สวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิว เพิ่มความสวยใสแบบธรรมชาติ

สวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิว เพิ่มความสวยใสแบบธรรมชาติ

สวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิว เพิ่มความสวยใสแบบธรรมชาติ

สวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิว เพิ่มความสวยใสแบบธรรมชาติ ความเปล่งประกายของผิว ความเต่งตึงและความสวยที่ยังคงเอาไว้ซึ่งความอ่อนเยาว์ เหล่านี้คือประตูสำคัญที่คนรักสวยรักงามทุกท่านอยากจะปรนนิบัติผิวของตนเองให้คงสภาพที่ยังมีสุขภาพดีเอาไว้ให้ได้นานที่สุด แต่ว่าด้วยสภาพแวดล้อม การใช้ชีวิตที่ต้องเผชิญกับปัจจัยอันเป็นความเสี่ยงหลายอย่าง จึงทำให้ผิวค่อยๆ เสื่อมสภาพลงทุกวันเหล่านี้คือประตูสำคัญที่คนรักสวยรักงามทุกท่านอยากจะปรนนิบัติผิวของตนเองให้คงสภาพที่ยังมีสุขภาพดีเอาไว้ให้ได้นานที่สุด แต่ว่าด้วยสภาพแวดล้อม การใช้ชีวิตที่ต้องเผชิญกับปัจจัยอันเป็นความเสี่ยงหลายอย่าง จึงทำให้ผิวค่อยๆ เสื่อมสภาพลงทุกวัน

หากปล่อยปะละเลย ไม่ใส่ใจบำรุงสุขภาพผิวให้ดีขึ้น ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผิวสาวจะหมองคล้ำและตามมาด้วยริ้วรอยก่อนวัยอันควร ลองหันมาดูแลตัวเองอย่างง่ายๆ ด้วยสูตรลับจากธรรมชาติ ที่ผสานคุณค่าจากสมุนไพร อุดมไปด้วยสารที่มีประโยชน์ ที่ช่วยปกป้องผิว ให้ผิวกลับมาสวยใสได้ไม่ยาก

สวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิด เติมความสวยใสแบบธรรมชาติ
ขมิ้นชันกับสุดยอดของการดูแลผิว

ขมิ้นชันถือว่าเป็นสมุนไพรเสริมความงามที่นิยม เป็นที่รู้จักกันหลากหลายตำรับทั้งเป็นยารักษาโรคและเป็นเครื่องประทินผิวชั้นเลิศที่นิยมใช้กันมานาน สูตรเด็ดที่ได้รับความนิยมก็คือการนำเอามาใช้ป้องกันการเกิดสิว ลดการอักเสบของผิวที่เกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรีย ลดการเกิดโรคผิวหนังบางชนิด โดยทั่วไปมักนำมาใช้ในการขัดผิว ผสมกับดินสอพองสตุและน้ำมะนาว คนให้ได้เป็นเนื้อครีมข้นๆ นำมาขัดผิวกายให้ทั่วบริเวณ โดยหลีกเลี่ยงบริเวณใบหน้าเอาไว้ (หากต้องการใช้ขัดผิวหน้าให้ลดปริมาณของน้ำมะนาวลง เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวระคายเคือง) จากนั้นทิ้งเอาไว้ประมาณ 10-15 นาที ล้างทำความสะอาดผิว ตบท้ายด้วยการบำรุงจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั่วไป

สวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิด เติมความสวยใสแบบธรรมชาติ
มะขามเปียกน้ำผึ้งกำจัดเซลล์เสื่อมสภาพ

ความหมองคล้ำที่พบได้ตามผิวหนังของเรา แม้จะพยายามอาบน้ำทำความสะอาดแล้ว แต่ผิวก็ยังแลดูไม่ขาวใส สัมผัสไม่เรียบเนียนอย่างที่ต้องการ นั่นอาจจะเกิดขึ้นจากการสะสมตัวของเซลล์หนังกำพร้าที่ถูกกำจัดออกไม่หมด ทำให้เซลล์ผิวใหม่ไม่ยอมสร้างตัวขึ้นมา การเลือกใช้สูตรขัดผิวที่เข้าไปกระตุ้นกำจัดเอาเซลล์ที่เสื่อมสภาพออกไปอย่างหมดจดจึงเป็นสิ่งจำเป็น ด้วยการใช้มะขามเปียกที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ผสมกับน้ำผึ้งเพื่อเติมเต็มความชุ่มชื้น นำมาผสมให้กลายเป็นเนื้อครีม ขัดผิวให้ทั่ว เน้นบริเวณที่หมองคล้ำและมีความด้าน อย่างตามข้อศอกและหัวเข่า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20-30 นาที ก่อนอาบน้ำทำความสะอาดตามปกติสวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิด เติมความสวยใสแบบธรรมชาติ

