผีอำมักเกิดทันทีเมื่อหมดช่วงการหลับแบบตากระตุก จะเป็นอยู่ไม่กี่นาที แล้วค่อยๆ หายหรือหายทันที เมื่อถูกเรียก ถูกสัมผัส ถูกปลุก โดยใครก็ได้ ผู้ที่เป็นผีอำจะรู้สึกว่าตนนั้นตื่นอยู่ แต่ขยับเขยื้อนไม่ได้ ทั้งที่ตนได้พยายามขยับเขยื้อนแล้ว พยายามตะโกนเรียกให้คนช่วยแล้ว แต่ไม่มีคนได้ยิน เพราะไม่มีเสียงออกมา และเมื่อตื่นขึ้นจะจำเหตุการณ์ และเล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้

4. อาการที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่าผีอำนั้น แท้ที่จริงคือ ล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้าโดยเฉพาะหลังจากทำงานหรือดูหนังสือ แม้กระทั่งดูโทรทัศน์ เมื่อเรานอนด้วยความล้า ก็เกิดการประสานกันระหว่างสารเคมีกับสภาพชีวเคมีของร่างกาย เกิดอาการทั้งกดทั้งค้าง ทำให้เราขยับเขยื้อนไม่ไหว

5. ในขณะนั้นเราตื่นอยู่ สมองเราก็ทำงานได้ แต่ร่างกายเรา ขยับเขยื้อนไม่ไหว เหมือนมีคนมาคุมเราอยู่ มาจับเราอยู่ มาตรึงเราอยู่ เราเลยเกิดเชื่อมโยงว่ามีผีมาจับตัวเรา ในที่สุดแล้วก็ไม่ใช่ผีสางที่ไหน ที่แท้คือความไม่สัมพันธ์กันระหว่างสมองกับร่างกายของเรา ซึ่งเป็นอาการชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นเอง

6. อาการผีอำเกิดจากการที่กล้ามเนื้อของร่างกายเข้าสู่ภาวะการหลับที่เรียกว่า REM แต่สมองส่วนที่เป็นจิตสำนึกยังตื่นอยู่ อาการผีอำเป็นอาการที่ร่างกายกับจิตสำนึกหลับไม่พร้อมกัน หรือ ตื่นขึ้นมาไม่พร้อมกัน

7. ผีอำเป็นสภาวะที่คล้ายๆ กับการฝัน เพราะขณะที่ถูกผีอำคนคนนั้นจะอยู่ในสภาวะที่ขยับตัวไม่ได้ ในภาวะหลับแบบตากระตุก (REM sleep) จะมีการฝัน กล้ามเนื้อต่างๆ จะผ่อนคลายหมด ขยับตัวไม่ได้ ยกเว้นต้องตื่น คำว่าตื่น หมายถึงต้องมีการเขย่าตัวรุนแรง แล้วในช่วงเวลานั้นถ้ามีสิ่งเร้าอะไรที่มาทำให้ไม่สบาย เช่น อาจจะมีหมอนข้างมาวางอยู่บนตัวหรือขา หรืออาจจะนอนในท่าที่ไม่สบายนักก็จะมีการแปลภาวะนั้นเป็นความไม่สบาย แล้วบางทีก็ไปผูกเรื่องกับความฝัน ทำให้อยากจะออกจากสถานการณ์นั้น แต่ว่าทำไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อมันคลายไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นในภาวะอย่างนั้น ก็จะเป็นสภาวะที่รู้สึกเหมือนกับว่าใครมากดทับ เป็นสภาวะที่หลีกหนีไปไม่ได้ แต่สักพักหนึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง

การรักษา โรคผีอำ

1. ผีอำไม่มีอันตราย ในคนปกติก็เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องการการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น

2. เมื่อรู้สึกว่าโดนผีอำอยู่ ให้รีบตั้งสติทันที อย่าตกใจ การออกจากผีอำจะได้ผลดีที่สุดเมื่อรีบทำตั้งแต่มันเกิด พยายามขยับกล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อนิ้ว อะไรที่เล็กๆก่อน เพราะหากขยับได้ มันจะทำให้เราหลุดออกทันที

