ลูกตาลชโลมจิต

ลูกตาลชโลมจิต นมแตก ซิลิโคนพัง ผ่าตัดเสริมหน้าอกใหม่ หลังผ่านไป 30 ปี

ลูกตาลชโลมจิต นมหมดอายุ ซิลิโคนอายุ 30 ปีแตก เข้ารับการผ่าตัดเลาะพังผืดและเอาซิลิโคนออก พร้อมอวดหน้าอกใหม่ไฉไลกว่าเดิม

เรียกได้ว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขจริง ๆ สำหรับ ลูกตาล ชโลมจิต แม้จะอายุ 47 ปีแล้ว แต่ลูกตาลยังคงหุ่นดี สวยเป๊ะอยู่ตลอด แถมหน้าอกหน้าใจยังตู้มกระแทกตา เรื่องความเซ็กซี่ไม่ทำให้หนุ่ม ๆ ผิดหวัง

แต่ล่าสุด (14 ธันวาคม 2561) รายงานข่าวระบุว่า เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ลูกตาล ชโลมจิต กลับพบอาการผิดปกติเนื่องจากเต้านมแข็ง อีกทั้งยังจับพบก้อนบางอย่าง และมีอาการปวดเต้านม จึงต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ปรากฏว่า ตรวจพบซิลิโคนที่เสริมหน้าอกมา 30 ปีนั้น แตกอยู่ในหน้าอกมานานแล้ว จนทำให้เกิดพังผืดบริเวณเต้านม ซึ่งหากทิ้งไว้อาจเป็นอันตราย ทางแพทย์จึงให้ลูกตาลผ่าตัด เพื่อเลาะพังผืด และเอาซิลิโคนออก

ทั้งนี้ การผ่าตัดอาจใส่ซิลิโคนใหม่ได้เลย หรืออาจต้องพักเต้านมประมาณ 6 เดือน แต่สุดท้ายแพทย์สามารถผ่าตัดใส่ซิลิโคนใหม่เข้าไปได้ โดยครั้งนี้ ลูกตาลได้เปลี่ยนโฉมหน้าอกใหม่ ขนาดใหญ่ไฉไลกว่าเดิม จากเดิมเป็นทรงกลมขนาด 450 ซี.ซี. เป็นรูปทรงหยดน้ำขนาด 495 ซี.ซี.

โดยเจ้าตัวได้เผยภาพขณะพักฟื้นจากการผ่าตัด และก้อนซิลิโคนอายุ 30 ปี ที่ผ่าตัดออกมาจากเต้านมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ลูกตาลหายดีจากการพักฟื้นแล้ว แถมยังโพสต์ภาพอวดหน้าอกใหม่ ให้แฟนคลับได้ยลโฉมกันอีกด้วย ระบุว่า “นมเก่าหมดอายุ ต้องเอาออก เปลี่ยนใหม่แล้วสดใสกว่าเดิม”  บาคาร่า

ตั๊กมยุรา

ตั๊กมยุรา ในวัยเฉียดเลข 6 โชว์หน้าสด ไร้ริ้วรอย สาวสองพันปีตัวจริง

ตั๊กมยุรา เศวตศิลา” แล้วส่องกระจกดูหน้าตัวเองถึงกับต้องร้องว้ายหนักมาก ใครจะไปเชื่อว่า “ตั๊ก มยุรา” อายุ 59 ปีแล้ว คือสาบานว่านี่คือสาว สว. ที่อายุจะเข้าสู่เลข 6 หน้าดูเด็กกว่าวัย สุขภาพดี และรูปร่างเป๊ะมากๆ

สมแล้วที่ใครๆ ก็ให้ฉายาว่า “สาวสองพันปี” เพราะดูกี่ทีก็เหมือนสาววัย 30 ต้นๆ เท่านั้น ยิ่งล่าสุด “สาวตั๊ก” อวดหน้าสด ไร้เมคอัพ ที่บอกเลยว่า ริ้วรอยไม่มีมาถามหาเลยค่ะ (อิจฉาอย่างแรง)

ผิวสวย เปล่งปลั่ง ขนาดนี้ เคล็ดลับง่ายๆ ของ “ตั๊ก มยุรา” คือ คิดบวก มองโลกในแง่ดี พักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยให้สุขภาพจิตสุขภาพใจดีจากภายในสู่ภายนอก เธอเคยบอกเคล็ดลับไว้ว่า เวลานอนจะนอนหงาย ไม่นอนคว่ำหรือนอนตะแคง เพราะจะทำให้ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่น

ต้องแบ่งเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเดิน วิ่งในหมู่บ้าน หรือเข้ายิม นอกจากนั้น ยังต้องดูแลผิวหน้าด้วยครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิวด้วย เพียงเท่านี้ก็สวยสุขภาพดี หน้าเด็กกว่าอายุจริงแล้วค่ะ

