สูตรพอกหน้า

5 สูตรพอกหน้าด้วยมะเขือเทศ หน้าขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติ

มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินซีและก็สารไลโคปีนที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยทำให้ผิวขาวกระจ่างขาวใสดูอมชมพูอย่างเป็นธรรมชาติ นอกเหนือจากการรับประทานมะเขือเทศเพื่อผิวพรรณและก็สุขภาพที่ดีแล้ว ก็ยังมี สูตรพอกหน้า ด้วยมะเขือเทศเด็ดๆ5 สูตรที่พวกเราต้องการจะมาแบ่งปันให้ผู้หญิงได้ลองเอาไปทำตามอย่างกันด้วย จะมี สูตรหน้าใส ใดบ้างนั้น ตามไปดูกันเลยจ้ะ

5 สูตรพอกหน้า ด้วยมะเขือเทศ

1.มะเขือเทศเพียวๆ
เป็นสูตรที่ง่ายและก็เบสิคอย่างมาก ด้วยเหตุว่ามะเขือเทศจะช่วยทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างขาวสวยใสมองอมชมพูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง สามารถนำมะเขือเทศใหม่ๆมาล้างให้สะอาดแล้วฝานเป็นแผ่นบางๆแล้วหลังจากนั้นเอามาโปะให้ทั่วบริเวณใบหน้า ละเว้นรอบดวงตาไว้หรือไม่ก็นำมะเขือเทศบดละเอียดมาพอกหน้าทิ้งเอาไว้ตรงเวลาโดยประมาณ 15 – 20 นาทีแล้วล้างหน้าล้างตาตามเดิม ก็จะสามารถช่วยให้ผิวหน้ามองขาวกระจ่างขาวสวยใสอมชมพูได้ในทันที แล้วก็ถ้าเกิดใช้มะเขือเทศแช่เย็น ก็จะยิ่งทำให้ผิวรู้สึกเย็นชื่นบานเยอะขึ้น

2.มะเขือเทศกับน้ำผึ้ง
มะเขือเทศจะช่วยในเรื่องความขาวอมชมพู ส่วนน้ำผึ้งจะช่วยในเรื่องเกี่ยวกับการฆ่าเชื้อโรค ลดการอักเสบของสิวรวมทั้งช่วยทำให้ผิวนุ่มเปียกชื้น สามารถทำเป็นกล้วยๆโดยการนำมะเขือเทศบดละเอียดผสมกับน้ำผึ้งน้อย แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปพอกหน้าทิ้งเอาไว้ 15 – 20 นาทีแล้วต่อจากนั้นล้างออก จะมองเห็นได้ว่ารอยดำรอยแดงจากสิวจะเบาๆจางลงรวมทั้งได้ผิวหน้าที่เนียนนุ่มกระดอนเช่นเดียวกันกับผิวเด็กจริงๆ

3.มะเขือเทศกับแตงร้าน
แตงร้านจะช่วยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มเติมความชื้นให้กับผิว โดยให้นำมะเขือเทศแล้วก็แตงร้านปั่นมาผสมรวมกันให้ถี่ถ้วนแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปพอกหน้าทิ้งเอาไว้ 15 – 20 นาทีหลังจากนั้นล้างออกโดยการใช้นำที่สะอาด จะได้ผลได้โดยทันทีว่าผิวหน้ามีความชื้น มองอิ่มน้ำแล้วก็อมชมพู

4.มะเขือเทศกับขมิ้นชัน
ขมิ้นชันจะช่วยทำให้ผิวขาวกระจ่างขาวใสและก็ช่วยในเรื่องของริ้วรอย แถมรูขุมขนก็ดูกระชับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าหากเอามาผสมกับมะเขือเทศก็จะยิ่งให้รีบความขาวใสบนบริเวณใบหน้าได้อย่างดีเยี่ยม ขั้นตอนการทำ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้รอบคอบ ต่อจากนั้นนำผงขมิ้นผสมลงไปคนจะกว่าจะเข้ากัน แล้วค่อยนำไปพอกหน้าทิ้งเอาไว้ 20 นาที ต่อจากนั้นล้างออกจวบจนกระทั่งสีของขมิ้นจะออกหมด สูตรหน้าใสนี้จะช่วยทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนละเอียดจากรูขุมขนที่กระชับมากขึ้นเรื่อยๆ