ด้วยสูตรเคล็ดลับจากสมุนไพรทั้งสองชนิดที่กล่าวมาข้างต้น เชื่อว่าหากสาวๆ เลือกทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ พร้อมหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นต้นเหตุทำร้ายผิวให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้ผิวเปล่งประกาย กลับสู่ความสวยใสตามฉบับธรรมชาติได้อีกครั้งอย่างแน่นอนค่ะ บาคาร่า

น้องชมพู่

ความน่ารัก น้องชมพู่ แม่ค้าทุเรียนแซ่บมากๆ

เปิดวาร์ป น้องชมพู่ ชลชญา แม่ค้าทุเรียน สาวสวยดีกรี นางแบบเซ็กซี่ ล่าสุดเดินทางกลับจันทบุรี ช่วยครอบครัวขายทุเรียน หนุ่มๆ คนไหนอยากได้ทุเรียนคุณภาพคงต้องตีตั๋วไปจันทบุรีด่วน

ต้องบอกว่า เรื่องแม่ค้าสวย แม่ค้าแซ่บ เป็นอะไรที่หนุ่มๆ หลายคนให้ความสนใจ อย่าง น้องชมพู่ ชลชญา หรือที่หลายคนรู้จักในนาม ชมพู่ FHM พริตตี้สาวสวย ที่ล่าสุดเดินทางไปช่วยที่บ้านขายทุเรียนที่จังหวัดจันทบุรี ด้วยความสวย เซ็กซี่ มีเสน่ห์ ทำให้สาวน้อยคนนี้ถูกจับตาเป็นแม่ค้าทุเรียนแซ่บแห่งปีเลยทีเดียว

ทั้งนี้น้องชมพู่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า น้องชมมาช่วยคุณแม่ขายทุเรียนค่า รับซื้อ-ขายทุเรียนคุณภาพนะคะ แม่ค้าทุเรียน

สำหรับน้องชมพู่ มีชื่อเสียงในวงการนางแบบและพริตตี้ มีแฟนๆ ติดตามในโลกโซเชียลมากมาย ด้วยความสดใส น่ารัก ไม่ต้องแปลกใจที่สาวน้อยคนนี้ยังคงมีผลงานต่อเนื่องทั้งงานพริตตี้และงานรีวิวสินค้า ที่สำคัญมีแฟนๆ ติดตามในเฟซบุ๊กแล้วกว่า 2 แสนคน

น่ารัก เซ็กซี่ ขยันทำมาหากินแบบนี้ เชื่อว่าหนุ่มๆ คงไปต่อคิวอุดหนุนทุเรียนร้านน้องชมพู่ ตรึมแน่นอน

ขอขอบคุณแหล่งที่มา Sanook

โรคร้ายที่มากับ “มลพิษทางอากาศ” วิกฤตฝุ่นมลพิษเกิดขึ้นหลาย

โรคร้ายที่มากับ วิกฤตฝุ่นมลพิษเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วในกรุงเทพมหานคร อันมีปัจจัยมาจากสภาพอากาศที่นิ่ง และ อากาศปิด

โรคร้ายที่มากับ ประกอบกับสภาพภายในกรุงเทพฯที่มีการก่อสร้างขนาดใหญ่ทุกมุมเมืองรวมไปถึงการจราจรที่ติดขัด การใช้รถยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 10 ปี มอเตอร์ไซต์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงรถเมล์ และ รถขนส่งสาธารณะล้วนแล้วแต่เป็นรถที่ปล่อยควันเสีย ทั้งหมดนี้ทำให้คนกรุงในปัจจุบันต้องหายใจในสภาพอากาศที่เหมือนตายผ่อนส่ง

โรคร้ายที่มากับ

ตามรายงานของ องค์การอนามัยโลก (WHO) นั้นระบุเอาไว้ว่ามลพิษทางอากาศนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเพียงแค่คุณเดินกลับบ้าน หรือ ออกไปวิ่งนอกบ้าน หรือแม้แต่อยู่ในบ้าน มลพิษทางอากาศก็สามารถแทรกเข้าสู่ตัวบ้านของคุณได้

แล้วสาเหตุการเสียชีวิตนั้นไม่ได้เป็นการเสียชีวิตในทันทีทันใด แต่เป็นการตายแบบผ่อนส่งเนื่องจาก ร่างกายสะสมเอามลพิษทางอากาศมาเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้นมาดูกันว่าโรคที่จะเกิดจากมลพิษทางอากาศตามรายงานของ องค์การอนามัยโลก นั้นมีอะไรบ้าง

มลพิษทางอากาศเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
รายงานของ องค์การอนามัยโลก ระบุว่ามลพิษทางอากาศที่ถูกสะสมเข้าร่างกายเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองถึง 1.4 ล้านราย

มลพิษทางอากาศเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ
รายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่ามลพิษทางอากาศทำส่งผลกระทบต่อทางเดินหายใจและฝุ่นมลพิษขนาดเล็กที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ทุกปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจอันมาจากมลพิษทางอากาศสูงถึง 2.4 ล้านราย

มลพิษทางอากาศเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคปอด
เมื่อต้องอาศัยในเมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศ การหายใจในทุกวันไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้าน ล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ และแน่นอนว่าส่งผลกระทบสู่ปอด องค์การอนามัยโลกมีรายงานแล้วว่ามีผู้เสียชีวิตจาก โรคปอด 1.8 ล้านรายต่อปี

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.sanook.com…

แม่ไม่เชื่อคลิปลูกชายถูก “นายเอส” กระทืบในห้องขัง คาใจไม่ป้องกันตัว

แม่ไม่เชื่อคลิปลูกชายถูก  ที่โรงพยาบาลขอนแก่น เจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระทรวงยุติธรรม

แม่ไม่เชื่อคลิปลูกชายถูก เข้าพบ นางประกาย อายุ 57 ปี ชาวอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น แม่ของ นายเชาวลิต อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกนายยุทธนา ภักดีแสน อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาฆ่าคนตายซึ่งมีอาการทางประสาท ก่อเหตุทำร้ายร่างกายภายในห้องควบคุมผู้ต้องขัง

ภายในสถานีตำรวจภูธรหนองเรือ จ.ขอนแก่น จนได้รับบาดเจ็บสาหัส กะโหลกศีรษะด้านซ้ายยุบ มีอาการเลือดคลั่งในสมอง และยังไม่รู้สึกตัว โดยถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลในช่วงค่ำของวันที่ 5 ม.ค.62 ที่ผ่านมา

แม่ไม่เชื่อคลิปลูกชายถูก

โดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม ได้แจ้งสิทธิ์และขั้นตอนในการยื่นเรื่องเพื่อขอรับค่าชดเชยเยียวยาตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ให้แม่ของผู้ได้รับบาดเจ็บกรอกเอกสาร พร้อมกับถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

รวมทั้งใบรับรองจากแพทย์ไว้เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติค่าเยียวยา แต่อย่างไรก็ตามจะต้องรอสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน สภ.หนองเรือ โดยจะต้องลงความเห็นว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นผู้เสียหายโดยบริสุทธิ์ คือไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเกิดเหตุ แต่เป็นผู้ถูกกระทำ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการ โดยมีอัยการจังหวัดเป็นประธานในการพิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่ และหากอนุมัติจะได้รับค่าเยียวยาเท่าใด

 

ด้าน นางประกาย แม่ของผู้ได้รับบาดเจ็บ เปิดเผยว่า ตนเองยังคงติดใจในเรื่องการบาดเจ็บของลูกชาย เพราะไม่เชื่อว่าภาพวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาให้ดูเมื่อวานนี้ ( 7 ม.ค.62) จะเป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เนื่องจากไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ลูกชายจะนอนอยู่ที่พื้นห้อง

ก่อนที่ผู้ต้องขังที่อยู่ในห้องเดียวกันจะเข้ามาทำร้าย อีกทั้งในช่วงที่ลูกชายของตนเองถูกทำร้าย ลูกชายกลับนอนนิ่ง ไม่ได้ป้องกันตนเอง คล้ายคนไม่ได้สติ จึงยังไม่ปักใจเชื่อใดๆ ทั้งสิ้น และวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเข้ามาตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมกับตนเองและครอบครัว เพราะจนถึงขณะนี้ลูกชายของตนเองยังไม่ได้สติและยังคงต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

หลังผ่าตัด

หลังผ่าตัด “มะเร็งกระเพาะอาหาร” จะย่อยอาหารได้ไหม? ต้องทานอย่างไร

หลังผ่าตัด หากเป็นมะเร็งที่ไหน ก็ให้ตัดเนื้อร้ายในส่วนนั้นทิ้งไป แล้วใช่เคมีบำบัดเพื่อควบคุมอาการไม่ให้แย่ไปกว่าเดิม

หลังผ่าตัด เป็นวิธีรักษาโรคมะเร็งขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นมะเร็งส่วนไหนของร่างกายก็ตาม แต่สำหรับมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้มะเร็งกระเพาะอาหารระยะ 2 และ 3 จำเป็นจะต้องเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหารออกไปจากร่างกาย จะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรเมื่อไม่มีกระเพาะอาหารไว้ย่อยอาหารแล้ว?

หลังผ่าตัด

ไม่มีกระเพาะอาหาร ยังมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่?

ร่างกายเราไม่ได้มีกระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่เอาไว้ย่อยอาหารเพียงส่วนเดียว อย่าลืมว่าส่วนแรกของการทำงานของระบบย่อยอาหาร อยู่ที่ “ฟัน” ในปากของเราเองนี่แหละ สิ่งที่เราต้องทำคือ เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน เพื่อให้ระบบย่อยอาหารอื่นๆ ทำงานต่อได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้เรายังมีหลอดอาหารที่ช่วยลำเลียงอาหารไปสู่ลำไส้เล็กโดยตรง (ไม่ผ่านกระเพาะอาหารแล้ว) และยังมีเอนไซม์ในลำไสเล็ก น้ำย่อยจากตับอ่อน ที่จะมาช่วยย่อยอาหารให้เป็นโมเลกุลที่เล็กลง จนสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย

ดังนั้นหากเราไม่มีกระเพาะอาหารแล้ว เราก็ยังสามารถทานอาหาร และย่อยอาหาร จนสารอาหารดูดซึมไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้เหมือนเดิม เพียงแต่จะต้องปรับเปลี่ยนอาหาร และพฤติกรรมในการทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงในร่างกายได้จริงๆ เท่านั้น

ไม่มีกระเพาะอาหาร ต้องทานอาหารอย่างไร?