บาคาร่า

เจ็บไม่จบเสี่ยงผิวพัง อันตรายจากการ WAX

เจ็บไม่จบเสี่ยงผิวพัง

เจ็บไม่จบเสี่ยงผิวพัง อันตรายจากการ WAX

ถ้าจะพูดกันถึงวิธีกำจัดขนที่สามารถกำจัดเส้นขนได้คราวละมาก ๆ การแว๊กซ์ขนก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่คนมักนึกถึง แม้ว่าในการแว็กซ์ขนแต่ละครั้งจะต้องแลกมากับความรู้สึกเจ็บ ๆ แสบ ๆ ที่ผิวบริเวณที่แว๊กซ์ขน แต่หลาย ๆ คนก็ยังรู้สึกว่าเป็นวิธีการกำจัดขนที่ดีที่สุด ทั้งที่จริง ๆ แล้วการแว็กซ์ขนนั้นเป็นวิธีกำจัดขนที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะนอกจากเป็นวิธีที่เจ็บแล้ว ก็ยังส่งผลเสียต่อผิวอย่างมากอีกด้วย และนี่คืออันตรายจากการแว๊กซ์ขน ขอบอกว่าไม่ได้มีแค่อาการเจ็บเท่านั้น แต่ยังอาจถึงขั้นทำผิวพังได้เลยทีเดียว  i99bet

1. ทำให้เกิดแผลเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็น
เรามักคิดว่าการแว๊กซ์ขนคือการกำจัดขนแบบถอนรากถอนโคน ทั้งที่จริง ๆ แล้ว การแว๊กซ์ขนเป็นเพียงการดึงเส้นขนออกจากรูขุมขน และส่วนใหญ่เส้นขนมักจะฉีกขาดออกจากรากขน และทำให้เกิดแผลเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นใต้ผิวหนัง ไม่เพียงเท่านั้น การแว๊กซ์ขนยังอาจทำให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดลอกออกมาและสร้างความเจ็บปวดให้ไม่น้อย ซึ่งหากทำติดต่อกันบ่อย ๆ บริเวณที่แว๊กซ์ขนอาจเกิดแผลเป็นให้ปวดใจได้ในที่สุด

2. รูขุมขนอักเสบ
แรงดึงจากการแว๊กซ์ขน นอกจากทำให้เกิดแผลเล็ก ๆ ที่ผิวหนังแล้ว ยังส่งผลถึงรูขุมขน ทำให้รูขุมขนเกิดอาการอักเสบมีลักษณะเป็นจุดแดงตามผิวหนัง ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวันกว่ารอยแดงเหล่านั้นจะหายไป

3. เกิดการติดเชื้อ
บาดแผลเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจากการแว็กซ์ที่เราไม่มองไม่เห็น นอกจากจะเป็นสาเหตุของอาการอักเสบของรูขุมขนแล้ว ก็ยังทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ เนื่องจากบริเวณบาดแผลเล็ก ๆ จะเป็นบริเวณที่เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ซึ่งถ้าหากเกิดการติดเชื้อแล้วก็จะยิ่งทำให้อาการอักเสบลุกลาม และเรื้อรังกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้

4. ขนคุด
การแว็กซ์ขนบ่อย ๆ จะทำให้เกิดแผลที่รูขุมขน จนเกิดความผิดปกติที่รูขุมขน เช่น มีเซลล์ผิวหนังงอกขึ้นใหม่ขวางรูขุมขน และทำให้เกิดการอุดตันที่รูขุมขนจนทำให้ขนไม่สามารถงอกขึ้นมาเหนือผิวหนังได้ แต่งอกย้อนลงไปใต้ผิวหนัง และกลายเป็นขนคุดได้ในที่สุด

นอกเหนือจากอันตรายจากการแว๊กซ์ขนข้างต้นแล้ว ที่มักพบได้บ่อยในการแว๊กซ์ขนคืออาการแพ้ ระคายเคืองของผิวหนังเนื่องจากสารที่นำใช้แว็กซ์ขน เนื่องจากสารที่นำมาใช้ในการแว็กซ์ขนมักมีส่วนประกอบของสารเคมี หรือแม้จะผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติก็อาจมีสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย หากเป็นคนที่มีผิวหนังบอบบางควรหลีกเลี่ยงการแว๊กซ์ขน และใช้วิธีการกำจัดขนด้วยวิธีอื่นจะดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเกิดอาการแพ้ระคายเคือง หรือมีการอักเสบที่ไม่คาดคิด

ซึ่งถ้าหากต้องการตัดปัญหาการกำจัดขนที่ต้องทำซ้ำซาก และเสี่ยงต่ออันตรายกับผิว เลเซอร์กำจัดขนถาวร คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุดค่ะ ด้วยการใช้คลื่นพลังงานเลเซอร์ที่มีความปลอดภัยสูงในการทำลายรากขน ทำให้รากขนฝ่อตัวลงและหลุดร่วงไปในที่สุดโดยไม่ส่งผลใด ๆ ต่อผิวหนัง และถ้าหากทำครบตามคอร์สที่แนะนำคือ 5 – 8 ครั้งก็จะช่วยให้ขนบริเวณที่ทำไม่ขึ้นอีกเลย หรือหากมีเส้นขนขึ้นก็จะเป็นเพียงเส้นขนอ่อน ๆ เท่านั้น หมดปัญหาเรื่องการกำจัดขน และเพิ่มความมั่นใจด้วยผิวที่เรียบเนียนไร้กังวลอย่างที่คุณต้องการ

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.apexprofoundbeauty.com…

ตะคริวกลางคืน

ตะคริวกลางคืน การเป็นตะคริวอาจเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อส่วนใดของร่างกายก็ได้

