เคล็ดลับแต่งหน้า

เคล็ดลับแต่งหน้า สำหรับมือใหม่ ให้สวยใสไม่แพ้มืออาชีพ

เคล็ดลับแต่งหน้า เป็นมือใหม่ที่เพิ่งหัดแต่งหน้า ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถสร้างความเพอเฟ็คซ์ให้ตัวเองได้เสียเมื่อไหร่

เคล็ดลับแต่งหน้า หากสาวๆ รู้จักวิธีแต่งหน้าโดยลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง อะไรที่ควรลงก่อน และอะไรที่ควรลงหลัง ลองมาดูเคล็ดลับเหล่านี้ ที่จะเติมแต่งผิวหน้าให้สาวมือใหม่แต่งหน้าด้วยตัวเองได้แบบไม่ต้องกังวล รับรองว่าสวยได้อย่างมั่นใจ ไม่อยากอย่างที่คิดแน่นอนค่ะ

เคล็ดลับแต่งหน้า

1.เริ่มต้นบำรุงผิวกันก่อน

ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นหัวใจอันดับแรกก่อนแต่งหน้าเลยก็ว่าได้ เนื่องจากการบำรุงผิวหน้าก่อนการแต่งหน้าทุกครั้ง จะช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี มีความชุ่มชื่น และยังปกป้องผิวไม่ให้พังหลังจากการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารเคมีเป็นส่วนผสมอีกด้วย ดังนั้นก่อนที่จะแต่งเติมความสวยให้ตัวเอง ก็ควรทาครีมบำรุงผิวที่มีประสิทธิภาพ ทำทุกครั้งก่อนแต่งหน้า

ซึ่งวิธีนี้จะยิ่งเป็นผลดีมากๆ สำหรับสาวผิวแห้งง่ายอีกด้วย เพราะจะช่วยป้องกันผิวหน้าไม่ให้เกิดขุยและรอยแตก ที่สำคัญยังช่วยในการเกลี่ยรองพื้นให้ง่ายขึ้น เป็นการเตรียมผิวที่ห้ามมองข้ามสำหรับสาวๆ มือใหม่ ช่วยเพิ่มความง่ายในการทำให้ผิวเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติได้อย่างที่ต้องการ

2.ลงเครื่องสำอางตามลำดับขั้นตอนให้ถูก

เมื่อทาครีมบำรุงผิวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ตามด้วยการลงรองพื้นที่เหมาะสม เลือกเฉดสีที่เหมาะสมกับผิวของตัวเองมากที่สุด จากนั้นเกลี่ยให้ทั่วใบหน้า หากรู้สึกว่ารองพื้นยังไม่สามารถปกปิดริ้วรอย หรือรอยสิวได้ ก็สามารถใช้คอนซีลเลอร์ มาเกลี่ยยังจุดที่ต้องการปกปิดเป็นพิเศษเพิ่มเติมได้

แต่ก็ไม่ควรทาให้หนาจนเกินไป เท่านี้ก็จะช่วยให้ใบหน้าดูเรียบเนียนและกระจ่างใสขึ้น อย่าลืมที่จะลำดับขั้นตอนให้เหมาะสมตามคำแนะนำของเราด้วย หลังจากขั้นตอนเหล่านี้เสร็จแล้ว ให้เขียนคิ้วด้วยการวาดโครงก่อนลงสีด้านใน เลือกใช้สีเขียนคิ้วที่อ่อนหรือเข้มให้ดูสีของเส้นผมเป็นหลัก อย่าลืมเติมริมฝีปากด้วยลิปสติกเพื่อเพิ่มความสดใส เลือกโทนสีที่เข้ากับสีผิว ไม่ต้องสีจัดจ้านจนเกินไป เพราะสาวๆ ยังเป็นมือใหม่ที่ควรแต่งหน้าให้พอดีไม่มากจนเกินงาม

3.ตบด้วยแป้งเพื่อลดความมัน และเพิ่มความมั่นใจ

ขั้นตอนสุดท้ายของการแต่งหน้าที่สำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่นเลยก็คือ การลงแป้งพัฟ หรืออาจเลือกใช้แป้งฝุ่นได้ตามเหมาะสม การทาแป้งเป็นขั้นตอนสุดท้ายจะช่วยให้เครื่องสำอางดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ

อีกทั้งยังช่วยลดความมันที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างวันได้ แต่อย่าลืมหลีกเลี่ยงการใช้แป้งพัฟหรือแปรงถูลงไปที่ใบหน้าโดยตรง แต่ให้ใช้วิธีตบ! เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อรองพื้นและครีมที่ลงไว้หลุดออกไปจนกลายเป็นคราบตามมาได้นั่นเอง

เพียงขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้ก็เติมเสน่ห์ความสวยแบบธรรมชาติ ที่มือใหม่ก็สามารถทำได้แบบไม่ยากอย่างที่คิด ไม่ว่าจะต้องพบเจอผู้คนบ่อยแค่ไหน ก็ไม่ต้องกังวลกับใบหน้าที่ดูจืดชืดอีกต่อไป เพราะพื้นฐานเหล่านี้จะเติมความสดใสให้สาวๆ ดูสวยมากขึ้นได้อย่างไร้ที่ติราวกับมืออาชีพเลยทีเดียวค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

กรดอะมิโนจำเป็น

กรดอะมิโนจำเป็น จำเป็นอย่างไร? หาได้จากที่ไหนบ้าง?