5.มะเขือเทศกับโยเกิร์ต
สูตรหน้าใสนี้จะช่วยทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มรวมทั้งขาวกระจ่างขาวใสอมชมพูจากมะเขือเทศ สามารถทำเป็นโดยการนำมะเขือเทศไปปั่นรวมกับโยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ แล้วเอามาพอกหน้าทิ้งเอาไว้ 30 นาที จะมากมายหรือน้อยกว่านั้นก็ตามใจถูกใจ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ผิวที่เนียนนุ่มขาวใสเสมือนผิวเด็กอ่อนอย่างยิ่งจริงๆ

เป็นไงบ้างขาผู้หญิงสำหรับสูตรพอกหน้าพวกนี้ล้วนเป็นสูตรหน้าใสที่ทำเป็นง่ายและไม่สลับซับซ้อนเลยสักหน่อย สามารถนำไปพอกหน้าอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งติดต่อกันตรงเวลา 2-3 เดือนก็จะได้ผลได้อย่างแจ่มแจ้งแน่ๆ…

อาการแพ้ลิปสติก

5 ทางแก้อาการแพ้ลิปสติก ทำอย่างนี้สิ เห็นผลแน่นอน

อาการแพ้ลิปสติก ซึ่งก็ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตนเองได้อย่างมากมาย แต่ว่าก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ปัญหาเสมอ ด้วยเหตุว่าพวกเรามี 5 ข้อแนะนำสำหรับการขจัดปัญหาเมื่อ แพ้ลิปสติก มาฝากกันดังต่อไปนี้แล้วจ้ะ

1.อย่าดึง แกะ หรือเลียริมฝีปาก
ในผู้ที่กำเนิดอาการแพ้ลิป กระทั่งทำให้ปากแห้ง ผิวหลุดลอกเป็นเกล็ด ต้องระวังอย่าแกะ ดึง หรือเลียริมฝีปากเด็ดขาด เพราะว่าโน่นก็จะยิ่งทำให้มีการเกิดการอักเสบมากยิ่งกว่าเดิม แล้วก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้ออีกด้วย ทางที่ดีควรจะดูแลริมฝีปากให้เปียกชื้นอยู่เป็นประจำและก็หลีกเลี่ยงการสัมผัสริมฝีปากไปเลยจะเยี่ยมที่สุด

อาการแพ้ลิปสติก

2.ทาลิปสติคบาล์มหรือลิปมันคุณลักษณะของลิปบาล์มและก็ลิปมันเป็น บำรุงริมฝีปาก ทำให้ปากเปียกชื้น คุ้มครองปากแห้ง แตก ซึ่งจะช่วยไขปัญหาการแพ้ลิปได้อย่างดีเยี่ยม โดยชี้แนะให้ทาเสมอๆวันละ 2 ครั้ง รุ่งเช้า-เย็น แล้วจะช่วยทำให้ริมฝีปากของคุณกลับมามองงามเนียนนุ่มอย่างเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย

3.กินน้ำแล้วก็รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์
การกินน้ำที่พอเพียงจะช่วยรักษาความชื้นให้แก่ริมฝีปาก และก็ช่วยขับพิษที่ได้รับจากลิปออกมาจากร่างกาย ยิ่งกว่านั้นการกินอาหารที่มีสาระยังช่วยฟื้นฟูริมฝีปากที่มีปัญหาได้ ดังเช่นว่า การทานผลไม้จำพวกเบอปรี่ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยคุ้มครองป้องกันผิว แล้วก็ทำให้ริมฝีปากเปียกชื้นขึ้น ส่วนการกินน้ำแครอทที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ก็ช่วยให้ปากนุ่มเปียกชื้นได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมาดื่มน้ำให้เป็นจำนวนมากแล้วรับประทานอาหารที่มากคุณประโยชน์เพื่อแก้อาการแพ้ลิปกันเลยดีกว่า

4.เลือกใช้สีอ่อนๆ
การเลือกใช้ลิปในครั้งถัดมาชี้แนะว่า ควรที่จะเลือกลิปสีอ่อนๆเนื่องจากลิปสีผ่องใสได้แก่ สีแดง มักทำให้ผู้ใช้กำเนิดอาการแพ้ได้มากกว่าการเลือกใช้ลิปสีอ่อน ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ใช้เสี่ยงกับอาการแพ้ลดลง ยิ่งกว่านั้นควรจะเลี่ยงการซื้อลิปที่ใส่น้ำหอม และก็สารกันเสีย ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้ผู้ใช้ได้โอกาสแพ้ลิปมากขึ้นเรื่อยๆ