เมื่อเราขาดกระเพาะอาหารที่ช่วยย่อยอาหารหลักๆ ให้เราแล้ว เราก็ต้องเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย ขนาดของอาหารเล็ก บดเคี้ยวง่าย เพื่อให้ลำไส้เล็กช่วยดูดซึมสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ ดังนั้นจึงควรเลือกทานอาหารประเภทข้าวต้ม โจ๊กอ่อนๆ และอาหารย่อยง่ายอื่นๆ หลังจากปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวและรับประทานได้มากขึ้น เพราะลำไส้เล็กจะเกิดการขยายตัว และสามารถรับอาหารได้มากขึ้น

วิธีทานอาหาร เมื่อไม่มีกระเพาะอาหาร

  1. เริ่มแรก เลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย มีขนาดเล็ก และรสอ่อนๆ อย่าง ข้าวต้ม โจ๊ก
  2. ไม่กินเยอะเกินไปในแต่ละมื้อ แต่แบ่งเป็นมื้อย่อยๆ หลายๆ มื้อ โดยแบ่งเป็น 5-6 มื้อต่อวัน
  3. เคี้ยวให้นานขึ้น ละเอียดขึ้น ก่อนกลืน
  4. หากทานอาหารแล้ว รู้สึกจุกเสียด แน่นท้อง ควรหยุดทานทันที
  5. ห้ามดื่มน้ำขณะทานอาหาร
  6. งดดื่มน้ำ 30 นาทีก่อน และหลังทานอาหาร เพราะน้ำจะทำให้อาหารผ่านลงไปสู่ลำไส้เร็วเกินไป
  7. เพื่อเป็นการทำให้ลำไส้คุ้นชินกับการทานอาหารโดยไม่มีกระเพาะอาหารให้ได้มากที่สุด จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารเหลว แต่ควรเลือกอาหารแข็ง นำไปต้ม นึ่ง เช่น เนื้อสัตว์เคี้ยวง่ายอย่างเนื้อไก่ ปลา แล้วเคี้ยวให้ละเอียดด้วยฟันของตัวเอง
  8. หลีกเลี่ยงการทานคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) มากเกินไป เพราะอาจทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป ควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อย่าง ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย ถั่วต่างๆ (ต้มนิ่มๆ)
  9. กินผักผลไม้ที่มีกากใยอาหาร เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิล อย่าลืมเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน
  10. อาหารประเภทไขมันอาจจะย่อยยากขึ้น อาจทำให้รู้สึกคลื่นไส้ หรือท้องอืด ดังนั้นในระยะแรกให้ลดการทานอาหารที่มีไขมันไปก่อน จากนั้นค่อยๆ เพิ่มเข้ามาทีละนิดๆ โดยอาจเน้นไขมันที่มาจากพืชแทน เช่น น้ำมันมะกอก พืชตระกูลถั่ว เป็นต้น

แนวทางการปฏิบัติหลังการรักษาอื่น ๆ นอกจากการปรับพฤติกรรมการทานอาหาร คือพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายตามสะดวก และติดตามการรักษาตามแพทย์นัดอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ซาวน่า

ซาวน่า หลังที่ฟิตเนสมีประโยชน์ หรือให้โทษต่อร่างกายกันแน่?

ซาวน่า หลังออกกำลังกายที่ฟิตเนส หลายคนอาจจะเคยใช้บริการซาวน่าก่อนอาบน้ำ ห้องซาวน่าจะเป็นห้องที่บุรอบๆ ด้วยไม้ มีหินร้อนๆ

ซาวน่า ที่ทำให้อุณหภูมิในห้องร้อนระอุ เราเข้าไปนั่งในห้องซาวน่าจนรู้สึกผิวหนังร้อน จากนั้นก็ออกมาอาบน้ำ เหงื่อที่ไหลออกมาขณะซาวน่าทำให้ใครหลายคนรู้สึกสบายตัว แต่จริงๆ แล้ววัตถุประสงค์ของซาวน่าคืออะไร มีประโยชน์จริง หรือมีอันตรายหรือไม่ มาหาคำตอบกัน