กรดอะมิโนจำเป็น สารประกอบอินทรีย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโปรตีน เป็นหนึ่งในหน่วยโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายมนุษย์

กรดอะมิโนจำเป็น ร่างกายเราต้องการกรดอะมิโน 20 ชนิด เพื่อให้ร่างกายเติบโตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรดอะมิโนชนิดที่เราได้ยินบ่อยสุดคงเป็น กรดอะมิโนจำเป็น อย่างนั้นเรามาดูกันว่า กรดอะมิโนจำเป็น…จำเป็นอย่างไรต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

กรดอะมิโนจำเป็น

รู้จักกับ… กรดอะมิโนจำเป็น

กรดอะมิโนจำเป็น คือกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น กรดอะมิโนจำเป็นมีอยู่ด้วยกัน 9 ชนิด ได้แก่

ฮีสทิดีน (Histidine)

ไอโซลิวซีน (Isoleucine)

ลิวซีน (Leucine)

วาลีน (Valine)

ไลซีน (Lysine)

เมไธโอนีน (Methionine)

ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine)

ทรีโอนีน (Threonine)

ทริปโตแฟน (Tryptophan)

กรดอะมิโนจำเป็น… จำเป็นอย่างไร

กรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 9 ชนิด ล้วนแต่ทำหน้าที่สำคัญต่อร่างกาย ดังนี้

ฮีสทิดีน (Histidine) ใช้ในการผลิตฮีสตามีน (histamine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่สำคัญมากในการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน การย่อยอาหาร การทำหน้าที่ทางเพศ รวมถึงวงจรการนอนหลับและตื่นนอน ฮีสทีดีนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ปลอกไมอีลิน (Myelin sheath) ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มที่คอยป้องกันเซลล์ประสาททำงานได้เป็นปกติ

ไอโซลิวซีน (Isoleucine) หนึ่งในกรดอะมิโนจำเป็นในกลุ่ม Branched Chain Amino Acids (BCAAs) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลังงานในกล้ามเนื้อ (muscle metabolism) ช่วยในการรักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การผลิตฮีโมโกลบิน (hemoglobin) และการควบคุมพลังงาน

ลิวซีน (Leucine) หนึ่งในกรดอะมิโนจำเป็นในกลุ่ม Branched Chain Amino Acids (BCAAs) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการรักษาบาดแผล และการผลิตโกรทฮอร์โมน

วาลีน (Valine) กรดอะมิโนจำเป็นในกลุ่ม Branched Chain Amino Acids (BCAAs) ช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโตและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการผลิตพลังงาน

ไลซีน (Lysine) มีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์โปรตีน การดูดซึมแคลเซียม การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การผลิตฮอร์โมน เอนไซม์ พลังงาน คอลลาเจน และอีลาสตีน

เมไธโอนีน (Methionine) ทำหน้าที่สำคัญในกระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) และการขจัดพิษ ทั้งยังจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ การดูดซึมสังกะสี ซีลีเนียม และแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย

ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) สารตั้งต้นของสารสื่อประสาทอย่าง ไทโรซีน (Tyrosine), โดพามีน (Dopamine), เอพิเนฟรีน (Epinephrine) และนอร์อิปิเนฟริน (norepinephrine) เป็นส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้างและการทำงานของโปรตีนและเอนไซม์ รวมไปถึงการผลิตกรดอะมิโนชนิดอื่นด้วย

ทรีโอนีน (Threonine) ส่วนประกอบสำคัญของโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง เช่น คอลลาเจน และอีลาสติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ทั้งยังช่วยในการเผาผลาญไขมันและระบบภูมิคุ้มกันด้วย

ทริปโตแฟน (Tryptophan) เกี่ยวข้องกับความรู้สึกง่วงซึม (drowsiness) และการทำงานของส่วนต่างๆ ในร่างกาย ช่วยรักษาภาวะสมดุลของไนโตรเจน ทั้งยังเป็นสารตั้งต้นของ เซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยควบคุมการย่อยอาหาร การนอนหลับ และอารมณ์

อาหารเหล่านี้… แหล่งกรดอะมิโนจำเป็น

กรดอะมิโนจำเป็นเป็นสิ่งที่ร่างกายสังเคราะห์เองไม่ได้ ต้องรับจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น แต่เราไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็นทุกมื้อ โดยอาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบทุกชนิดในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย เรียกว่า โปรตีนสมบูรณ์ (Complete protein) ได้แก่

เนื้อสัตว์

อาหารทะเล

เนื้อสัตว์ปีก

ไข่

ผลิตภัณฑ์จากนม

ถั่วเหลือง

คีนัว (Quinoa)

บักวีต (Buckwheat)

นอกจากอาหารซึ่งเป็นโปรตีนสมบูรณ์ข้างต้นแล้ว อาหารพืช (Plant-based food) อื่นๆ ที่เป็นแหล่งโปรตีน เช่น ถั่วที่โตบนดิน หรือถั่วเปลือกแข็ง (อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น) ถั่วฝัก (ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา เป็นต้น)

ประโยชน์เพิ่มเติม ที่ได้จากกรดอะมิโนจำเป็น
อาจช่วยพัฒนาอารมณ์และการนอนหลับ
ทริปโตแฟน (Tryptophan) จำเป็นในการผลิตเซราโทนิน สารเคมีซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ การนอนหลับ และพฤติกรรม หากระดับเซราโทนินต่ำจะส่งผลให้ซึมเศร้าและรบกวนการนอน มีผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า อาหารเสริมที่มีทริปโตแฟนเป็นส่วนประกอบสามารถช่วยลดอาการของโรคซึมเศร้า ช่วยให้อารมณ์ดี และพัฒนาคุณภาพการนอน

ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกาย
กรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs ทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ไอโซลิวซีน (Isoleucine), ลิวซีน (Leucine) และวาลีน (Valine) ถูกใช้เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้า

ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกายและเล่นกีฬา และใช้ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายอย่างแพร่หลาย มีการวิจัย 8 ชิ้นที่ชี้ว่า อาหารเสริมที่มีกรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs เป็นส่วนประกอบ สามารถช่วยในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อและลดความเหนื่อยล้าหลังจากเล่นกีฬาได้อย่างดีมาก

ช่วยป้องกันกล้ามเนื้อลีบ
อาการกล้ามเนื้อลีบเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดได้บ่อยกับผู้ป่วยติดเตียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ จากการศึกษาวิจัยพบว่า กรดอะมิโนจำเป็นช่วยป้องกันกล้ามเนื้อเสียหาย และช่วยรักษาน้ำหนักตัวที่ปราศจากไขมัน (Lean Body Mass) ในผู้สูงอายุและนักกีฬาได้

ทั้งยังมีการศึกษาวิจัยในกลุ่มอาสาสมัครอายุ 22 ปีเป็นระยะเวลา 10 วันที่แสดงให้เห็นว่า อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับกรดอะมิโนจำเป็นรวมปริมาณ 15 กรัมต่อวันนั้น การสังเคราะห์โปรตีนกล้ามเนื้อ (Muscle Protein Synthesis / MPS) ซึ่งเป็นกระบวนการกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ ในขณะที่อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับยาหลอกมีการสังเคราะห์โปรตีนกล้ามเนื้อลดลงถึง 30%