5.หารือหมอ
อาการแพ้ที่เกิดขึ้นบางทีอาจจำเป็นต้องใช้ยาช่วย จำเป็นจะต้องรีบไปพบหมอหากพบว่ามีลักษณะห่วยลง ซึ่งหมอบางทีอาจจ่ายยาใช้ภายนอกนระงับความเจ็บ ยาใช้ภายนอกนแก้แพ้คลอเฟนิรามีน หรือยาใช้ภายนอกตรีโนโลนสำหรับทาริมฝีปากภายนอก ดังนี้ควรจะปฏิบัติตามข้อแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด เพื่อหายจากอาการแพ้เร็วที่สุด

การดูแลและรักษาริมฝีปากข้างหลังกำเนิดอาการแพ้นั้น ควรจะย้ำเรื่องความสะอาด การดูแลริมฝีปากอย่างทะนุถนอม รวมทั้งจำต้องไม่ลืมเลือนว่าควรจะเลือกซื้อลิปที่ตามมาตรฐาน เหมาะสมกับภาวะผิว เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้มีการแพ้อีกนั่นเอง

 

แหล่งที่มา.. https://www.sanook.com/women/154013/

กำจัดขี้แมลงวัน

3 สูตรเด็ดจากธรรมชาติ กำจัดขี้แมลงวันบนผิวให้หมดไปอย่างสำเร็จ

กำจัดขี้แมลงวัน ที่คนอีกจำนวนไม่น้อยจำต้องรู้จักดี โดยเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากความเปลี่ยนไปจากปกติของเซลล์สร้างเม็ดสี ซึ่งแม้ร่างกายผลิตเมลาโนไซต์ออกมามากจนเกินไปจะมีผลให้กำเนิดจุดดำบนผิวหนังและก็ปรับปรุงเป็นขี้แมลงวัน โดยรูปแบบของขี้แมลงวันจะเป็นจุดสีดำเล็กๆฝังลึกบนบริเวณใบหน้าแล้วก็บนผิวตามร่างกาย แล้วก็วันนี้พวกเราก็จะมาเสนอแนะสูตรเด็ดที่จะกำจัดขี้แมลงบนผิวของพวกเราให้หมดไปด้วย 3 สูตร กล้วยๆดังต่อไปนี้

1.สูตรปูนแดง
ใช้ปูนแดงพอกทิ้งเอาไว้โดยวิธีแบบนี้อาจทำให้แสบผิวน้อย แต่ว่าคนจำนวนไม่น้อยที่ได้ทดลองก็บอกคำเดียวเลยว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีมากมาย โดยพวกเราจะใช้ปูนแดงแบบที่คนชรารับประทานกับหมากมาผสมกับสบู่ แล้วคนส่วนประกอบให้เหมาะ หลังจากนั้นชำระล้างผิวให้สะอาด นำไม้จิ้มฟันมาแต้มกับปูนแดงที่พวกเราผสมไว้ทาลงรอบๆที่มีขี้แมลงวัน ทาทิ้งเอาไว้จนกระทั่งแห้งแล้วก็ใช้ผ้าสะอาดถูออกแล้วล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำที่สะอาดอีกรอบ ทดลองทำต่อเนื่องกันอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เท่านี้พวกเราก็จะได้ผิวสวยที่ไม่มีขี้แมลงวันมารบกวนอีกต่อไป


2.สูตรมะนาว
โดยจะใช้น้ำมะนาวแต้มทิ้งเอาไว้ ซึ่งพวกเราเข้าใจกันอยู่อยู่แล้วว่าในน้ำมะนาวมีกรดที่เป็นวิตามิน C เข้มข้น ที่ช่วยสำหรับเพื่อการผลัดเซลล์ผิวเก่าแล้วก็รู้สึกตัวบำรุงผิวใหม่ให้สว่างกระจ่างขาวสวยใสขึ้น แม้กระนั้นจะทาทั่วบริเวณใบหน้าเลยก็อาจจะไม่ดีควรจะใช้เฉพาะจุดก็พอเพียงจ้ะ โดยวิธีทำก็คือให้นำมะนาวมาบีบมัวแต่น้ำแล้วก็ใช้คอนโคนลบัตจุ่มแล้วก็ทาลงบนขี้แมลงวัน ทิ้งเอาไว้ราวๆ 20 นาทีแล้วล้างออกโดยใช้น้ำสะอาด ทำอย่างงี้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง รอยดำๆของขี้แมลงวันก็จะจางไป