ซาวน่า

ประโยชน์ของซาวน่า

ตามปกติแล้วในห้องซาวน่าที่วางหินร้อนๆ เอาไว้ จะทำให้อุณหภูมิในห้องโดยรวมอยู่ที่ราวๆ 32-45 องศาเซลเซียส ทำให้คนที่เข้าไปในห้องซาวน่าสามารถเหงื่อออกได้ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป และอาจไม่ทันรู้ตัวว่าเหงื่อออก เพราะอากาศที่ร้อน และแห้งในห้องซาวน่าเรียกเหงื่อผ่านผิวหนังออกมา และแห้งไปกับอากาศภายในห้องแทบจะทันที อุณหภูมิบนผิวหนังจะร้อนอยู่ที่ราวๆ 37-40 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิบนผิวที่เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เราพอสังเกต หรือรู้สึกได้ แต่สิ่งที่เราอาจไม่ทันรู้สึกตัว คือ การเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้นราว 30% หัวใจสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายมากขึ้น รวมถึงผิวหนังที่แดงขึ้นจากการสูบฉีดของเลือดที่มากขึ้น หัวใจจะยังทำงานหนักไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะออกมาจากห้องซาวน่า เมื่อร่างกายสัมผัสกับอุณหภูมินอกห้องที่เย็นขึ้น

ซาวน่า ปลอดภัยหรือไม่?

ซาวน่าเป็นบริการที่ขึ้นชื่อในเมืองหนาวอย่างฟินแลนด์ ดังนั้นงานวิจัยที่เกี่ยวกับซาวน่าส่วนใหญ่มาจากฟินแลนด์ นักวิจัยทำสำรวจร่างกายของผู้ที่เป็นโรคหัวใจในเมืองเฮลซิงกิจำนวณ 1,631 คน หลังจากเข้ารับบริการซาวน่า ในช่วงเวลา 16 เดือน พบว่ามีเพียง 1.8% เท่านั้นที่มีอาการโรคหัวใจกำเริบขณะใช้บริการซาวน่าเป็นเวลา 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ในการทดลองที่แคนาดา ให้ผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวณ 16 คนใช้บริการซาวน่า 15 นาทีแล้วมาทดสอบหัวใจด้วยการวิ่งบนลู่วิ่ง พบว่าไม่มีผู้ป่วยรายได้ที่มีอาการของโรคหัวใจกำเริบ

ซาวน่ามีความปลอดภัยต่อคนทั่วไปที่สุขภาพดี รวมถึงผู้ป่วยที่ดูเหมือนจะมีความเสี่ยง (แต่ไม่มี) อย่างผู้ป่วยโรคหัวใจ (ที่มีอาการอยู่ในระดับที่คงที่) งานวิจัยจากญี่ปุ่นยังยืนยันอีกว่า การใช้บริการซาวน่าเป็นประจำ ยังช่วยให้การทำงานของหลอดเลือดดีขึ้นในผู้ป่วยที่หัวใจมีปัญหาการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคหัวใจยังคงต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการซาวน่า เพื่อศึกษาความเสี่ยง หรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในแต่ละบุคคลที่อาจมีสุขภาพที่แตกต่างกันไป

ซาวน่ายังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ลดอาการคันยุบยิบในผู้ป่วยที่มีอาการคันผิวหนังได้ (ความร้อนจากห้องซาวน่าไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง และปอด) และสำหรับประโยชน์จากการไหลเวียนโลหิตที่ดีขึ้น ในบางรายอาจทำให้รู้สึกผิวสุขภาพดีขึ้นตามมาด้วย

ใช้บริการซาวน่าอย่างไรให้ปลอดภัย?

  1. ใช้บริการซาวน่าในช่วงที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่อยู่ในสภาวะอ่อนเพลีย ขาดอาหาร มีไข้ เป็นหวัด และอื่นๆ (หากมีโรคประจำตัว ควรอยู่ในระดับอาการคงที่ ควบคุมได้ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ)
  2. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนใช้บริการซาวน่า
  3. ออกกำลังกายก่อนเข้าบริการซาวน่า โดยอาจจะเดินหรือวิ่ง 30 นาที เดินหรือวิ่งขึ้นลงบันได 3-4 ครั้งโดยไม่หยุด ให้หัวใจได้ออกกำลังเล็กน้อย แต่ผู้ป่วยโรคหัวใจไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป
  4. ระมัดระวังไม่ปรับอุณหภูมิของห้องซาวน่าสูงจนเกินไป ให้อยู่ในระดับที่ร้อน แต่พอทนไหว
  5. สามารถใช้เวลาในห้องซาวน่าได้ตั้งแต่ 5-20 นาที แต่หากรู้สึกหน้ามืด ตาลาย จะเป็นลม ควรรีบออกมาก่อน
  6. นั่งอยู่ด้านนอกห้องซาวน่าจนกว่าผิวหนัง และร่างกายโดยรวมปรับให้เข้ากับอากาศภายนอกห้องซาวน่าได้ก่อน แล้วค่อยเข้าไปอาบน้ำ
  7. จิบน้ำช้าๆ 2-4 แก้วหลังเข้ารับบริการซาวน่า เพื่อทดแทนเหงื่อที่เสียไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

ผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ โรคฮิตวัยทำงาน จากการสัมผัส “น้ำ-ผงซักฟอก-แชมพู”

ผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ เผยผู้ที่มีอาชีพที่มือต้องสัมผัสกับน้ำเป็นประจำ

ผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ ผู้ที่เป็นผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ในวัยเด็ก เสี่ยงโรคผิวหนังที่มือ เหตุจากสารเคมีหรือสารที่ทำให้ระคายเคือง แนะวิธีดูแลและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคหรือกลับมาเป็นซ้ำ
ผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ
โรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ คืออะไร?