อาจช่วยในการลดน้ำหนัก
ผลการศึกษาวิจัยในมนุษย์และสัตว์พิสูจน์ให้เห็นว่า กรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดไขมันได้ ยกตัวอย่าง งานศึกษาวิจัยระยะเวลา 8 สัปดาห์ในกลุ่มอาสาสมัครชายอายุ 36 ปีที่ออกกำลังกายเน้นในส่วนของกล้ามเนื้อพบว่า

เมื่ออาสาสมัครกินอาหารเสริมที่มีกรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs ปริมาณ 14 กรัมเป็นประจำทุกวัน สามารถลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายได้อย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับการกินเวย์โปรตีน หรือดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่

ผลเสียก็มี… หากบริโภคมากเกินไป
หากร่างกายได้รับกรดอะมิโนจำเป็นมากเกินไป อาจเกิดผลกระทบดังนี้

ระบบทางเดินอาหารทำงานน้อยลง เช่น ท้องอืด

ปวดท้อง

ท้องเสีย

เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ (เนื่องจากไปเพิ่มกรดยูริกในร่างกาย ซึ่งนำไปสู่อาการข้อต่ออักเสบ)

ความดันโลหิตลดลงแบบเสียสุขภาพ

ทำให้รูปแบบการกินเปลี่ยนแปลง

ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อคงความสมดุลของร่างกาย
อาหารส่วนใหญ่มีกรดอะมิโนในปริมาณที่ปลอดภัย แต่หากคุณวางแผนที่ควบคุมน้ำหนักด้วยการกินอาหารที่มีโปรตีนสูง ต้องการกินอาหารเสริมที่มีกรดอะมิโน หรือกินอาหารเสริมเพื่อการออกกำลังกายแบบเข้มข้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

5 พฤติกรรมเสี่ยง

5 พฤติกรรมเสี่ยง “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”วัยรุ่นไม่ค่อยให้ความสนใจ

5 พฤติกรรมเสี่ยง หากพูดถึง “หมอนรองกระดูก” แล้ว วัยรุ่นส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยให้ความสนใจสักเท่าไร แต่ถ้าเริ่มทำงานไปได้สักพัก

5 พฤติกรรมเสี่ยง หรือบางทีอาจได้ยินเองจากปากของหมอ เมื่อคุณไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก็เป็นได้

หมอนรองกระดูก คืออะไร?
หมอนรองกระดูก คือเนื้อเยื่อที่ลักษณะด้านนอกเป็นเหมือนพังผืดเหนียวๆ ซ้อนกันเป็นวงรอบหลายๆ ชั้น และด้านในนุ่มๆ หยุ่นๆ คล้ายวุ้น พบในบริเวณส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ที่วางพาดยาวไปตั้งแต่คอ อก จนถึงเอว

5 พฤติกรรมเสี่ยง

หมอนรองกระดูก มีหน้าที่ และความสำคัญอย่างไร?
หมอนรองกระดูกทำหน้าที่เป็นข้อต่อในการขยับของกระดูกสันหลัง และรับแรงกระแทกเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น นั่ง ยืน กระโดด เอนหลัง บิดตัว และอื่นๆ เหมือนกับเป็น “โช้คอัพ” ให้กับกระดูกสันหลังของเรา ของนอกจากนี้หมอนรองกระดูกยังคอยปกป้องไม่ให้กระดูกสันหลังเคลื่อนที่อีกด้วย

ทำไมวัยทำงานถึงเสี่ยงหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท?
ที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ ในหมู่วัยทำงาน อายุระหว่าง 20-50 ปีนั้น เพราะเป็นวัยที่ใช้ร่างหนัก พักผ่อนน้อย และอาจจำเป็นต้องทำงานในสถานที่ และเวลาที่จำกัดอยู่เสมอๆ รวมถึงพฤติกรรมเหล่านี้ที่เสี่ยงต่ออาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

 

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท มีอาการอย่างไร?
เมื่อกระดูกสันหลังได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง หรือหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมสภาพ ของเหลวภายในหมอนรองกระดูกอาจไหลทะลักออกมา แล้วไปกดทับเส้นประสาทรอบๆ จนทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นได้ สัญญาณของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือ

– ปวดบริเวณเอว คอ อก หรือหลังช่วงล่าง ปวดจิ๊ดๆ เหมือนไฟฟ้าช็อต ปวดๆ หายๆ มากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป

– บางครั้งอาการปวดอาจร้าว หรือเจ็บแปลบไปถึงต้นขา น่อง หรือเท้าได้

– อาจมีอาการชาในบริเวณที่ปวด

– บริเวณเอว หลังช่วงหลัง หรือคอรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ขยับลำบาก

– กล้ามเนื้อบริเวณคอ หลัง เอว อก ต้นขา น่องขา หรือหลังเท้าอ่อนแรง

– หากอาการรุนแรง อาจรู้สึกชาไปถึงรอบอวัยวะเพศ รอบก้น และการขับถ่าย หรือปัสสาวะลำบาก

พฤติกรรมเสี่ยง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
1. ก้มๆ เงยๆ บ่อยๆ หรือมากเกินไป

2. ยกของหนักซ้ำๆ ท่าเดิมๆ

3. ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องทำงานอยู่ในบริเวณที่มีการสั่นสะเทือนบ่อยๆ เช่น เขตก่อสร้าง

4. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก

5. อยู่ท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป

วิธีรักษา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
วิธีรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เป็นอยู่ โดยอาจเริ่มจากการทานยาเพื่อลดความปวด และการอักเสบ จากนั้นจึงทำกายภาพบำบัด และอาจฉีดยาลดการอักเสบที่เส้นประสาท ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจต้องเข้ารับการผ่าตัด

ป้องกันหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้อย่างไร?
1. ไม่ยกของหนัก หรือยกของท่าเดิมๆ มากเกินไป

2. ควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานทุกๆ 2-3 ชั่วโมง

3. หมั่นออกกำลังกาย ทำการบริหารเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหลัง และหน้าท้องให้แข็งแรง