3.สูตรลูกแอปเปิ้ลไซเดอร์
ผลแอปเปิ้ลไซเดอร์มีสารต้านอนุมูลอิสระและก็มีส่วนช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่า รวมทั้งรักษารอยแผลเป็นให้มองจางเร็ว โดยพวกเราจะใช้น้ำลูกแอปเปิ้ลไซเดอร์ผสมกับน้ำ ใช้แผ่นสำลีชุบน้ำผลแอปเปิ้ลไซเดอร์ที่ผสมไว้เอามาติดลงบนขี้แมลงวันทิ้งเอาไว้ราวๆ 20 นาที แล้วล้างออกโดยการใช้นำที่สะอาด ทำต่อเนื่องกันอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ขี้แมลงวันก็จะเลือนรางไปท้ายที่สุด

แต่ เมื่อพวกเรารักษาขี้แมลงวันหายได้แล้ว ก็จำต้องดูแลตนเองให้ดีไม่ให้กำเนิดซ้ำอีก เนื่องจากจังหวะกำเนิดซ้ำอีกมีสูงมากมาย ซึ่งที่มาของการเกิดขี้แมลงวันนั้นมีหลายสาเหตุที่ไม่ดีต่อผิวของพวกเราได้ตลอดระยะเวลา โดยเหตุนี้พวกเราก็เลยจะต้องดูแลผิวของพวกเราเสมอๆด้วยการทาครีมที่มีไว้กันแสงแดด หรือสวมหมวก สวมเสื้อแขนยาวเพื่อป้องกันแสงแดด เท่านี้พวกเราก็สามารถกำจัดและก็หลบหลีกการเกิดขี้แมลงวันด้วยตัวเราเองได้แล้ว

 

แหล่งที่มา.. https://www.sanook.com/women/154697/

อาการแพ้ตุ้มหู

อย่าละเลย อาการแพ้ตุ้มหู พร้อมแนวทางสำหรับในการดูแลรักษาให้หายเร็ว

อาการแพ้ตุ้มหู ผู้หญิงสุดที่รักงามรักสวยและก็ติดตามเทรนด์แฟชั่นตลอดระยะเวลา ทราบไหมว่าเครื่องเพชรพลอยบางจำพวกก็บางทีอาจจะกำลังรังแกผิวของคุณได้โดยไม่ได้คาดคิด เช่น ตุ้มหูงามๆที่ผู้หญิงหลายท่านห้ามให้ขาดเลยเด็ดขาด เนื่องจากว่าเป็น เครื่องประดับ ตกแต่งที่จะทำให้หูของพวกเรามองสะดุดตาตลอดระยะเวลา แต่ว่าในเวลาเดียวกันก็อาจก่อให้บางบุคคลกำเนิดอาการแพ้เป็นผื่นแดงและก็คัน เป็นๆหายๆเรื้อรังจนกระทั่งไม่กล้าใส่ตุ้มหูอีกเลย ซึ่งอาการแพ้เป็นผลมาจากอะไร แล้วก็มีวิธีการรักษาคุ้มครองป้องกันยังไง ไปดูกันเลย

ที่มาของการแพ้
เดี๋ยวนี้การแพ้ ตุ้มหูนับเป็นอีกโรคหนึ่งจากการแพ้เครื่องเพชรพลอย เนื่องจากว่าด้วยส่วนประกอบโดยมากเป็นโลหะหลายอย่างรวมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โลหะนิกเกิล ที่พบบ่อยในเครื่องเพชรพลอย ทั้งยังยังเป็นต้นเหตุของการแพ้เยอะที่สุด