ตะคริวกลางคืน อาการหดเกร็งที่ทำให้กล้ามเนื้อปวดและเป็นก้อนแข็ง ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

ตะคริวกลางคืน

ตะคริวกลางคืน โดยที่ไม่สามารถบังคับได้ การเป็นตะคริวอาจเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อส่วนใดของร่างกายก็ได้ในบางรายอาจมีอาการตะคริวที่ขาในขณะนอนหลับตอนกลางคืน จนสะดุ้งตื่น หรือที่เรียกว่า ตะคริวกลางคืน (Nocturnal Leg Cramps)i99bet
ซึ่งตะคริวมักเกิดกับกล้ามเนื้อขาและพบได้บ่อยในคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุ ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดตะคริว แต่พบว่าบางรายอาจสัมพันธ์กับการที่นั่งอยู่เป็นเวลานาน ๆ หรือมีการใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นมากเกินไป การยืน หรือทำงานบนพื้นแข็ง เช่น คอนกรีตเป็นเวลานาน หรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

นอกจากนี้พบว่าอาการตะคริวอาจสัมพันธ์กับภาวะต่าง ๆ ได้แก่ การตั้งครรภ์ ภาวะขาดน้ำ กลุ่มโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โรคต่อมไร้ท่อ หรือการรับประทานยาบางประเภท เช่น ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น หากเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไป

ตะคริวกลางคืนจัดการอย่างไร
หากไม่อยากเป็นตะคริวตอนกลางคืนหรือขณะนอนหลับ ควรนอนในท่าที่สบายผ่อนคลาย ใช้หมอนรองขา ให้สูงจากเตียงประมาณ 10 เซนติเมตร ห่มผ้าให้ความอบอุ่นกับร่างกาย รวมทั้งดื่มนมก่อนนอนเพื่อเพิ่มแคลเซียม และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ

ถ้าเป็นตะคริวขณะนอนหลับสามารถดูแลให้ดีขึ้นได้โดย
ยืดกล้ามเนื้อขา ยืดขาให้ตรง

กระดูกปลายเท้าขึ้นค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง

นวดกล้ามเนื้อขาเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ จนอาการดีขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

เผยคำตอบความต่างขระหว่างผิวแห้งและผิดขาดน้ำ

เผยคำตอบความต่างขระหว่างผิวแห้งและผิดขาดน้ำ

เผยคำตอบความต่างขระหว่างผิวแห้งและผิดขาดน้ำ

เผยคำตอบความต่างขระหว่างผิวแห้งและผิดขาดน้ำ

เผยคำตอบความต่างขระหว่างผิวแห้งและผิดขาดน้ำ ผิวแห้ง กับ ผิวขาดน้ำ ฟังดูแล้วก็เหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วสาเหตุของผิวทั้ง 2 อย่างนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีปัญหาผิวแห้งหรือผิวขาดน้ำกันแน่

สาว ๆ หลายคนคงเคยประสบกับปัญหาผิวแห้งมาบ้างไม่มากก็น้อย ทั้งช่วงหน้าหนาวที่อากาศดูดเอาความชื้นจากร่างกายของเราไปจนผิวแห้งแตกลอก หรือจะเป็นช่วงหลังอาบน้ำแล้วลืมทาครีมบำรุง ผิวก็แห้งไปจนบางทีเราถึงกับออกอาการคันผิว ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันผิวหน้าของสาว ๆ บางคนกลับดูมันเยิ้ม กระดาษซับมันนับ 10 แผ่นก็เอาไม่อยู่ แต่มาตอนนี้ทำไมถึงมีผิวหน้าที่แห้งได้ แล้วจะนิยามให้ตัวเองเป็นคนผิวแบบใดกันแน่ เวลาซื้อครีมบำรุงผิวก็เลือกไม่ถูก ว่าสรุปแล้วเราเป็นคนผิวแห้งหรือผิวมัน แต่จริง ๆ แล้วปัญหาผิวแห้งมีเบื้องหลังซ่อนลึกมากกว่านั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจะช่วยสาว ๆ แก้ไขข้อข้องใจกันว่าที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ คือ ผิวแห้งหรือผิวขาดน้ำกันแน่ แล้วอาการทั้ง 2 อย่าง แตกต่างกันมากไหม

ผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ ต่างกันอย่างไร

ผิวแห้งกับผิวขาดน้ำแตกต่างกันตรงที่ ผิวแห้งคือลักษณะของผิวพรรณที่มีมาแต่กำเนิด เช่นเดียวกันกับคนที่มีผิวมันและผิวผสมนั่นเอง ส่วนผิวขาดน้ำเป็นอาการที่เกิดได้กับคนทุกประเภทผิว จะเป็นสาวผิวมันเยิ้ม หรือสาว ๆ ที่มีผิวผสมต่างก็เกิดอาการผิวขาดน้ำได้ทั้งสิ้น โดยปัญหาผิวแห้งและผิวขาดน้ำนั้นจะมีลักษณะของอาการและวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนี้