ท่ากายบริหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลัง และหน้าท้อง ป้องกันอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
1) นอนหงาย ยกขาขึ้นข้างหนึ่งให้สูงจากพื้นประมาณ 1คืบ เข่าเหยียดตรง กระดกปลายเท้าเข้าหาตัว ค้างไว้ 5 วินาที แล้วทำสลับกับขาอีกข้าง

2) นอนหงาย ใช้มือทั้งสองกอดเข่าข้างหนึ่ง โน้มเข่าลงมาให้ชิดลำตัว ค้างไว้ 5 วินาที แล้วทำสลับกับเข่าอีกข้าง

3) นอนหงาย ชันเข่าขึ้น ประสานมือสองข้างไว้ด้านหลังบริเวณเอว จากนั้นแขม่วท้อง กดหลังลงค้างไว้ 5 วินาที

ในแต่ละท่า ควรทำซ้ำ 3-5 ครั้ง ทุกวัน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

5 เทคนิค

5 เทคนิค สำหรับคนอยากผอม แค่กินถูกวิธีก็ผอมได้เสริมเพื่อกระชับสัดส่วน

5 เทคนิค ต้องควบคุมการกินเป็นสำคัญแล้วออกกำลังกายเสริมเพื่อกระชับสัดส่วน วิธีการกินอาหารเพื่อการลดน้ำหนักนั้นมีหลากหลายวิธีและไม่ได้ยาก

5 เทคนิค เพียงแค่เรารู้วิธีที่ถูกต้องเท่านั้น และในบทความนี้จะมาเผยเทคนิคกินอาหารยังไงให้ผอม

5 เทคนิค

1.อย่าลืมทานอาหารเช้าเด็ดขาด

อาหารเช้าเป็นอาหารที่สำคัญที่สุดการรับประทานอาหารเช้าที่เหมาะสม จะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างเป็นปกติ สาวๆหลายคน งดอาหารเช้า นอกจากจะเพิ่มการกินที่ไม่จำเป็นในมื้อกลางวันและมื้อเย็นแล้วยังทำให้ระบบย่อยและระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่ดี ส่งผลให้อ้วนง่ายกว่าเดิม

2.กินอาหารน้อยๆแต่เน้นกินบ่อยๆ

การกินอาหารทีละน้อยๆจะช่วยให้กระเพาะไม่ขยายใหญ่มากจนเกินไป และหากคุณหิว ให้รับประทานอาหารเพิ่ม แต่ให้กินทีละน้อยๆและเคี้ยวอาหารอย่างช้าๆ หลีกเลี่ยงการกินมื้อหนักๆเพียงมื้อเดียว เพราะนอกจากระบบเผาผลาญจะเสียแล้วยังอาจทำให้กระเพาะขยายใหญ่ขึ้นได้

3.ควบคุมปริมาณ ใช้จานใบเล็ก

เป็นการหนุนหัวข้อก่อนหน้า เพราะต้องควบคุมการรับประทานอาหารน้อยๆ แต่ให้รับประทานบ่อยๆ เลือกจานใบเล็กๆพอเหมาะจะช่วยให้เรารับประทานอาหารที่ไม่มากเกินไป อย่ามัวติดกับดักของความเสียดาย เพราะกับดักนี้มันจะให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล

4.ลดคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล เพิ่มโปรตีน ผักและผลไม้

หากเราไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายมาก วิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือการลดคาร์โบไฮเดรต ลดน้ำตาล และเพิ่มโปรตีน ผัก และผลไม้ในการกินอาหารแต่ละมื้อ เช่น จากการกินข้าวขาวเปลี่ยนมาเป็นข้าวกล้องหรือข้าวไม่ขัดสี กินอาหารที่ไม่ต้องปรุงเพิ่มเยอะ ลดเกลือและน้ำตาล เพิ่มการกินโปรตีนเช่น อกไก่ ปลา หรือเนื้อไม่ตอดมัน เสริมด้วยผักและผลไม้ และทานอาหารให้ครบทุกมื้อ เน้นมื้อเช้า เพียงแค่นี้รับรองว่า 1เดือนคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างแน่นอน วิธีนี้จะได้ผลดีที่สุดหากคุณบวกการออกกำลังกายอีกอย่างน้อยวันละ 5- 10 นาที

5.ค่อยๆเคี้ยวให้ละเอียดอย่ากินเร็ว

การเคี้ยวอาหารมีผลต่อปริมาณการกินอาหาร การกินอาหารช้าๆและเคี้ยวให้ละเอียดจะช่วยให้กระเพาะทำงานสบายๆและช่วยให้เราอิ่มเร็วขึ้นด้วย การกินอาหารเร็วเกินไปพอรู้สึกอิ่ม สักพักเราจะเริ่มจุกเพราะอาหารที่กินยังไปไม่ถึงกระเพาะส่งผลให้เรากินอาหารมากเกินไปและอ้วนเร็วขึ้น

การกินอาหารเพื่อลดน้ำหนัก วิธีที่ดีที่สุดคือการควบคุมปริมาณการกินอาหารคุมแป้ง น้ำตาลและเกลือ การลดน้ำหนักที่ได้ผลดีและยืนยาวต้องเพิ่มการออกกำลังกาย และอย่าลืมห้ามอดอาหาร เพราะจะทำให้เราหิวมากเกินไปและอาจกินมากกว่าเดิมได้

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com  

5 วิธีป้องกันแดด เผยผิวสวย โดยไม่ต้องง้อครีมแสงแดดกับผิว

5 วิธีป้องกันแดด โดยเฉพาะแสงแดดในประเทศไทย ที่มีความร้อนระอุก พร้อมที่จะแผดเผาผิวได้ตลอดเวลา การทาครีมกันแดด

5 วิธีป้องกันแดด จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีที่สุดก็ว่าได้ที่จะช่วยปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบความเหนอะหนะของครีม หรือมักลืมทาครีมอยู่บ่อยๆ วันนี้จึงมีวิธีการปกป้องผิวคุณจากแสงแดดมาบอกให้ได้รู้กัน ซึ่งจะมีวิธีใดบ้างนั่นลองมาติดตามกันดู

5 วิธีป้องกันแดด

1.กลางร่มเวลาอยู่กลางแจ้ง

ถือว่าเป็นไอเท็มที่มีกันทุกบ้านก็ว่าได้ นอกจากจะใช้กันฝนได้แล้ว ร่มทั่วไปที่ใช้งานกันอยู่ยังสามารถกันแสงแดดได้ถึง 77% และยิ่งหากร่มดังกล่าวที่แบบที่ออกแบบมาให้กัน UV ด้วยแล้ว จะทำให้สามารถปกป้องผิวของคุณจากแสงแดดได้ถึง 99% เลยทีเดียว