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ เป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะวัยทำงาน เนื่องจากมือเป็นส่วนที่ต้องสัมผัสสารระคายเคืองได้บ่อย เช่น สบู่ ผงซักฟอก แชมพู หรือแม้แต่น้ำเปล่า ซึ่งจะทำให้หน้าที่การทำงานของเกราะป้องกันผิวลดลง ทำให้เกิดเป็นผื่น

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากสารเคมีหรือสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองทำให้ผิวหนังอักเสบจากการระคายเคือง หรือหากผิวหนังสัมผัสสารเคมี เช่น น้ำหอม ยาง หรือหนัง ทำให้เกิดการแพ้ จะเป็นลักษณะของผื่นแพ้สัมผัส บางรายอาจเป็นทั้งจากการระคายเคืองและการแพ้ร่วมกัน

ทั้งนี้ระยะเวลาของการเกิดโรคอาจเป็นไม่นาน แต่ในบางรายอาจเป็นรุนแรงและนานหลายปี ทำให้มีผลต่อการทำงานและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต

กลุ่มเสี่ยงโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

กลุ่มเสี่ยงโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ ได้แก่

  • ผู้ที่มีประวัติเป็นผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ในวัยเด็ก
  • ผู้ที่ทำงานโดยที่มือต้องสัมผัสน้ำบ่อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน เช่น แม่บ้าน คนเลี้ยงเด็ก คนทำอาหาร ช่างเสริมสวย ช่างซ่อมเครื่องยนต์ ศัลยแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล คนงานก่อสร้าง เป็นต้น

อาการของโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้ที่เป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือจะมีอาการดังนี้

  • ผื่นแดง คัน แห้ง ขุย
  • บางครั้งมีร่องแตก เจ็บ หรือมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ ที่ฝ่ามือ หรือด้านข้างนิ้วมือ
  • บางรายอาจมีผื่นเฉพาะที่ เช่น บริเวณง่ามมือ กลางฝ่ามือ ปลายนิ้วมือ
  • หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จะทำให้มี ตุ่มหนอง ผื่นบวมแดงเจ็บ มีน้ำเหลือง

การรักษาโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ
การรักษาส่วนใหญ่เป็นการควบคุมอาการ ไม่ได้ทำให้ผื่นหายขาด แต่หากผู้ป่วยทราบสาเหตุของการแพ้ หลีกเลี่ยงสารเคมีที่แพ้ได้อย่างถูกต้อง และเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะทำให้โรคไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

วิธีป้องกันโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

  1. การทาครีมที่ให้ความชุ่มชื้น ทำให้สารเคมีที่แพ้หรือระคายเคืองเข้าสู่ผิวหนังได้ยากขึ้น ควรทาบ่อยเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะเมื่อพบว่ามือเริ่มแห้งไม่ชุ่มชื้นและทุกครั้งหลังล้างมือ โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำหอม ไม่ใส่สี ไม่มีส่วนผสมที่ทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง
  2. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ ควรเลือกที่อ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของสบู่ที่จะทำให้มือแห้งระคายเคืองมากขึ้น อาจเลือกชนิดที่ผสมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
  3. ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ ผงซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาด มาใช้ทำความสะอาดมือ
  4. ไม่ควรล้างมือบ่อยเกินไป โดยไม่ควรเกิน 2-3 ครั้งต่อวัน
  5. ไม่ล้างมือด้วยน้ำอุ่นมากๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้งมากขึ้น
  6. หลังล้างมือซับมือให้แห้ง และทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นทุกครั้ง
  7. ควรสวมถุงมือเมื่อต้องทำงานสัมผัสกับน้ำ หรือสารระคายเคืองโดยเลือกใช้ถุงมือที่เหมาะสม ซึ่งไม่ควรใส่ถุงมือนานกว่า 20 นาที เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นหรือระคายเคืองได้
  8. หากต้องใส่เป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนถุงมือเมื่อรู้สึกว่าด้านในถุงมือเปียกชื้น และอาจใส่ถุงมือผ้าขาวไว้ข้างในถุงมืออีก 1 ชั้น เพื่อดูดซับเหงื่อ
  9. ควรทายาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการ และรับการรักษาต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com/

สัญญาณอันตราย

สัญญาณอันตราย “ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน”แพทย์แนะประชาชนดูแลรักษาสุข