สำหรับคำว่าผิวแห้งนั้นอย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าใช้กับประเภทของผิว การสังเกตว่าใครมีผิวแห้ง ให้ลดการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือมอยส์เจอไรเซอร์ หากเป็นสาวผิวมันหรือผิวผสมเชื่อแน่ว่าจะต้องมีการผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวชั้นบนจนทำให้หน้าดูฉ่ำวาว แต่สำหรับสาวผิวแห้งแล้วหากขาดการบำรุงไป รับรองได้ว่าผิวจะต้องแห้ง, ลอก, แดง จนเป็นขุยในที่สุด ซึ่งอาการผิวแห้งนี้ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากกรรมพันธุ์เสียมากกว่า เราไม่สามารถใช้เทคโนโลยีใดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการผิวแห้งได้เลย มีเพียงแค่การบำรุงไม่ให้ผิวแห้งหนักไปกว่าเดิมเท่านั้นเอง

สำหรับวิธีดูแลผิวสำหรับคนผิวแห้ง สาว ๆ ที่มีผิวแบบนี้ควรเลือกใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้าซึ่งมีความอ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของสารที่ทำให้ผิวแห้งตึง ครีมบำรุงที่ใช้ก็ต้องมีความชุ่มชื้นมากพอ แม้แต่แป้งพัฟก็ต้องใช้แป้งพัฟสำหรับคนผิวแห้งโดยเฉพาะ ยิ่งเป็นเครื่องสำอางของโซนเกาหลีที่เน้นความฉ่ำก็จะยิ่งเหมาะมาก แต่ถ้าเกิดใช้แป้งพัฟเนื้อแมตต์คงได้เห็นริ้วรอยร่องลึกอย่างชัดเจนแน่นอน

อาการผิวขาดน้ำสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกสภาพผิว ต่อให้มีผิวมันเยิ้มแค่ไหนเมื่อถึงหน้าหนาวหรือนอนในที่อากาศเย็น ๆ ก็อาจประสบกับปัญหาผิวขาดน้ำได้อยู่ดี โดยอาการที่จะแสดงว่ามีปัญหาผิวขาดน้ำก็คือ ผิวแห้ง ลอกเป็นขุย เป็นต้น ทั้งนี้นอกจากอากาศเย็นจะทำให้เราขาดน้ำได้แล้ว การเผชิญหน้ากับแสงแดดโดยไม่ได้ทาครีมกันแดด เพื่อเป็นการปกป้องผิวก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวขาดน้ำได้เช่นกัน เนื่องจากรังสียูวีในแสงแดดได้เข้าไปทำลายคอลลาเจน รวมทั้งยังดูดเอาความชื้นบนผิวของเราออกไป นั่นจึงทำให้ผิวขาดน้ำได้ แม้จะเป็นช่วงหน้าร้อนก็ตาม

ทางที่ดี วิธีดูแลผิวเพื่อป้องกันผิวขาดน้ำ สาว ๆ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 8 แก้วต่อวัน พร้อมทั้้งอย่าลืมทาครีมกันแดด SPF ตั้งแต่ 15 ขึ้นไป และต้องมี Pa +++ ทุก ๆ 2 ชั่วโมง เท่านี้ก็หมดกังวลเรื่องผิวขาดน้ำไปได้เลย

สังเกตได้ว่าอาการร่วมกันของทั้ง 2 ปัญหาผิวคือผิวจะดูแห้ง ลอกเป็นขุย ซึ่งมีปัจจัยหลักเรื่องความชุ่มชื้นในผิวไม่เพียงพอ ดังนั้นหากสาว ๆ คนไหนที่ไม่อยากมีริ้วรอยก่อนวัยอันเกิดจากอาการผิวแห้งและขาดน้ำ ก็ต้องเร่งบำรุงและเติมน้ำให้ผิวตลอดเวลา และต่อให้เป็นคนผิวมันแค่ไหนแต่ปัญหาผิวแห้งก็เกิดขึ้นได้เสมอหากดื่มน้ำไม่เพียงพอ และบำรุงผิวได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยปัญหาผิวพรรณคือสิ่งที่แก้ได้ยากมาก ดังนั้นต้องหาทางป้องกันเอาไว้ก่อนจะดีที่สุดนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com

พอกหน้าด้วยไข่ขาวรักษาสิวเคลียร์ผิวหน้าให้ใส

พอกหน้าด้วยไข่ขาวรักษาสิวเคลียร์ผิวหน้าให้ใส

พอกหน้าด้วยไข่ขาวรักษาสิวเคลียร์ผิวหน้าให้ใส

พอกหน้าด้วยไข่ขาวรักษาสิวเคลียร์ผิวหน้าให้ใส หลาย ๆ คนคงรู้จักผงพิเศษตราร่มชูชีพกันดีอยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นยาสำหรับรักษาแผลสดที่ได้ผลดีระดับหนึ่ง

อันเนื่องมาจากคุณสมบัติของตัวยาที่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดีในราคาที่ไม่แพง จึงทำให้มีการนำมาทดลองใช้พอกหน้าไข่ขาวเพื่อรักษาสิวบ้าง ซึ่งก็ถือกันว่าสิวเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง และผลที่ได้ก็เป็นที่น่าพึงพอใจ เพราะสิวสามารถยุบได้จริง ๆ จึงได้มีการพัฒนาสูตรนำผงพิเศษมาผสมกับอย่างอื่นเพื่อพอกหน้ามากยิ่งขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งไข่ขาว