2.สวมเสื้อผ้าที่ป้องกันแสง UV

สวมเสื้อผ้าที่ป้องกันแสง UV ปัจจุบันมีเสื้อผ้าที่มีคุณสมบัติคือช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ออกมาวางจำหน่ายให้ได้เลือกใช้อยู่ ซึ่งการสวมใส่เสื้อผ้าประเภทนี้กก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยปกป้องผิวคุณจากแสงแดดได้ แต่สำหรับใครที่ไม่มีเสื้อผ้าที่มีคุณสมบัตินี้ ก็ให้เลือกใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดผิวนิดหนึ่ง หลีกเลี่ยงการใส่สายเดี่ยวหรือเสื้อชีฟอง ที่อาจจะทำให้แสงแดดทะลุเข้ามายังผิวด้วย

3.ใส่ถุงแขน

แขนเป็นบริเวณที่ต้องสัมผัสกับแสงแดดแบบจังๆ อยู่บ่อยครั้ง และยิ่งใครที่ไม่ชอบครีมกันแดดหรือใครที่ชอบใส่เสื้อแขนสั้น ถุงแขนเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะปกป้องแขนของคุณจากแสงแดดได้ เมื่อรู้ว่าต้องออกไปเผชิญกับแสงแดด ควรหาถุงแขนมาสวมใส่เพื่อป้องกันแดดกันด้วย

4.หลบอยู่แต่ในที่ร่ม

หากวันใดที่ลืมทาครีมกันแดด แล้วกลัวผิวจะเสีย ก็ควรจะอยู่แต่ในที่ร่ม หลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดด ซึ่งวิธีนี่อาจจะทำได้ยากพอสมควรสำหรับคนที่ต้องทำงานกลางแจ้งก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง

5.เลือกกินสู้แดด

ในอาหารบางประเภทจะมีส่วนช่วยฟื้นฟูการถูกทำลายของผิวจากแสงแดด และยังช่วยปกป้องผิวจากแดดได้อีกด้วย ซึ่งก็ได้แก่ มะเขือเทศ บร็อคโคลี่ ปลา อัลมอนด์ ชาเขียว ผักผลไม้ที่มีสีเขียวและสีส้ม เป็นต้น

จากวิธีการทั้งหมดที่ได้กล่าวไปในข้างต้น เป็นวิธีช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำลายจากแดดได้มากเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละวิธีก็ล้วนแล้วแต่ง่าย อยากให้ทุกท่านได้ลองนำไปใช้กันดู รับรองได้ว่าได้ผลอย่างแน่นอน หมดกังวลปัญหาผิวไหม้จากแดดได้เลย

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

6 วิธีกำจัดขนใต้วงแขน

6 วิธีกำจัดขนใต้วงแขน การกำจัดขนใต้วงแขน ส่วนใหญ่จะทำเพื่อความสวยงาม

6 วิธีกำจัดขนใต้วงแขน การกำจัดขนใต้วงแขน ส่วนใหญ่จะทำเพื่อความสวยงามและรักษาความสะอาด

6 วิธีกำจัดขนใต้วงแขน การกำจัดขนแต่ละวิธีล้วนมีข้อดี ข้อจำกัด และผลลัพธ์หลังการทำแตกต่างกันไป โดยวิธีที่นิยมใช้กันในปัจจุบันนั้น มีดังต่อไปนี้

6 วิธีกำจัดขนใต้วงแขน
1. ถอน
การถอนเป็นวิธีที่ค่อนข้างสะดวกไม่ยุ่งยาก และสามารถทำเองได้ที่บ้าน แต่มักจะใช้เวลานานในแต่ละครั้ง เพราะใช้การกำจัดขนด้วยแหนบ โดยจะรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยหรือบวมแดงบริเวณที่ถอนชั่วคราว รวมทั้งเสี่ยงเกิดขนคุดได้ หากดึงเส้นขนขาดจากกัน ซึ่งการถอนควรดึงเส้นขนบริเวณโคน เพื่อไม่ให้ขาดออกจากกัน ผลลัพธ์หลังการทำจะคงอยู่ประมาณ 2-3 สัปดาห์เท่านั้น เส้นขนก็จะงอกขึ้นมาใหม่แล้ว

2. โกน
การโกนเป็นการกำจัดขนแบบชั่วคราว โดยใช้มีดโกนหรือเครื่องโกนขนไฟฟ้า ซึ่งในผู้ชายจะนิยมใช้วิธีนี้กำจัดขนบริเวณใบหน้า (โกนหนวด) ส่วนผู้หญิงมักจะใช้กับการโกนขนบริเวณใต้วงแขน ขา หรือบริเวณจุดซ่อนเร้น ซึ่งการโกนนั้นควรโกนตามแนวขน และให้ผิวบริเวณนั้นเปียกเล็กน้อย เพื่อช่วยให้ขนไม่แข็งจนเกินไปและโกนได้ง่ายขึ้น สำหรับการโกนขนบริเวณที่ผิวบอบบาง ควรใช้ครีมโกนขนร่วมด้วยเพื่อป้องกันการระคายเคือง ทั้งนี้หลังการโกนอาจทำให้เกิดผื่นแดง ตุ่มนูน มีขนคุด เกิดรอยบาด หรือติดเชื้อจากใบมีดโกนได้

3. ใช้ครีมกำจัดขน
การใช้ครีมกำจัดขนนั้น เป็นวิธีทีค่อนข้างสะดวกและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด โดยสารเคมีในครีมกำจัดขนนั้น จะไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างโปรตีนของเส้นขน ที่อยู่เหนือผิวหนังให้อ่อนยุ่ยและเช็ดออกได้ง่าย ซึ่งส่วนผสมของครีมแต่ละยี่ห้อจะแตกต่างกันออกไป ก่อนใช้จึงควรอ่านฉลากบนผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดทุกครั้ง สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือเคยมีอาการแพ้ ควรลองทดสอบก่อนใช้โดยป้ายครีมปริมาณเล็กน้อยลงบนผิวหนัง ข้อเสียหรือผลข้างเคียงสำหรับการใช้ครีมกำจัดขนก็คือ ในบางรายอาจมีอาการแพ้ระคายเคือง หรือแสบร้อนที่ผิวหนัง รวมทั้งอาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่มีขนหยาบ