3. ถ้านานๆ เป็นครั้ง หรือเกิดจากการอดนอน นอนไม่พอ หรือนอนผิดเวลา ไม่ต้องรักษา นอกจากนอนพักผ่อนให้พอ และอย่านอนผิดเวลาเท่านั้น ถ้าเป็นบ่อยหรือเป็นมาก กลัวมาก หรือไม่สามารถหลับให้พอได้เอง การใช้ยาที่ลดการหลับแบบตากระตุก เช่น ยาอิมิพรามีน (imipramine เม็ดละ 25 มิลลิกรัม) 1-2 เม็ดก่อนนอน จะช่วยให้หลับแบบตาไม่กระตุกเพิ่มขึ้น ทำให้อาการผีอำและอาการหลอน ซึ่งเกิดในการหลับแบบตากระตุก ลดลง และทำให้อาการผีอำดีขึ้น หรือหายไปได้

4. ผ่อนคลายความเครียดก่อนนอนสัก 1- 2 ชั่วโมง ไม่ทำอะไรที่มันตื่นเต้น เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นเกมส์ ก่อนนอนอาจจะอาบน้ำอุ่น หรือดื่มนมอุ่นๆ โดยเฉพาะนมถั่วเหลือง จะทำให้หลับสบายขึ้น หรืออาจจะใช้วิธีสะกดจิตเข้าช่วยโดยการโปรแกรมจิตใหม่ก็จะช่วยได้

5. กรณีที่มีอาการมากๆ อาจใช้ยาคลายเครียด หรือยาต้านเศร้า ซึ่งจะทำให้หลับสนิทขึ้นโดยไม่ฝันมากนัก คือคนที่ผีอำจะฝันปนอยู่ด้วย เราก็ทำความฝันนั้นให้น้อยลง อาการผีอำก็จะลดลงเหมือนกัน หลักง่ายๆ เวลาโดนผีอำให้นอนเฉยๆ สักพักอาการจะหายไปเอง

น้ำซาวข้าว

น้ำซาวข้าว ของดีอย่าทิ้ง ตัวช่วยที่ต้องมีติดบ้าน

น้ำซาวข้าว ประโยชน์เหลือล้น

น้ำซาวข้าว หรือ น้ำที่ได้จากการล้างข้าวสารก่อนหุง เป็นสิ่งที่หลายๆ คนมองข้าม เชื่อไหมคะว่า น้ำซาวข้าวที่เราเททิ้งกันทุกวัน นอกจากจะมีสารอาหารแล้ว ยังเป็นตัวช่วยดีๆ ในการทำความสะอาดอีกด้วย ทั้งประหยัด สารพัดประโยชน์ แถมออร์แกนิค ไม่ทำลายธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยแก่ผู้ใช้ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ตามไปดูเคล็ดลับ และประโยชน์ดีๆ ที่นำมาฝากกันเลยดีกว่า รับรองว่าถ้ารู้แล้วจะไม่กล้าเททิ้งเลยล่ะ

น้ำซาวข้าว
1. น้ำซาวข้าวช่วยให้ผ้าข๊าวขาว
ให้ผ้าขาว สีหมองดูเก่า กลับมาเหมือนใหม่ใช้ได้อีกครั้ง ด้วยการนำผ้าขาวมาแช่ในน้ำซาวข้าวทิ้งไว้ประมาณ 3 – 4 วัน โดยแต่ละวันเราต้องเปลี่ยนน้ำซาวข้าวใหม่ทุกวันด้วยนะคะ เพื่อไม่ให้น้ำซาวข้าวบูด แล้วนำไปซักตามปกติ เท่านี้ก็ได้ผ้าข๊าวขาวแล้วค่ะ

น้ำซาวข้าว
2. คราบบนจานชามหายวับด้วยน้ำซาวข้าว
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ ว่าน้ำซาวข้าวสามารถล้างจานได้ แบบไร้คราบมัน ไร้กลิ่น เพียงนำมาผสมกับน้ำยาล้างจานเล็กน้อย แล้วขัดบริเวณที่เป็นคราบมันให้ทั่ว และนำมาล้างน้ำเปล่าตามปกติ คุณสมบัติของน้ำซาวข้าวคล้ายน้ำยาล้างจาน แต่ต่างตรงที่น้ำซาวข้าวจะช่วยขจัดคราบไขมัน กลิ่นคาว กลิ่นอาหาร แบบไม่ทิ้งสารตกค้างไว้บนเครื่องครัวอย่างแน่นอนค่ะ