สิ่งที่ต้องเตรียม

ไข่ขาว 1 ฟอง
ผงพิเศษตราร่มชูชีพ 1/2 – 1 ซอง
กระดาษชำระ หรือสำลีแผ่น
วิธีพอกหน้า

แยกไข่ขาวแล้วใส่ถ้วยไว้ให้เรียบร้อย จากนั้นก็ให้เอาผงพิเศษใส่ลงไปผสม บางคนอาจจะใส่เพียงครึ่งซอง หรือบางคนอาจจะใส่ทั้งซองเลยก็ได้ แล้วแต่ความชอบและความต้องการ คนส่วนผสมให้เข้ากันดี แต่ก่อนที่จะพอกหน้าด้วยไข่ขาว ควรมีการทำความสะอาดผิวหน้าให้เรียบร้อยเสียก่อน จากนั้นจึงเอากระดาษทิชชู่หรือสำลี จุ่มลงไปในส่วนผสมที่เราผสมไว้ แล้วเอามาแปะใบหน้าของเราทุก ๆ ส่วน เมื่อแห้งแล้วก็ค่อย ๆ แกะออกจากหน้า แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นให้สะอาด สูตรพอกหน้าไข่ขาว จะได้ผลในเรื่องของการกำจัดสิวเสี้ยนไม่ต่างจากสูตรที่ 3 เลย แต่ที่เพิ่มเติมคือสามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียบนใบหน้า ซึ่งไม่ทำให้เกิดสิวซ้ำขึ้นอีก และยังทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างใสขึ้นอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.naadengcafe.com

เหตุผลที่ทำให้วันนั้นของเดือนไม่ปกติ

เหตุผลที่ทำให้วันนั้นของเดือนไม่ปกติ

เหตุผลที่ทำให้วันนั้นของเดือนไม่ปกติ

เหตุผลที่ทำให้วันนั้นของเดือนไม่ปกติ

เหตุผลที่ทำให้วันนั้นของเดือนไม่ปกติ สำหรับสาวๆ กับประจำเดือนคงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันในทุกๆ เดือน แต่ถ้าหากเดือนไหนไม่ได้พบเจอกัน คงวิตกกังวลกันไม่น้อย สาหตุที่ประจำเดือนขาดหรือมาช้ากว่าปกติ ก็เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งจะมีสาเหตุใดบ้างและจะต้องทำอย่างไร ลองติดตามกันดู

1.ความเครียด

เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ร่างกายลดการหลั่งฮอรโมน GnRH ซึ่งส่งผลทำให้ไม่เกิดการตกไข่และมีประจำเดือน หากพบอาการเช่นนี้ควรหลีกเลี่ยงทำในสิ่งที่จะทำให้เกิดความเครียด หรือให้ไปปรึกษาแพทย์ เพื่อจะได้หาวิธีที่ช่วยผ่อนคลาย

2.การเจ็บป่วย

อาการเจ็บป่วยระยะสั้นหรือการเจ็บป่วยเรื้อรังก็ล้วนมีผลทำให้ประจำเดือนขาดหรือมาช้ากว่าปกติได้ เนื่องจากสภาพภายในร่างกายไม่ได้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เช่นเคย เพราะฉะนั้นควรสอบถามหรือปรึกษาแพทย์ว่าประจำเดือนจะสามารถกลับมาปกติในช่วงใด

3.การเปลี่ยนแปลงของตารางชีวิต

กล่าวคือคนที่มีการเปลี่ยนแปลงตารางชีวิตอยู่บ่อยๆ เช่นเคยทำงานในช่วงกลางวัน ก็สลับไปทำกลางคืน ผลัดเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ไม่คงที่ เปลี่ยนแปลงแบบกระทันหันอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้มีผลทำให้ระบบภายในร่างกายเกิดการแปรปรวนไม่คงที่ ทำให้ประจำเดือนมาคลาดเคลื่อนได้

4.การทานยาหรือการเปลี่ยนยา

สำหรับผู้ที่ทานยาเป็นประจำหรือมีการเปลี่ยนแปลงตัวยากระทันหันก็อาจจะทำให้ประจำเดือนมาไม่ตรงเช่นเคย ซึ่งก็ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อสอบถามถึงผลข้างเคียงของตัวยาที่รับประทานเข้าไป และสำหรับใครทานยาคลุมกำเนิด ก็อาจจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้ประจำเดือนขาดหรือมาไม่ตรงได้เช่นกัน

5.น้ำหนักเกิน

ในคนที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติหรือคนที่มีรูปร่างอ้วนกว่าปกติ จะมีผลทำให้ฮอร์โมนของร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง และประจำเดือนขาดได้ การลดน้ำหนัก จะช่วยให้ประจำเดือนกลับมาปกติ

6.น้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์

สำหรับสาวๆ ที่ผอมมากๆ และมีไขมันในร่างกายไม่เพียงพอ จะส่งผลทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอได้เช่นกัน ซึ่งการเพิ่มน้ำหนักจะเป็นตัวช่วยทำให้ประจำเดือนกลับคืนมาสู่สภาวะปกติ