4. แวกซ์
การแวกซ์เป็นการกำจัดขนอีกวิธีที่ช่วยถอนขนออกมาทั้งเส้น ส่วนใหญ่เป็นการแวกซ์ร้อน ซึ่งจะใช้ขี้ผึ้งอุ่นๆ ป้ายผิวบริเวณที่ต้องการกำจัดขน และวางทับด้วยแถบผ้าขนาดเล็กด้านบน เมื่อขี้ผึ้งแห้งจึงดึงแถบผ้าออกอย่างรวดเร็ว ทำให้เส้นขนหลุดติดมากับผ้า นอกจากนี้ยังมีการแวกซ์อีกประเภทที่เรียกว่าแวกซ์เย็น เป็นรูปแบบแผ่นแปะสำเร็จรูปพร้อมใช้งานได้ทันที โดยจะทำเองที่บ้านหรือใช้บริการตามสถานเสริมความงามก็ได้ การแวกซ์จะช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น แต่ทั้งนี้อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อย และมักเกิดรอยแดงหรือตุ่มนูนหลังทำ

5. เลเซอร์
การเลเซอร์ขนเป็นวิธีที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ และให้ผลระยะยาวแต่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง การกำจัดขนด้วยเลเซอร์นั้นจะยิงแสงเลเซอร์ไปที่รูขุมขน เพื่อให้ความร้อนช่วยทำลายและยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นขน ซึ่งมักได้ผลดีกับคนที่มีผิวขาวและมีเส้นขนสีดำ เนื่องจากแสงเลเซอร์จะจับเม็ดสีเมลานินในเส้นขนสีดำได้มากกว่า ทั้งนี้หลังเลเซอร์อาจมีรอยแดงและเกิดการอักเสบของผิวหนังได้ ซึ่งควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดในช่วงแรก

6. ใช้กระแสไฟฟ้า
การกำจัดขนด้วยกระแสไฟฟ้า เป็นวิธีการกำจัดขนระยะยาวเช่นเดียวกับการเลเซอร์ และมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน โดยการกำจัดขนด้วยกระแสไฟฟ้านั้นจะใช้อุปกรณ์คล้ายเข็มขนาดเล็ก สอดลงไปในรูขุมขนแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าทำลายรากขน ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนานและทำให้รู้สึกเจ็บปวดมาก ผลข้างเคียงสำหรับบางรายอาจมีขนขึ้นใหม่ ผิวแห้ง ผิวตกสะเก็ด และเกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ถูกสุขลักษณะได้ ฉะนั้นจึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนทำ และทำกับผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

รวม 10 มาสก์มือคุณภาพ

รวม 10 มาสก์มือคุณภาพ ไอเทมใหม่มาแรงบำรุงผิวได้ใช่กัน

รวม 10 มาสก์มือคุณภาพ ใครจะไปคิดไปฝันว่าเดี่ยวนี้เราจะมีมาสก์มือ หรือ Hand Mask ออกมาวางขายให้สาวๆ ที่รักการบำรุงผิวได้ใช่กัน ปัจจุบันมีหลากหลายยี่ห้อมาทั้งฝั่งตะวันตก และตะวันออก มาสก์มือนี้จะช่วยให้มือของสาวๆ นุ่มชุ่มชื่น

รวม 10 มาสก์มือคุณภาพ และยังทำให้มือของคุณไม่เหี่ยวอีกด้วย ใครที่ไม่เคยบำรุงมือเลยลองเอามาเทียบกับหน้าคุณดูสิค่ะ จะเห็นว่ามันไม่มีชีวิตชีวาแค่ไหน ขอแนะนำให้มาสก์มือของคุณด่วนๆ ก่อนที่มือจะเหี่ยวไปมากว่านี้

รวม 10 มาสก์มือคุณภาพ

1 BeautyBio Upper Hand Brightening Hand Crepe Corrector Patches

สารสกัดจากรูปดอกไม้ และมาสก์นุ่มเหมือนวุ้น สร้างสภาพแวดผิวมือให้กลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง ซึ่งผนึกไปด้วยสารอาหารที่ผิวมือต้องการยังเต็มไปด้วยคอลลาเจน และกรดอะมิโน กรด hyaluronic เพื่อให้ความชุ่มชื้นและการผลัดสีผิวเพื่อกลับเป็นเม็ดสีเดิม

2 Starskin Hollywood Hand Model Nourishing Double-Layer Hand Mask Gloves

มาสก์มือนี้เต็มไปด้วยเซรั่ม และมือคุณยังเพลิดเพลินไปกับคุณค่าทางโภชนาการที่ผิวจะได้รับอย่างเต็มที่ เช่น น้ำมันพฤกษศาสตร์ และ เนยเชียบัตเตอร์ และน้ำผลไม้ ที่ช่วยให้มือคุณกลับมาสวยงามอีกครั้งและหอมสดชื่นอีกด้วย

3 Dermovia Dry Mask Agefix Waterless Hand Mask

เป็นเทคโนโลยีก้าวล้ำที่จะทำให้มือของคุณชุ่มชื่นยาวนาน 70 % – 80 % ของมือคนปกติยิ่งใครที่ทำงานในห้องแอร์หรือที่มีอากาศเย็นรับรองมือคุณยังจะนุ่ม และชุ่มชื่นอยู่ตลาดเวลา

4 Sephora Collection Hand Mask in Avocado

ผสมด้วยสารสกัดจากอะโวคาโดเพื่อให้ความนุ่มนวลและความชุ่มชื่นอย่างเข้มข้นเพื่อให้คุณสามารถพกติดตัวไปกับชีวิตของคุณขณะที่พวกเขากำลังเดินทาง เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ และราคายังไม่แพงอีกด้วย

5 Karuna Age-Defying+ Hand Mask

เพลิดเพลินไปกับเซรั่มในมาสก์ที่เต็มไปด้วยกรดไกลโคลิกและแลคติคเพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวขณะที่สารบำรุงผิวเช่นกรดไฮยาลูโรนิลและเชียบัตเตอร์ช่วยคืนความชุ่มชื่น นอกจากนี้ยังมี arbutin ซึ่งเป็นสารเพิ่มการป้องกันในการลดความเสียหายของดวงอาทิตย์