ผิวหนังรอบๆใบหูของพวกเราจัดได้ว่าเป็นส่วนที่มีความแบบบางแล้วก็แน่ๆว่าอาจจะมีการเกิดการแพ้ได้ง่ายด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่มีผิวบางและก็แพ้ง่าย โดยอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการคัน บวมแดงรวมทั้งอักเสบ ไปจนกระทั่งกำเนิดหนองรอบๆที่ใส่ตุ้มหูได้ ซึ่งแม้มีลักษณะกลุ่มนี้ หมายความว่าคุณกำลังแล้วล่ะ

แนวทางการรักษา
เมื่อพวกเราทราบดีว่าตุ้มหูที่ใส่ทำให้พวกเรามีลักษณะแพ้ พวกเราสามารถรักษาอาการแพ้พื้นฐานได้โดยใช้น้ำเกลือขัดถูล้างชำระล้างรอบๆใบหูที่แพ้ทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างต่ำวันละ 2 เวลา เพื่อคุ้มครองป้องกันการรับเชื้อรวมทั้งบางทีอาจใช้ยาใช้ภายนอกแก้คันร่วมได้เพื่อลดอาการคันนั่นเอง

คุ้มครองป้องกันแพ้ตุ่มหูเช่นไร

พวกเรามาดูแนวทางคุ้มครองพื้นฐานแบบง่ายๆซึ่งสามารถทำเป็นเองเพื่อไม่ให้กำเนิดของกินแพ้ตุ้มหูกัน โดยคุ้มครองป้องกันได้ดังต่อไปนี้

สำหรับผู้หญิงที่มีผิวเปราะบางรวมทั้งแพ้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นต้นเหตุทางพันธุกรรมหรือการแพ้จากโลหะที่มีอยู่ในเครื่องเพชรพลอย ควรจะเลี่ยงการใส่เครื่องเพชรพลอยหรือตุ้มหูที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และก็ควรที่จะทำการเลือกใช้สินค้าดูแลผิวที่ไม่มีส่วนประกอบของแฮลกอฮอล์หรือน้ำหอมที่อาจจะก่อให้กำเนิดอาการแพ้ได้ง่าย ส่วนคนไหนที่มีปัญหาแพ้ตุ้มหูก็ชี้แนะให้หารือหมอแล้วก็ทำตามอย่างที่พวกเราเสนอแนะกันมอง จะช่วยทำให้อาการแพ้หายเร็วขึ้นแน่ๆ

แหล่งที่มา.. https://www.sanook.com/women/155297/

Leucorrhoea

อาการตกขาวผิดปกติ ( Leucorrhoea ) ของสาวๆ

Leucorrhoea

อาการตกขาว คืออาการที่เกิดจากของเหลวสีขาวใสหรือสีขาวขุ่นไหลออกมาจากทางช่องคลอด ซึ่งผู้หญิงจะมีตกขาวเป็นปกติ เพราะตกขาวเป็นของเหลวที่ถูกผลิตโดยต่อมภายในช่องคลอด

เพื่อช่วยนำเอาเซลล์ที่ตายแล้ว และแบคทีเรียที่ช่องคลอดออกมา ทำให้ช่องคลอดมีความสะอาดและป้องกันการติดเชื้อในระบบสืบพันธ์ แต่ที่สำคัญคือต้องไม่มีกลิ่น

อาการตกขาวที่ผิดปกติ Leucorrhoea

ปริมาณของตกขาวอาจเยอะขึ้นในช่วงกลางรอบเดือนที่มีการตกไข่ หรือใกล้วันมีประจำเดือน และหลังหมดประจำเดือนในช่วงแรก หรือเมื่อมีการตื่นตัวทางเพศ และในเด็กหญิงที่กำลังเข้าวัยเจริญพันธุ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

 

อาการตกขาวที่ผิดปกติ

1 . ตกขาวที่มีกลิ่นแรง กลิ่นไม่เหมือนเดิม มีกลิ่นคาว กลิ่นเหมือนปลาเน่า
2 . สีของตกขาวมีการเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีเขียว สีเทา มีเลือดปน
3 . มีอาการอื่นร่วม เช่น อาการคัน มีไข้ ปวดท้อง ท้องผูก แสบร้อนบริเวณช่องคลอด
4 . มีปริมาณที่เยอะขึ้นจนทำให้กางเกงในเปียก