3. น้ำซาวข้าวช่วยให้พื้นไม้สะอาดเงาวิ๊งแบบออร์แกนิค
พื้นไม้สะอาดวิ๊งสุดๆ แค่นำไม้ถูพื้นมาชุบกับน้ำซาวข้าว แล้วถูให้ทั่วตามบริเวณซอกมุมต่างๆ เสร็จแล้วก็ใช้ผ้าแห้งเช็ดตามอีกรอบ รอให้แห้ง เท่านี้ก็ช่วยให้พื้นบ้านสะอาดเงางาม โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี หมดกังวลสำหรับบ้านที่มีเด็กเล็ก หรือสัตว์เลี้ยงไปได้เลยค่ะ

น้ำซาวข้าว
4. น้ำซาวข้าวล้างสารพิษที่ติดมากับผักผลไม้
สุขภาพของตนเองและคนในครอบครัวต้องมาเป็นที่หนึ่งเสมอ ถ้าคุณแม่บ้านจะเลือกซื้อผักผลไม้ทั้งทีต้องคัดสรรอย่างดี และปลอดสารพิษ แต่เพื่อให้แน่ใจ เราควรใช้ตัวช่วยในการล้างสารพิษอีกรอบจะดีกว่า ด้วยการใช้น้ำซาวข้าวล้างผักผลไม้ โดยนำไปล้างด้วยน้ำเปล่าหนึ่งรอบ จากนั้นนำมาแช่น้ำซาวข้าวทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที และนำมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกหนึ่งครั้ง เท่านี้ก็ช่วยขจัดสารพิษที่ติดมาให้ลดลงไปได้เยอะ กินอร่อย สบายใจ ปลอดภัยแน่นอน

น้ำซาวข้าว

5. กลิ่นคาวของอาหารทะเลจะหมดไป ถ้าใช้น้ำซาวข้าว
อาหารทะเลนั้นมีกลิ่นติดอุปกรณ์ทำครัวที่รุนแรง แต่ปัญหากลิ่นคาวนั้นจะหมดไป เพียงเติมน้ำซาวข้าวจำนวน 3 ถ้วย ตามด้วยการบีบมะกรูด หรือมะนาวจำนวน 3 – 5 ลูกลงไป คนให้เข้ากัน แล้วนำอาหารทะเลมาล้างทำความสะอาดให้ทั่ว และล้างน้ำเปล่าอีกรอบ เท่านี้อาหารทะเลก็จะไร้กลิ่นคาว พร้อมทำอาหารได้แล้วค่ะ

น้ำซาวข้าว
6. ขจัดกลิ่นติดมือแสนกวนใจง่ายๆ ด้วยน้ำซาวข้าว
หลังจากทำอาหารเสร็จ หลายคนคงเจอปัญหากลิ่นติดมือกันใช่ไหมคะ ทั้งกลิ่นคาว กลิ่นเครื่องเทศ เครื่องปรุงต่างๆ ล้างยังไงกลิ่นก็ไม่หาย ลองนำน้ำซาวข้าวมาล้างมือแทนน้ำเปล่าดูสิคะ จะพบว่ากลิ่นติดมือกวนใจพวกนี้จะหมดไป แถมมือยังนุ่ม อ่อนกว่าวัยไปอีก แอบกระซิบเพิ่มเติม ถ้าเติมน้ำมะกรูด หรือน้ำมะนาวเพิ่มลงไปด้วยเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขจัดกลิ่นมากขึ้น และหอมขึ้นอีกด้วย ลองทำตามกันดูนะคะ