Advertisement
6 Dr. Jart+ Dermask Hand Hydrating Mask

เทคโนโลยีเทอร์โมเทอร์เทอร์ ช่วยในการเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้กับผิว คุณจะรู้สึกถึงความนุ่มนวล เหมาะสำหรับฤดูหนาวที่หนาว

7 Nanette de Gaspé Youth Revealed Hand Mask

มาในรูปแบบของมือเพื่อให้สารกระตุ้นและ emollients เข้าสู่ผิวด้วยการนวดพื้นผิวของผลิตภัณฑ์อย่างอ่อนโยน หลังจากใช้ครั้งเดียวผู้ใช้เห็นรอยยับลดลง 20%

8 Oh K! Violet Flower Intense Moisture Hand Mask

มาในรูปแบบของมือเพื่อให้สารกระตุ้นและ emollients เข้าสู่ผิวด้วยการนวดพื้นผิวของผลิตภัณฑ์อย่างอ่อนโยน หลังจากใช้ครั้งเดียวผู้ใช้เห็นรอยยับลดลง 20%

9 Aveeno Repairing CICA Hand Mask With Prebiotic Oat and Shea Butter

มาสก์มือแบบเกาหลีเหล่านี้ใช้พลังของสารสกัดจากดอกสีม่วงเพื่อให้ความชุ่มชื่นแก่มือ ไม่ว่าอากาศจะแห้ง ความชื่นต่ำแค่ไหนมือคุณก็ยังจะนุ่มอยู่ตลอดเวลา

10 Nails Inc Thirsty Hands Super Hydrating Hand Mask

ให้ความรู้สึกน่าหลงใหลเช่นเดียวกับใบม็อบเทอร์ร่าที่พิมพ์ลงบนถุงมือเหล่านี้คือสารสกัดจากพืชเชียบัทเทอร์และวิตามินอีที่ใช้ในการบำรุงผิวที่บอบบางอย่างอ่อนโยน

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

อาหารเป็นพิษ ในคุณแม่ตั้งครรภ์ อันตรายต่อลูกน้อยหรือไม่

อาหารเป็นพิษ พบได้ทั่วไปในทุกเพศทุกวัย รวมถึงในหญิงตั้งครรภ์ด้วย หากไม่รู้จักระมัดระวังสุขลักษณะอนามัยในการเลือกกินอาหาร

อาหารเป็นพิษ พบได้ทั่วไปในทุกเพศทุกวัย รวมถึงในหญิงตั้งครรภ์ด้วย หากไม่รู้จักระมัดระวังสุขลักษณะอนามัยในการเลือกกินอาหาร เสี่ยงที่จะรับเอาเชื้อโรคอันตรายเข้าไปในร่างกาย ทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ส่วนระดับความรุนแรงแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าได้รับเชื้อชนิดไหน จำนวนมากน้อยเท่าไหร่ แน่นอนว่าอาหารเป็นพิษอาจจะไม่ส่งผลต่อเด็กทารกในครรภ์โดยตรง แต่ก็มีผลทางอ้อมจากสุขภาพของคุณแม่ที่มีต่อเด็กได้นั่นเองค่ะ

อาหารเป็นพิษ

ลักษณะอาการของอาหารเป็นพิษ

หากคุณแม่มีอาการท้องเสีย ปวดท้องมากและปวดในลักษณะบิดๆ รวมไปถึงมีอาการคลื่นไส้ รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ร่วมด้วย หรือมีอาการปวดศรีษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง นั่นหมายความว่าคุณแม่อาจจะกำลังเผชิญภาวะอาหารเป็นพิษอยู่ก็ได้ ซึ่งมีสาเหตุหลักๆ

มากจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคเข้าไป จากนั้นพวกมันจะแพร่กระจายด้วยการฟักตัวอย่างรวดเร็วภายในระบบทางเดินอาหาร จนทำให้เกิดเป็นอาการดังกล่าว หากรู้สึกว่าตัวเองมีอาการดังกล่าวตั้งแต่เบื้องต้น ไม่ควรนิ่งนอนใจ หายามารับประทานด้วยตัวเอง ควรรีบเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับลูกน้อยในครรภ์ตามมาได้

วิธีดูแลตนเองเบื้องต้นของคุณแม่ตั้งครรภ์

อาหารเป็นพิษเป็นอาการที่มีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อร่างกายของคุณแม่และเด็กในครรภ์เป็นอย่างมาก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลตนเองเบื้องต้น เพื่อประคับประคองอาการไม่ให้รุนแรง จนกว่าจะเดินทางไปเข้ารับการรักษาจากแพทย์ ก็คือดื่มน้ำเปล่าสะอาดหลังเข้าห้องน้ำเสร็จ ดื่มเกลือแร่เพื่อลดการสูญเสียเกลือแร่ในร่างกาย พยายามหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้เพียงพอ จากนั้นให้คนใกล้ตัวนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เพื่อทำการรักษาในขั้นตอนต่อไปอย่างถูกต้อง

ทั้งนี้คุณแม่จะต้องไม่ปล่อยอาการทิ้งไว้แบบนี้ และคิดว่าเดี๋ยวก็คงหายโดยเด็ดขาด เพราะหากมีการถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง ร่างกายก็ยิ่งเสียสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมาก ที่ควรตระหนักและต้องเน้นย้ำอีกครั้ง นั่นก็คือ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะไม่เป็นผลดีต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ การรักษาอาการอาหารเป็นพิษที่ถูกต้อง ควรเป็นตัวยาที่รับการสั่งจ่ายจากแพทย์เท่านั้นจึงจะปลอดภัยที่สุด