7.กำลังเข้าสู่วัยทอง

เมื่อร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงย่างเข้าสู่วัยที่ไม่สามารถเจริญพันธุ์แล้ว ประจำเดือนของคุณอาจจะมามากกว่า น้อยกว่า หรือ นานๆ มาครั้ง นั้นเป็นเพราะร่างกายเริ่มไม่ผลิตฮอร์โมนบางตัว ซึ่งมีผลต่อการมาของประจำเดือน แต่เพื่อความมั่นใจควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและยืนยันจะดีกว่า

จากข้อมูลข้างต้นก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับคุณสาวๆ ที่กำลังพบปัญหาเรื่องประจำเดือนมาไม่ปกติ ซึ่งเมื่อใดที่ร่างกายเกิดความผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาให้ถูกต้อง และการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยทำให้ระบบฮอร์โมนภายในร่างกายทำงานปกติ หมดกังวลเรื่องประจำเดือนไม่มาหรือมาช้า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

กับดักอาหารสุขภาพสายเฮลตี้ก็พลาดได้ถ้าไม่ระวัง

กับดักอาหารสุขภาพสายเฮลตี้ก็พลาดได้ถ้าไม่ระวัง

กับดักอาหารสุขภาพสายเฮลตี้ก็พลาดได้ถ้าไม่ระวัง

กับดักอาหารสุขภาพสายเฮลตี้ก็พลาดได้ถ้าไม่ระวัง

กับดักอาหารสุขภาพสายเฮลตี้ก็พลาดได้ถ้าไม่ระวัง  ต้องยอมรับเลยค่ะว่ายุคนี้อะไรคลีนๆ ลีนๆ เฮลตี้ๆ มาแรงจริงๆ จะกินอะไรแต่ละทีก็ต้องนับแคลฯ หรือเลือกแต่เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าโลว์แฟต

แต่ผู้อ่านเคยหยิบสินค้านั้นๆ ขึ้นมาสำรวจจริงๆ จังๆ ก่อนจะจ่ายเงินซื้อบ้างไหมคะว่า มันเป็นเพื่อสุขภาพ “ของจริง” หรือ “ของปลอม” ไม่แน่นะคะ คุณอาจจะกำลังติด กับดักอาหารสุขภาพ อยู่ก็ได้

หมอผิง แพทย์หญิงธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging) กล่าวไว้ในหนังสือ 188 เคล็ดลับชะลอวัยสไตล์หมอผิง พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงว่า “การปะยี่ห้อว่า ชะลอวัย เฮลตี้ หรือโลว์แฟตนั้น เสมือนเป็นการเพิ่มมูลค่าและส่งเสริมการขายให้กับสินค้า”

นอกจากนี้หมอยังเขียนไว้ในบทความว่า  ถ้าเราออกทัวร์ร้านสะดวกซื้อ แล้วลองหยิบเครื่องดื่มที่ประกาศตัวว่า เพื่อสุขภาพทั้งหลายมาสำรวจข้อมูลโภชนาการ (Nutrition Facts) ด้านหลัง จะพบว่าหลายแบรนด์ด้วยกัน ที่แอบอัดน้ำตาลกันมาชนิดที่ว่า ไม่ยั้งมือ มีตั้งแต่ 15 กรัม ในขวดเล็กจิ๋วไปจนถึง 30 กรัม (นั่นมันตั้งหกช้อนชาเลยนะตัวเอ๊ง!!) เบาหวานเชื่อมยกขวดกันเลยทีเดียว

สาเหตุที่ผู้ผลิตชอบที่จะอัดน้ำตาลใส่ขวดขายให้ผู้ซื้ออย่างพวกเรานั้น หนึ่งก็คือเพื่อแต่งรสชาติให้ถูกลิ้นคนไทย และสองก็คือทำให้คนดื่มเกิดอาการ “Sugar High” หรือสุขสบายใจเกินเหตุจากน้ำตาล เมื่อเกิดอาการขึ้นหลังดื่มก็จะรู้สึกอยากดื่มน้ำยี่ห้อนั้นๆ อีก เพราะติดใจในอาการ High โดยไม่รู้ตัว

น้ำตาลที่ขึ้นสูงในกระแสเลือดจะไปกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลิน ก่อให้เกิดการอักเสบซ่อนเร้นในร่างกาย เกิดอนุมูลอิสระที่ส่งผลให้ร่างกายเสื่อมโทรม และยังเกิดปฏิกิริยาไกลเคชั่น ซึ่งทำให้ผิวเหี่ยวเร็วอีกด้วย

ดังนั้นก่อนที่คุณจะเลือดหยิบจับอะไรมารับประทาน เพียงเพราะคิดว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพนั้น อย่าลืมสำรวจข้อมูลโภชนาการก่อนสักนิด ว่าโยเกิร์ตที่ว่าโลว์แฟต นมถั่วเหลืองที่่ว่าบำรุงกระดูก หรือน้ำผลไม้ที่่ว่ามีวิตามินซีสูงนั้น มีน้ำตาลแฝงอยู่กี่ตัน!!

ขอบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com

โทษของการดื่มชาที่มีผลต่อร่างกาย

โทษของการดื่มชาที่มีผลต่อร่างกาย

โทษของการดื่มชาที่มีผลต่อร่างกาย

โทษของการดื่มชาที่มีผลต่อร่างกาย

โทษของการดื่มชาที่มีผลต่อร่างกาย  เครื่องดื่มชา เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมในการดื่มเพื่อสุขภาพมาอย่างยาวนาน แต่รู้มั้ยคะว่านอกจากประโยชน์ของการดื่มชาแล้ว ชาก็ยังมีโทษพ่วงมาพร้อมด้วยเหมือนกัน

วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าโทษของการดื่มชามีอะไรบ้าง

จริงอยู่ที่การดื่มชาจะทำให้สุขภาพดี แต่หากดื่มปริมาณมากเกินไปก็ย่อมก่อให้เกิดโทษตามมาได้ โดยจะทำให้เป็นโรคนิ่วในไต เพราะจากงานวิจัยที่ระบุในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicine ว่า การดื่มชาดำเย็นมากๆ อาจเป็นต้นเหตุของอาการไตวายเฉียบพลัน เพราะชาดำมีสารออกซาเลทจำนวนมาก หากดื่มชาดำเป็นประจำอาจทำให้สารดังกล่าวเกิดการตกค้างและสะสมอยู่ในร่างกายจนนำมาสู่การเกิดโรคนิ่วในไตได้ในที่สุด ยิ่งหากใครเคยมีประวัติเป็นนิ่วมาก่อนควรต้องระวังเป็นอย่างดีเลยทีเดียวไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ยังมีผลการรายงานที่ระบุว่า หนูทดลองที่ได้ดื่มชาเขียวเข้าไปในปริมาณ 2,500 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยดื่มติดต่อกัน 5 วัน ภาวะตับมีการถูกทำลายลงไปเล็กน้อย อีกทั้งยังเกิดภาวะตับเป็นพิษหากดื่มชาเขียวในระหว่างที่ป่วยเป็นไข้ เพราะฉะนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า การดื่มชาติดต่อกันเป็นเวลานานและการดื่มในปริมาณมากจะมีผลทำให้ตับถูกทำลายได้นั่นเอง

นอกจากนี้แล้ว ผู้ที่มีอาการท้องอืดบ่อย เด็ก ผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคไตและโรคหัวใจ ไม่ควรดื่มชาอย่างเด็ดขาด เพราะชาจะยิ่งกระตุ้นทำให้หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ

มีอาการนอนไม่หลับ

หลายคนที่ดื่มชาเข้าไป แล้วมักมีอาการนอนไม่หลับในตอนกลางคืน ซึ่งคุณอาจสงสัยว่าสาเหตุมาจากการดื่มชาหรือเปล่า? คำตอบก็คือ ใช่แล้วค่ะ เนื่องจากในชาก็มีคาเฟอีนอยู่มากพอสมควร มันจึงออกฤทธิ์ได้ไม่ต่างจากกาแฟเลยนั่นเอง ดังนั้น หากอยากดื่มชาโดยไม่รบกวนการนอนหลับ แนะนำให้สาวๆ หลีกเลี่ยงการดื่มในตอนเย็นและก่อนนอนจะดีที่สุด หรือหากช่วงไหนดื่มชาบ่อยแล้วมีอาการนอนไม่หลับติดๆ กัน ควรงดดื่มชาในช่วงนั้นไปก่อนเพื่อให้ร่างกายได้ทำการปรับตัวได้เองตามธรรมชาติ อาการนอนไม่หลับก็จะค่อยๆ หายไปค่ะ

ดื่มชาเขียวแล้วท้องผูก

หลายคนดื่มชาเขียวแล้วมีอาการท้องผูก สาเหตุก็มาจากสารแทนนินที่มีอยู่ในชาเขียวซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการท้องผูกนั่นเอง และสารดังกล่าวยังทำหน้าที่ยับยั้งการดูดซึมสารอาหารสำคัญอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน เหล็กและโฟลิก เพราะฉะนั้น เพื่อป้องกันปัญหาท้องผูกตามมา แนะนำให้คุณหันมาดื่มชาเขียวแต่เพียงในปริมาณพอดี โดยดื่มวันละไม่ควรเกินกว่า 5 แก้ว ร่วมกับการดื่มน้ำให้มากๆ และกินอาหารที่มีกากใยสูง ก็จะช่วยปรับระบบขับถ่ายให้ทำงานคล่องตัวขึ้นได้แล้ว

และนี่ก็คือ โทษของการดื่มชา ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวหรือชาชนิดใดก็ตาม สาวๆ คนไหนไม่อยากมีปัญหาสุขภาพดังที่เรากล่าวไปก็พยายามหันมาดื่มบำรุงร่างกายอย่างเหมาะสมจะดีกว่าจ้า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

 …

ฟักแม้วลดเสี่ยงมะเร็งลำไส้

ฟักแม้วลดเสี่ยงมะเร็งลำไส้

ฟักแม้วลดเสี่ยงมะเร็งลำไส้

 

ฟักแม้วลดเสี่ยงมะเร็งลำไส้

ฟักแม้วลดเสี่ยงมะเร็งลำไส้ วันนี้เราจะมาเล่าถึงประสบการณ์ เกี่ยวกับฟักแม้ว ที่มีุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยง มะเร็งลำไส้ พร้อมแล้วไปอ่านกันเลย