น้ำซาวข้าว
7. น้ำซาวข้าวช่วยชุบชีวิตที่เหี่ยวเฉาให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง
บ้านใครมีไม้ดอก หรือไม้ประดับที่กำลังดูเหี่ยวเฉาอยู่ อย่าเพิ่งวิตกไปค่ะ ลองวิธีนี้ดูก่อน โดยนำน้ำซาวข้าวที่เหลือจากการใช้งานมารดน้ำดูสิคะ ในน้ำซาวข้าวมีสารอาหารอยู่มาก ถ้าหากนำไปรดต้นไม้เป็นประจำ จะช่วยบำรุงใบ และดอกให้เจริญงอกงาม กลับมามีชีวิตชีวาขึ้น หรือจะนำน้ำซาวข้าวไปผสมกับเศษอาหาร หรือส่วนผสมอื่นๆ ทำเป็นน้ำหมักชีวภาพไว้รดต้นไม้ก็ได้ประโยชน์ แถมประหยัดเงินซื้อปุ๋ยได้อีกด้วย

ประโยชน์เหลือล้นขนาดนี้ เททิ้งไม่ลงกันเลยใช่ไหมล่ะคะ แต่อย่าลืมว่าน้ำซาวข้าวครั้งแรกอาจมีสิ่งสกปรกเจือปนอยู่ ดังนั้นถ้าจะใช้น้ำซาวข้าวไปล้างภาชนะ หรือผัก ผลไม้ต่างๆ ควรใช้เป็นน้ำซาวข้าว น้ำที่ 2 จะดีกว่า และถ้าหากต้องการข้าวสารคุณภาพดี ราคาประหยัด มาหุงทานที่บ้าน

ท้องผูก

โรค ท้องผูก ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

ปัญหา ท้องผูก เชื่อว่า หลายๆ คนคงจะมีมาเป็นเวลานานและจะคิดไปว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ความเป็นจริงหากปล่อยให้ท้องผูกติดต่อกันเป็นเวลานานจนเรื้อรังอาจส่งผลให้เกิดผลเสียหลายอย่าง ทั้งทางร่างกาย รวมไปถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ดังนั้นถ้ารู้เท่าทันอาการท้องผูกจะช่วยให้เรารับมือและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกวิธี

เช็คกันแบบไหนที่เรียกว่าท้องผูก

ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ท้องผูกหมายถึงการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่จริงๆ แล้วอาการท้องผูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งหรือความสม่ำเสมอในการขับถ่าย ตราบใดที่สามารถถ่ายได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องเบ่ง อุจจาระนิ่มจับตัวเป็นก้อนดี แม้ 2-3 วันจะถ่ายสักครั้งก็ไม่ถือว่าผิดปกติ

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่า การขับถ่ายเป็นเรื่องยาก และหลายครั้งที่จะต้องอยู่ในห้องน้ำเป็นเวลานานหลายชั่วโมงเพื่อเบ่งถ่ายอุจจาระมากหรือเบ่งยาก อุจจาระแข็งมีลักษณะเป็นเม็ดกระสุนหรือเป็นก้อนแข็ง บางครั้งต้องใช้นิ้วล้วงช่วย ทำให้ถ่ายไม่สุดเหมือนมีอะไรมาอุดกั้นอยู่ รู้สึกอึดอัดแน่นท้อง ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าคุณมีอาการท้องผูกอย่างแน่นอน

ท้องผูก

ท้องผูกเกิดจากอะไร

1. โรคทางกาย เช่น เบาหวาน ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ แคลเซียมในเลือดสูง โรคทางสมองและไขสันหลัง เป็นต้น

2. โรคของลำไส้ เช่น มะเร็งหรือเนื้องอกของลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ลำไส้ตีบตัน ลำไส้บิดพับกัน ความผิดปกติที่ทวารหนัก เป็นต้น

3. ยาที่รับประทานประจำ เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยากันชัก ยาลดความดันโลหิต ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของมอร์ฟีน ธาตุเหล็กแคลเซียมอลูมิเนียม เป็นต้น

4. การทำงานของลำไส้หรือกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักควบคุมการขับถ่ายทำงานผิดปกติ เช่น การเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ช้ากว่าปกติ กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักทำงานไม่ประสานกับการเบ่งหรือภาวะลำไส้แปรปรวน