เนื่องจากอาการเหล่านี้มันเกิดจากการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาดเข้าไป ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ให้นำน้ำไปต้มให้สุกก่อนดื่ม เลือกน้ำเปล่าสะอาดเครื่องกรองที่ได้มาตรฐาน เลือกซื้ออาหารที่สด ใหม่ และสะอาด มีการปิดผนึกแน่นหนา มั่นใจว่าไม่มีสิ่งเจือปนเข้าไปได้ โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์และอาหารทะเลต่างๆ ก่อนจะรับประทานจะต้องทำให้สุกก่อน อีกทั้งภาชนะที่ใส่อาหาร และอุปกรณ์สำหรับพวกช้อนส้อม ควรทำความสะอาดให้ดีที่สุด เพียงเท่านี้คุณแม่ทั้งหลายก็จะปลอดภัยจากอาการอาหารเป็นพิษได้แล้วล่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว ในตอนเช้า ที่จะทำให้สาวๆ อยากลอง

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว ที่มีความเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ หาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด เป็นพืชผักสวนครัวประจำบ้านที่หาได้ไม่ยาก นอกจากจะนำเอามาใช้ปรุงอาหารและทำเมนูต่างๆ

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว ยังเนรมิตรให้กลายเป็นยาบำรุงสุขภาพขั้นเทพที่ดีต่อร่างกายได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่การดื่มน้ำมะนาวในตอนเช้า กับ 4 ข้อมูลดีๆ ต่อไปนี้ ที่จะทำให้สาวๆ หันมาเลือกดูแลตัวเองด้วยวิธีนี้กันมากขึ้น

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว

กระตุ้นให้อารมณ์ดีขึ้น

น้ำมะนาวสามารถช่วยเพิ่มความรู้สึกและความสดชื่นมากขึ้นได้ เพียงแค่สาวๆ ดื่มน้ำมะนาวในช่วงเช้าก็จะช่วยทำให้ความง่วงที่เกิดจากการนอนดึกหายไปได้ แล้วทดแทนด้วยความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะกลิ่นหอมๆ ของมะนาวที่มาจากน้ำมันที่ถูกคั้นออกมาจากส่วนของผิว ผสมลงไปกับน้ำมะนาว จะช่วยปลุกความสดชื่นให้กับร่างกาย ที่สำคัญน้ำมันที่ระเหยออกมานี้ยังช่วยลดอาการวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี การดื่มหลังตื่นนอนทันที ยังช่วยทำให้รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่หอมสดชื่น ลดกลิ่นปากได้ในตัวอีกด้วย

ช่วยเรื่องการย่อยอาหาร

น้ำมะนาวนั้นเรียกได้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะระบบย่อยอาหารเนื่องจากน้ำมะนาวมีกรดที่สามารถชำระล้างสารพิษออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี สารอาหารที่พบในน้ำมะนาวที่อัดแน่นกันอยู่อย่างเข้มข้นยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับให้ดีขึ้นในด้านการผลิตน้ำดีเพื่อช่วยย่อยอาหาร อีกทั้งยังช่วยลดอาการท้องอืดและเสียดท้องได้ หากเผชิญกับปัญหาระบบย่อยอาหารอยู่ล่ะก็ ลองดื่มน้ำมะนาวในตอนเช้าๆ รับรองว่าปัญหานี้จะไม่มากวนใจ รู้สึกได้ถึงความเบาสบายตัวได้ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

ช่วยลดน้ำหนัก

หากคุณกำลังหาทางเลือกที่ดีสำหรับการลดน้ำหนักอย่างได้ผลและมีความปลอดภัยควบคู่กันอยู่แล้วล่ะก็ ลองดื่มน้ำมะนาวในช่วงเช้า โดยนำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วค่อยๆ จิบจนหมดแก้วแบบไม่ต้องเร่งรีบจนเกินไป ทำแบบนี้ในทุกๆ เช้าที่ตื่นนอน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเพิ่มระดับความสามารถในการลดน้ำหนักได้อีกระดับ เนื่องจากน้ำมะนาวที่ผสมน้ำอุ่นฃช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้เป็นอย่างดีและยังช่วยย่อยอาหารได้เร็วขึ้น ยิ่งควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วยแล้ว บอกเลยว่าความผอมจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไต

มีการค้นพบและได้ทำการวิจัยออกมาแล้วว่า การดื่มน้ำมะนาวสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไตได้ โดยเวลาที่เหมาะสมในการดื่มคือช่วงเช้าหลังจากที่คุณตื่นนอน เนื่องจากกรดซิตริกที่มีอยู่ในมะนาวนั้นสามารถช่วยชำระล้างสารตะกอนต่างๆ ที่จับตัวเป็นก้อนบริเวณไตและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไตได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของสาวๆ ที่รู้สึกว่าเป็นคนติดรสเค็ม หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของไต ลองเลือกดื่มน้ำมะนาวคั้นสดผสมน้ำอุ่นในตอนเช้าเช่นนี้ จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ไตทำงานได้ดีขึ้นได้

เห็นข้อดีของน้ำมะนาวแบบนี้กันแล้ว อย่าลืมลองนำไปใช้เป็นทางเลือกเพื่อการดูแลสุขภาพ ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ของทุกเช้าที่สาวๆ ทำได้อยู่แล้ว เพียงแค่มีวินัยและใส่ใจสุขภาพตัวเองไม่กี่นาที ก็เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อแล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

รวมไอเดีย เมกอัพ สีเหลืองสุดจี๊ด สวยแซ่บไม่จำเจจะขาวหรือเข้ม

รวมไอเดีย เมกอัพ สีเหลืองสุดจี๊ด ถ้าพูดถึงการแต่งหน้าที่เป็นสีเหลือง สาวๆ หลายคนคงจะตกใจกันไม่น้อยถ้าจะให้หยิบสีเหลืองขึ้นมาแต่งแต้มบนใบหน้า

รวมไอเดีย เมกอัพ สีเหลืองสุดจี๊ด เพราะเป็นสีที่ไม่ค่อยมีใครนำมาแต่งกัน แต่วันนี้เรามีลุคการแต่งหน้าโทนสีเหลืองมาให้สาวๆ ดูกันค่ะ ว่าจริงๆ

รวมไอเดีย

แล้วเจ้าสีเหลืองเนี่ยสามารถครีเอทลุกการแต่งหน้าได้อย่างหลากหลาย ต่อให้ผิวของสาวๆ

จะขาวหรือเข้ม จะสายฝอหรือสายเกาก็ไม่ต้องเป็นกังวล สามารถเอาสีเหลืองไปแต่งแต้มบนหน้าได้ แถมแต่งออกมาแล้วยังดูเปรี้ยวแซ่บไม่จำเจอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com