สัญญาณอันตราย ลดโอกาสเสี่ยงไซนัสอักเสบเฉียบพลัน เนื่องจากสาเหตุเกิดจากโรคหวัด

สัญญาณอันตราย ทำให้เยื่อบุจมูกบวม รูเปิดไซนัสอุดตัน เกิดการอักเสบของไซนัสเฉียบพลันได้

สัญญาณอันตราย

โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน เป็นโรคที่มีปัจจัยเสี่ยงจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน และโรคจมูกอักเสบที่เกิดจากภูมิแพ้ หรือปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก เช่น การสัมผัสความเย็นเป็นเวลานาน ระคายเคืองด้วยอากาศแห้งและเย็น รวมถึงการเปลี่ยนอุณหภูมิฉับพลัน

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเสริมว่า โรคไซนัสอักเสบเป็นโรคที่เกิดการอักเสบติดเชื้อของโพรงอากาศในจมูก ซึ่งปกติโพรงไซนัสจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ตำแหน่ง เป็นคู่ๆ ได้แก่ โพรงอากาศบริเวณหน้าผาก โพรงอากาศระหว่างหัวตา โพรงอากาศบริเวณแก้ม และโพรงอากาศบริเวณฐานกะโหลก โดยการอักเสบเกิดขึ้นได้กับไซนัสทุกตำแหน่ง แต่ตำแหน่งที่พบไซนัสอักเสบได้บ่อยที่สุดคือ บริเวณโหนกแก้ม

อาการโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

ผู้ป่วยมักมีอาการปวดที่บริเวณใบหน้าเมื่อเกิดการอักเสบ เช่น โหนกแก้ม ระหว่าง หัวตา หน้าผาก รอบกระบอกตา คัดจมูก มีน้ำมูกออกข้นเหลืองหรือเขียว หรือมีเสมหะไหลจากด้านหลังจมูกลงในคอ หายใจมีกลิ่นเหม็น อีกทั้งความรู้สึกในการรับรู้กลิ่น หรือรสชาติจะลดลงไปด้วย

การรักษาโรคไซนัสอักเสบ

ในส่วนของการรักษาโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ควรพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี เนื่องจากถ้ารักษาไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้เชื้อลุกลามจนกลายเป็นภาวะแทรกซ้อนต่อตาได้ สำหรับการรักษาไซนัสอักเสบมีหลายวิธี เช่น

  1. การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
  2. ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ ควรใช้ควบคู่ไปกับยาปฏิชีวนะ
  3. ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งควรได้รับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 10-14 วัน เป็นการรักษาอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายช่วยให้อาการทางไซนัสดีขึ้น

การป้องกันโรคไซนัสอักเสบ

เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดอาการไซนัสอักเสบ หรือลดอาการรุนแรงที่เกิดขึ้น ควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยออกกำลังกายเป็นประจำแบบไม่ต้องหักโหม เพื่อเป็นการเสริมสร้างให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหากร่างกายอ่อนแอจะมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

เคมีบำบัด

เคมีบำบัด ไม่จำเป็นต่อผู้ป่วย “มะเร็งเต้านม” ทุกคนเสมอไป

เคมีบำบัด ตั้งเเต่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว เอมี่ อดัม ยิ่งให้ความสำคัญต่อการใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้นกว่าเดิม

เคมีบำบัด คุณอดัมโชคดีที่การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเเมมโมแกรมช่วยพบก้อนมะเร็งในระยะเริ่มต้น โดยก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็กมากเพียง 3-4 มิลลิเมตรเท่านั้น เล็กกว่ายางลบบนแท่งดินสอ เธอเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกเท่านั้นตามด้วยการฉายรังสีและคุณอดัมบอกว่าเธอไม่ต้องเข้ารับเคมีบำบัด

มะเร็งเต้านม

ด็อกเตอร์ เอมมิลี่ อัลไบรท์ (Dr. Emily Albright) ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านมที่มหาวิทยาลัย Missouri Health Care กล่าวว่ามีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นหลายคนขึ้นกว่าเดิมที่ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine ชี้ว่า การทดสอบพันธุกรรมสามารถระบุได้ถึงความเป็นไปได้ที่มะเร็งจะหวนคืน

ผลการศึกษานี้พบว่าผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่อการหวนคืนของมะเร็งต่ำ ไม่จำเป็นต้องเข้ารับเคมีบำบัด ส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการหวนคืนของมะเร็งเต้านมควรเข้ารับเคมีบำบัดเพราะมีส่วนช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดี แต่ด็อกเตอร์อัลไบรท์ กล่าวว่า แพทย์ไม่แน่ใจว่าควรเเนะนำอย่างไรแก่ผู้ป่วยที่มีเสี่ยงในระดับปานกลางต่อการหวนคืนของมะเร็งเต้านม

แต่ด็อกเตอร์อัลไบรท์ กล่าวว่า ผลการศึกษาล่าสุดนี้สร้างความชัดเจนว่าสำหรับผู้ป่วยที่เสี่ยงน้อยต่อการหวนคืนของมะเร็งเต้านม เคมีบำบัดไม่มีประโยชน์เพราะไม่จำเป็นต่อผู้ป่วย