เช็คอาการเสี่ยงท้องผูกหรือไม่

1. มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 50 ปี
2. มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
3. มีอาการโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
4. ถ่ายอุจจาระดำหรือเป็นเลือดอาเจียนดำหรือเป็นเลือด
ท้องผูกจนมีอาการของลำไส้อุดตัน(ปวดท้องมากอึดอัดแน่นท้องคลื่นไส้อาเจียน)
5. น้ำหนักลดผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
6. ท้องผูกที่รบกวนมากและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือรับประทานยาระบายเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น

ดังนั้นหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติมที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก เพราะปัญหาท้องผูกไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลยหรือนิ่งนอนใจ หากปล่อยไว้ให้เรื้อรังอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างริดสีดวงทวาร เกิดแผลที่ทวารหนักหรือลำไส้ตรง ภาวะอุจจาระอัดแน่น รวมไปถึงอาจเป็นอาการแสดงเริ่มต้นของโรคและปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา ซึ่งไม่เป็นผลดีกับร่างกายในระยะยาว

เมื่อ ท้องผูก แก้ได้อย่างไร

1. การปรับเปลี่ยนการทานอาหารการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ได้แก่ รับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง
2. รับประทานยา (ไฟเบอร์และยาระบาย) เป็นหลัก
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
4. ควรดื่มน้ำเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 ถึง 2 ลิตรต่อวัน
5. สร้างกิจวัตรในการถ่ายอุจจาระให้สม่ำเสมอและให้เป็นเวลา
6. หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายต่อเนื่องและยาวนานโดยไม่จำเป็น หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกร

และภายใน

อยากสวยทั้งภายนอก และภายใน ต้องจัด ผลไม้ 5 สี

ผู้หญิง และความสวยนั้นเป็นของคู่กันใช่ไหมล่ะคะ แต่จะดีแค่ไหน หากสาว ๆ ทุกคนสามารถสวยได้ทั้งภายนอก และภายใน นอกจากความสวยภายนอกที่เราสามารถแต่งเติมเสริมแต่งไปให้สวยได้ตามใจแล้ว ภายในก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเช่นกันนะคะ เพราะเรื่องสุขภาพนั้นไม่เข้าใครออกใคร อีกทั้งยังไม่สามารถแต่งเติมอะไรเข้าไปได้อีกด้วย วันนี้ เราเลยอยากชวนสาว ๆ ไปทำความรู้จักกับ “ผลไม้ 5 สี” ที่จะช่วยให้สวยแบบเพรียบพร้อมทั้งภายนอก และภายใน พร้อมออกเดตในวาเลนไทน์นี้ด้วยความสวยและสุขภาพดีแบบครบครัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

อยากสวยทั้งภายนอก และภายใน

และภายใน
ผลไม้สีเขียว
สีเขียวของผลไม้นั้น ได้มาจากเม็ดสีของสารธรรมชาติที่เรียกว่า “คลอโรฟิลด์” ซึ่งสารชนิดนี้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส และเปล่งปลั่ง ลดการเกิดริ้วรอย ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดี ลดอาการท้องผูกเนื่องจากอุดมไปด้วยกากใยธรรมชาติ และให้ไฟเบอร์สูง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ให้พลังงานต่ำ จึงช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น ฝรั่ง กีวี องุ่นเขียว แอปเปิ้ลเขียว หรือลูกแพร์สีเขียว ซึ่งปกติการกินแบบสด ๆ ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ถ้าจะนำมากินคู่กับอาหารชนิดอื่นก็ไม่เลวเลยทีเดียว เช่น สมูทตี้ หรือโยเกิร์ตผลไม้ ฯลฯ

ผลไม้สีแดง
สำหรับสีแดงนั้นได้มาจาก ไลโคปีน เบตาไซซีน และสารแอนโทไซยานิน ซึ่งสารต่าง ๆ เหล่านี้มีส่วน
ช่วยในการยับยั้งการเกิดมะเร็ง มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังเป็น
สารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี ให้ประโยชน์มากมายเรื่องผิวพรรณ ช่วยทำให้แผลเป็นจางลง และช่วยลดการ
เกิดสิวอีกด้วย ผลไม้สีแดงที่หาทานได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น สตรอเบอร์รี บีทรูท เชอรี แตงโม กระเจี๊ยบ
แดง และอื่น ๆ อีกมากมาย และจะดีแค่ไหนถ้าเรามาลองทำ ยำผลไม้สีแดง จัดจ้านถึงใจ ได้ความสดชื่น แบบนี้ก็น่าสนใจใช่ไหมล่ะคะ