หลังกลับจากญี่ปุ่นก็ถึงเวลาชดใช้กรรมของผู้เขียน เพราะมีงานกองรออยู่เพียบเลยค่ะ ซึ่งนอกจากจะต้องเร่งสะสางแล้ว ผู้เขียนต้องระมัดระวังสุขภาพของตัวเองด้วย เพราะเคยทำงานจนล้มป่วยมาแล้ว

เมื่อทำงานหนัก ร่างกายจะเริ่มฟ้องว่าต้องการพัก ประกอบกับผู้เขียนต้องการให้เวลากับคนในครอบครัว เนื่องจากเกิดความรู้สึกผิดที่แอบไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ จึงชวนกันไปพักผ่อนที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งน้าสาวของผู้เขียนมีกิจการรีสอร์ตอยู่ที่นั่น เลยพักฟรี อาหารฟรี แบบนี้ก็ไปโลดค่ะ

มีคำกล่าวว่า ถ้าไปนอนเขาค้อ 1 คืน อายุจะยืนขึ้นอีก 1 ปี ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น เพราะเขาค้อมีภูมิประเทศที่เป็นขุนเขาและมีอากาศดีมาก เปรียบเสมือนสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย แต่ผู้เขียนคิดว่า ดีกว่าไปเมืองนอก เพราะค่าใช้จ่ายถูก แถมอาหารยังถูกปากคนไทย เข้าตำราไทยเที่ยวไทย เงินทอง ไม่รั่วไหล ชาติไทยเจริญ

ผู้เขียนไปเขาค้อครั้งนี้พร้อมกับคุณหมอใกล้ตัวและลูกสาวคนเล็ก ซึ่งอยู่ในช่วงที่มหาวิทยาลัยปิด ให้พักผ่อน 7 วัน แต่กว่าจะเดินทางมาเจอกันที่บ้านก็เหลือเวลาแค่ 5 วัน และต้องรีบกลับไปเตรียมตัวเรียนหนังสือ ดังนั้นเราจึงต้องวางแผนใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่า

ส่วนลูกสาวคนโตเรียนจบแล้ว กำลังทำงาน จึงไม่สามารถลางานมาพักผ่อนกับครอบครัวได้ แน่นอนว่าเห็นอากาศดี ๆ แบบนี้ผู้เขียนจึงนำรถจักรยาน ไปปั่นที่เขาค้อด้วย เราใช้เวลาเดินทาง จากพิษณุโลกประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้วค่ะ เดี๋ยวนี้การเดินทางสะดวกมาก เนื่องจากเป็นถนนสี่เลน

เมื่อผู้เขียนเดินทางถึงที่พัก ก็ได้รับการต้อนรับจากน้าสาวเป็นอย่างดี เนื่องจากไม่ได้พบกันมานาน ประกอบกับมีลูกสาวมาด้วยจึงเป็นที่ชอบใจของคุณยายเล็ก เย็นนั้นเราขี่จักรยานออกไปเที่ยวรอบ ๆ รีสอร์ต ได้สัมผัสอากาศเย็นสบายเพราะเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว แล้วก็กลับมากินอาหารเย็นด้วยเมนูที่ครอบครัวเราชื่นชอบคือ ผัดยอดฟักแม้วน้ำมันหอย ผัดลูกฟักแม้วใส่ไข่

คลิกเลข 2 เพื่ออ่านหน้าถัดไป
ท่านผู้อ่านคงชื่นชอบเมนูเหล่านี้เหมือนผู้เขียนนะคะ เพราะรสชาติอร่อย เย็นนั้นผู้เขียนเจริญอาหารเป็นพิเศษ เพราะได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่ดีมาก และกินอาหารร่วมกับครอบครัว ซึ่งมีรสชาติอร่อย แถมยังให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

เนื่องจากฟักแม้วมีใยอาหารสูง จึงช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี อีกทั้งยังมีสารแอนติออกซิแดนต์ปริมาณสูงมาก เมื่อกินเข้าไป จะช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายและช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ฟักแม้ว

นอกจากฟักแม้วจะช่วยชะลอวัยแล้ว ยังช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง เพราะมีแคลเซียมสูง เหมาะสำหรับวัยทองที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนอย่างยิ่ง

สารอาหารอื่น ๆ ที่น่าสนใจก็คือ มีวิตามินซีที่ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และช่วยบำรุงผิวพรรณทำให้ผิวสวยผ่องใส เด้งดีค่ะ สรุปแล้วฟักแม้วเป็นผักที่เหมาะสำหรับการบริโภคในทุกกลุ่มอายุ เพราะมีทั้งคุณค่าทางสารอาหารและราคาไม่แพง

มื้อเย็นจบลงด้วยเสียงหัวเราะและความสุข ก่อนจากกันคืนนั้นผู้เขียนได้บอกแม่ครัวว่า พรุ่งนี้เช้าขอข้าวต้มเครื่องใส่ยอดฟักแม้วกับเห็ดหอม ซึ่งแค่คิดว่าจะได้กิน ใจก็อิ่มด้วยความสุขแล้วค่ะ

คืนนั้นหลับฝันดี เพราะท้องอิ่ม อากาศสบาย ไม่ต้องเปิดแอร์นอน สวัสดีค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com