แพทย์สามารถระบุความเป็นไปได้ของการหวนคืนของมะเร็งด้วยการทดสอบทางพันธุกรรม เคมีบำบัดมีผลข้างเคียงให้ผู้ป่วยเกิดอาการคลื่นไส้ ผมร่วงเเละมีอาการเหนื่อยล้า นอกจากนี้ยังเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อหัวใจเเละเส้นประสาทอีกด้วย

ด็อกเตอร์อัลไบรท์กล่าวว่าผลการศึกษานี้มีผลดีกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจำนวนมากที่ตรวจพบก้อนมะเร็งตั้งเเต่ในระยะเริ่มต้น

แต่ด็อกเตอร์อัลไบรท์ กล่าวว่าเมื่อเราเรียนรู้มากขึ้นเกี่่ยวกับชีววิทยา เราสามารถปรับรูปแบบการรักษาให้เหมาะแก่ผู้ป่วยแต่ละคนเพราะมีก้อนเนื้อมะเร็งบางอย่างที่เเม้จะมีขนาดเล็ก แต่อาจมีความร้ายเเรงกว่า ขณะที่ก้อนมะเร็งบางก้อนอาจมีขนาดใหญ่ แต่กลับมีความร้ายแรงน้อยกว่า

การตรวจคัดกรองมะเร็งเป็นกุญเเจสำคัญที่ช่วยตรวจพบมะเร็งเต้านมของคุณอดัมได้เเต่เนิ่นๆ การตรวจทรวงอกด้วยเเมมโมแกรมสามารถตรวจหาก้อนเนื้อในทรวงอกได้สองปีก่อนหน้าที่ผู้หญิงจะสามารถคลำเจอก้อนเนื้อได้

คุณอดัมกล่าวว่าผู้ป่วยจะมีความโล่งใจอย่างมากหากไม่ต้องเข้ารับเคมีบำบัดและเนื่องจากการศึกษานี้ จะมีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นที่สามารถรับการบำบัดมะเร็งเต้านมโดยไม่ต้องประสบกับผลข้างเคียงทางลบต่อร่างกายจากเคมีบำบัด

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม “โปรตีน” ลงไปในอาหารเช้าให้มากขึ้น

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม “อาหารเช้าอุดมไปด้วยโปรตีนที่ดี ช่วยลดความอยากอาหารระหว่างวันได้”

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม นักวิจัยให้ผู้ใหญ่ร่างกายแข็งแรงปกติทานอาหารเช้า 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นซีเรียลที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง อีกส่วนเป็นนม 1 แก้วที่มีโปรตีน 12.4 กรัม หรือนมที่ผสมกับนมโปรตีนเข้ามข้น หรือผงเวย์โปรตีนที่เพิ่มโปรตีนมากขึ้นถึง 28 กรัม และตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเอาไว้

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม

หลังจากอาหารเช้า 2-3 ชั่วโมง ทุกคนได้ทานอาหารกลางวันที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอีกครั้ง หลังจากนั้นนักวิจัยจะเริ่มสอบถามถึงระดับความอยากอาหารโดยละเอียด นักวิจัยพบว่าคนที่ทานโปรตีนเพิ่มมากกว่าคนอื่นในอาหารเช้ามีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง และระดับความอยากอาหารลดลงด้วยในวันเดียวกัน

เหตุผลเพราะ โปรตีนใช้เวลาย่อยนานกว่าคาร์โบไฮเดรต จึงเป็นที่มาของความอยากอาหารที่น้อยลงไปด้วย แต่การศึกษานี้ยังนำว่า ยิ่งทานโปรตีนมากขึ้น เวลาในการย่อยอาหารก็ยิ่งนานขึ้นไปด้วย การทานโปรตีนให้มากขึ้นจึงส่งผลดีต่อคนที่ต้องทำกิจกรรม

หรือทำงานในช่วงตอนกลางวันอย่างยาวนานโดยมีเวลาทานอาหารน้อย หรือแค่ครั้งเดียว รวมไปถึงคนที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่อย่าทานโปรตีนมากเกินไปในช่วงเวลาก่อนเข้านอน เพราะอาจส่งผลให้ร่างกายทำงานหนักเพื่อย่อยอาหารในช่วงเวลาที่เราควรจะนอน จนทำให้เรานอนไม่หลับได้

แม้ว่าโปรตีนที่ใช้ในการศึกษานี้จะเป็นนมที่มีโปรตีนเข้มข้น และผงเวย์โปรตีน และนักวิจัยกล่าวว่า โปรตีนที่เราควรทานเพิ่มในตอนเช้า จะเป็นโปรตีนชนิดใดก็ได้ ขอให้เป็นโปรตีนที่ดี มีไขมันต่ำก็เพียงพอ อาจจะเป็นไก่ ปลา นมถั่วเหลือง หรือไข่ก็ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com