ผลไม้สีขาว
กล้วย สาลี่ ลองกอง ลิ้นจี่ ลางสาด แห้ว ละมุด และพุทรา สีขาวของผลไม้เหล่านี้เกิดจากสารอาหารที่
เรียกว่า แซนโทน กรดไซแนปติก และอัลลิชิน ซึ่งสารต่าง ๆ เหล่านี้มีส่วนช่วยในการลดอาการอักเสบ
รักษาระดับน้ำตาลในเลือด มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ลดไขมันในเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ และความดันโลหิต ช่วยลดอาการปวดต่าง ๆ ตามข้อ และลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอีกด้วย ลอง
เลือกกินกล้วยหอมสุกตอนเช้า 1 ผล ตามด้วยน้ำเปล่าสักแก้ว แบบนี้ก็สวย และเป็นเมนูไดเอตได้อีก
ด้วย

ผลไม้สีเหลือง หรือสีส้ม
แคโรทีนอยด์ เป็นสารที่พบในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีส้ม อย่างเช่น ข้าวโพด มะม่วง เสาวรส แคนตาลูป สัปปะรด และ มะละกอเป็นต้น ซึ่งสารตัวนี้นั้นมีส่วนช่วยในการรักษาสุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยชะลอการเสื่อมถอยของจอประสาทตา มีส่วนช่วยพัฒนาการมองเห็นของเด็ก และสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและสดใส ลองมิกซ์ มะม่วง เสาวรสและสับปะรด มาปั่นกับโยเกิร์ตเป็น สมูทตี้ ดี ๆ สักแก้ว รับรองฟินเลยล่ะค่ะ

ผลไม้สีม่วง และน้ำเงิน
ปิดท้ายกันด้วย มันม่วง เผือก บลูเบอร์รี แบล็กเบอร์รี องุ่นสีม่วง ลูกพรุน และผลไม้อื่น ๆ ที่จัดอยู่ไหนผลไม้ตระกูลสีม่วง และน้ำเงิน ผลไม้เหล่านี้ได้รับเม็ดสีจากสาร แอนโทไซยานิน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีและอีถึง 2 เท่า มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของหลอดเลือด และปกป้องหลอดเลือด ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดได้ มีส่วนในการยับยั้งเชื้ออีโคไลในทางเดินอาหาร ต่อต้านไวรัส

นอกจากจะต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว หากสามารถกินผลไม้ให้ครบ 5 สีด้วยแล้ว ก็คงจะดีต่อสุขภาพของเราไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดี ๆ เพราะใครจะรู้ว่าผลไม้แต่ละสีนั้นจะให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย แถมผลไม้ส่วนใหญ่นั้นยังให้พลังงานต่ำ มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวพรรณของสาว ๆ เปล่งปลั่ง และดูสุขภาพดีอีกด้วยค่ะ เกิดเป็นผู้หญิงทั้งทีจะสวยภายนอกจากเดียวคงไม่พอ ต้องดูแลมาจากข้างในด้วยนะคะ จะได้คงความสวยและความสุขภาพดีแบบนี้ไปนาน ๆ

เต้าฮวยลำไย ทำง่าย สูตรอร่อยยกบ้าน

เต้าฮวยลำไย หวานละมุน สดชื่น เหมาะกับอากาศในบ้าน เรามาก และก็ทานกันได้ทั้งครอบครัวด้วยนะคะ

สุดสัปดาห์นี้ ในวันที่อยู่บ้านสบาย ๆ และอยากลองทำเมนูขนมแบบไม่ยุ่งยาก วันนี้เราเลยมีเมนูสุดง่ายแต่ฟินความอร่อย “ เต้าฮวยลำไย ” กับการหาวัตถุดิบง่าย ๆ ที่หาซื้อได้ไม่าอยาก เตรียมจดสูตรความอร่อยกันได้เลยค่ะ

ส่วนผสม

1. วุ้นผงสำเร็จรูปสำหรับทำเต้าฮวย 1 ซอง
2. ลำไยกระป๋อง 1 กระป๋อง
3. น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
4. ถ้วยสำหรับใส่เต้าฮวย 6 – 8 ถ้วย

วิธีทำ
1. เทผงเต้าฮวยลงในหม้อต้ม

เต้าฮวยลำไย
2. ใส่น้ำเปล่าที่เตรียมไว้ลงไปผสม คนให้ผงวุ้นละลายเข้าด้วยกัน
3. นำหม้อผสมตั้งไฟอ่อน คนจนเดือด จากนั้นคนต่อไปอีกประมาณ 5 – 7 นาที

เต้าฮวยลำไย
4. ยกหม้อออกจากเตา พักไว้ให้เย็น จากนั้นตักน้ำเต้าฮวยใส่ถ้วยที่เตรียมไว้ ประมาณ 2 : 3 ส่วน แล้วนำเข้าตู้เย็น ให้เต้าฮวยเซตตัวประมาณ 1 ชั่วโมง

เต้าฮวยลำไย
5. หลังจากแช่เต้าฮวยจนเซตตัวดีแล้ว นำออกจากตู้เย็น จากนั้นตักลำใยกระป๋องที่เตรียมไว้ใส่ลงในถ้วยเต้าฮวย
6. ตกแต่งให้สวยงาม

เต้าฮวยลำไย

เสร็จเรียบร้อยสำหรับเมนู “เต้าฮวยลำไย” ที่บอกได้คำเดียวว่า หวานละมุน สดชื่น เหมาะกับอากาศในบ้าน เรามาก และก็ทานกันได้ทั้งครอบครัวด้วยนะคะ ถ้าอยากลองทำทานดูที่บ้านละก็ ไม่ยากอย่างที่คิด รับรองเต้าฮวยลำไย ความสะดวกและอร่อยแน่นอนค่ะ…

ฮอร์โมน

ตรวจพบสารทาเลต ในตุ๊กตายางบีบ เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลต่อ ฮอร์โมน เด็กผู้ชาย

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว และ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก เปิดเผยผลการสุ่มตรวจของเล่นเด็กที่เป็นพลาสติกพีวีซี พบว่ามีสารทาเลตเกินมาตรฐาน ส่งผลให้ ฮอร์โมน เด็กผู้ชายผิดปกติ

ฮอร์โมน

วันที่ 30 ต.ค. 62 ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดโครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการด้านสุขภาพ สุ่มเก็บตัวอย่างของเล่น และ ของใช้ประเภทพลาสติกพีวีซี จำนวน 51 ตัวอย่าง จากร้านค้าในห้างสรรพสินค้า ท้องตลาด และบริเวณหน้าโรงเรียน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และในเว็บไซต์ออนไลน์ ในเดือนพฤษภาคม 2562 ส่งตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนของสารทาเลต (phthalates) 6 ชนิด ที่สกัดได้จากพลาสติก ยาง และสารเคลือบจากผิวของเล่นที่เด็กอาจสัมผัสถึง

ฮอร์โมน

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยผลทดสอบของเล่นที่สุ่มตรวจสารทาเลต ทั้งหมด 51 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่มที่มีเครื่องหมายสัญลักษณ์มาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ มอก. จำนวน 19 ตัวอย่าง พบทาเลตเกินเกณฑ์ 7 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 36.84 จาก 19 ตัวอย่าง และ กลุ่มที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. 32 ตัวอย่าง พบทาเลตเกินเกณฑ์ 11 ตัวอย่าง (คิดเป็นร้อยละ 34.38 จาก 11 ตัวอย่าง โดยรวมผลตรวจของเล่นที่พบทาเลตเกินมาตรฐาน คิดเป็นร้อยละ 35 จากทั้งหมด 51 ตัวอย่าง

ฮอร์โมน

ซึ่งผลการตรวจวิเคราะห์พบว่า ของเล่นและของคล้ายของเล่น ที่เด็กอาจนำมาเล่น ทั้งหมดจำนวน 51 ตัวอย่าง พบปริมาณสารทาเลตเกินกว่าค่ามาตรฐานสากล 18 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 35 โดยชนิดของทาเลตที่ตรวจพบมากที่สุดคือ บิส-2-เอทิลเฮกซิลทาเลต หรือ bis-(2-ethylhexyl phthalate) หรือ DEHP

โดยเฉพาะของเล่นประเภทตุ๊กตาบีบได้รูปสัตว์ชนิดต่างๆ พบว่ามีค่าทาเลตสูงมาก เช่น ยางบีบหมู ซึ่งตรวจพบปริมาณทาเลตรวม เท่ากับ 37.86 (หน่วยเป็นร้อยละเศษส่วนโดยมวล) แรคคูณสีเหลือง ตรวจพบปริมาณทาเลตรวม เท่ากับ 36.42 และ พะยูนสีเขียว ตรวจพบปริมาณทาเลตรวม เท่ากับ 35.74 ซึ่งมาตรฐานของเล่นสหภาพยุโรป มีเกณฑ์กำหนดสูงสุดของปริมาณรวมของอนุพันธ์ทาเลตในของเล่นทั่วไป และของเล่นสำหรับเด็กอายุ 3 ขวบ และมีส่วนที่นำเข้าปากได้ ไว้ไม่เกิน 0.1% โดยมวล

ฮอร์โมน

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวนการศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ทาเลต เป็นกลุ่มของสารที่ส่วนใหญ่ใช้เป็นสารที่ผสมในพลาสติกชนิดพีวีซีเพื่อเพิ่มภาวะการคืนรูป ทาเลตไม่มีพันธะทางเคมีที่เชื่อมต่อกับพลาสติก ดังนั้นสารนี้จึงสามารถเคลื่อนย้ายออกจากผลิตภัณฑ์ไปเกาะติดกับสิ่งอื่นเช่นมือเมื่อมีการสัมผัสได้ ทาเลตมีหลายชนิด บางชนิดจัดว่าเป็นพิษต่อระบบการสืบพันธุ์และระบบต่อมไร้ท่อของร่างกาย โดยกลไกการออกฤทธิ์จะต้านแอนโดรเจนหรือฮอร์โมนเพศชาย ดังนั้นในมาตรฐานสากลและในหลายประเทศได้มีการควบคุมสารทาเลต

ส่วนประเทศไทย สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมได้ติดตามเรื่องนี้มานาน ได้จัดทำร่างแก้ไขมาตรฐานของเล่น มอก. 685/2540 ซึ่งมีอายุอานามเก่ากว่า 22 ปี ในฉบับร่างได้บรรจุเรื่องการควบคุมการใช้สารทาเลตไว้ 6 ชนิด โดยไม่ให้เกิน 0.1% พร้อมกับการเตรียมห้องทดสอบไว้พร้อมทำการตรวจเมื่อมีการประกาศใช้มาตรฐานนี้ ฉบับร่างนี้มีกระบวนการจัดทำมาอย่างละเอียดและใช้เวลานานหลายปี คาดว่าในปลายปีนี้จะประกาศใช้ ในฉบับร่างแก้ไขยังมีการเพิ่มเติมมาตรฐานความปลอดภัยของเล่นเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง ดังนั้นไม่ควรให้มีปัญหาใดที่จะทำให้การประกาศใช้ล่าช้าไปนานกว่านี้ เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ ทุกคน

ฮอร์โมน

นอกจากนั้น หลังการประกาศใช้ ควรหาข้อตกลงใหม่ในการพัฒนาระบบการตรวจสอบของเล่นหลังการวางตลาดให้เข้มข้นขึ้น ปัจจุบันเน้นการตรวจก่อนการวางตลาดว่าเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่ เป็นหน้าที่ของสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งมีภารกิจกำหนดมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมคุณภาพผลิตภัณฑ์ อันจะส่งผลต่อเนื่องสู่การค้าขาย การส่งออก ทำให้การตรวจหลังการวางตลาดแล้วมีน้อยมาก หน่วยงานอื่นไม่สามารถเข้ามาตรวจได้ เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือแม้แต่องค์กรท้องถิ่นเอง ก็ไม่สามารถส่งของเล่นที่วางขายในตลาดตัวเองเพื่อทำการตรวจสอบในห้องแลปได้

ฮอร์โมน