สีของตกขาวบอกอะไร

1 . สีเขียว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หรือเกิดจากพยาธิบางชนิดที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์
2 . สีขาว ลักษณะเหมือโยเกิร์ตหรือขาวขุ่นเหมือนนมบูดเป็นเม็ดๆ มักจะเกิดจากเชื้อราซึ่งพบได้บ่อย บางคนมีอาการคันร่วมด้วยหรือแสบร้อนบริเวณช่องคลอด โดยเฉพาะเวลามีเพศสัมพันธ์ ฝ่ายชายอาจมีอาการคันด้วย
3 . สีเทา เกิดจากการติดเชื้อแทคทีเรีย ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดธรรมดาสามารถทานยาได้
4 . สีน้ำตาลมีเลือดปน อาจเป็นเนื้องอก หรือมะเร็งปากมดลูก ควรไปพบแพทย์เพื่อการตรวจรักษาอย่างละเอียด

สาเหตุของการเกิดตกขาวที่ผิดปกติ

1 . ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน
2 . มีเนื้องอก เป็นมะเร็ง
3 . มีสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด
4 . ความผิดปกติของฮอร์โมน
5 . ร่างกายอ่อนแอ โลหิตจาง
6 . เกิดการอักเสบของมดลูกหลังการคลอด มีการเคลื่อนของมดลูก
7 . ในผู้หญิงอายุน้อยอาจเกิดจากพยาธิเส้นด้าย ซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายอ่อนแอร่วมกับการไม่รักษาความสะอาด
8 . การนอนดึกจะกระตุ้นให้เป็นตกขาวมากขึ้น

การรักษา

1 . แพทย์จะรักษาอาการตามเชื้อที่ได้รับ
2 . ถ้าติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะสำหรับเชื้อแบคทีเรียชนิดนั้น และควรงดแอลกอฮอล์ระหว่างที่ทานยาปฏิชีวนะ เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา
3 . เชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ติดต่อทางเพศสันมพันธ์ จำเป็นต้องให้ยาคู่นอนด้วย
4 . ถ้าเป็นเชื้อรา แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีทั้งแบบเหน็บและแบบกิน

เมื่อมีตกขาวผิดปกติแล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำการรักษา หากติดเชื้อที่อันตรายจะทำให้มีโอกาสติดเชื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้อุ้งเชิงกรานอักเสบ อาจลามไปที่มดลูกและรังไข่ได้

วิธีใช้ยาเหน็บ

1 . ล้างมือให้สะอาด
2 . แกะยางจากแผง จุ่มน้ำเล็กน้อยเพื่อให้เม็ดยาชื้น เวลาเหน็บจะได้ง่ายขึ้น
3 . นอนหงายและชันเขา แยกขาออกจากกัน
4 . ค่อยๆ ใส่หลอดบรรจุยาเข้าไปในช่องคลอดหรือใช้นิ้วดันยาให้เข้าไป
5 . หากใช้อุปกรณ์ช่วยสอดยา ให้กดด้านหลอดบรรจุยาจนยาเหน็บเข้าไปในช่องคลอด จากนั้นนำหลอดบรรรจุยาออกมาจากช่องคลอด
6 . แนะนำให้ใช้ยาก่อนนอนเพราะจะได้นอนหลับไปเลย

ยาเหน็บหรือยาสอดเข้าช่องคลอดแต่ละชนิด จะมีข้อบ่งใช้และมีส่วนประกอบที่แตกต่างกัน ก่อนใช้ยาควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อน บางคนอาจมีอาการแพ้ยาได้ เช่น มีผื่น หน้าบวม ปากบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หรือเจ็บปาก เจ็บตาได้ ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ให้รีบพบแพทย์ทันที

คำแนะนำในการใช้ยาเหน็บ

ถ้ามีอาการตกขาวผิดปกติ ก่อนไปซื้อยาหรือพบแพทย์ อย่าลืมแจ้งอาการเจ็บป่วยปัจจุบัน โรคประจำตัว และอาการแพ้ยากับคุณหมอหรือเภสัชกรทราบทุกครั้ง เพื่อป้องกันอาการข้างเคียงของการใช้ยา และเพื่อเป็นการเลือกยาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณ

การป้องกัน

1 . ทำร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
2 . นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
3 . งดบุหรี่และแอลกอฮอลล์
4 . หลีกเลี่ยงการใช้แผ่นอนามัยแบบบางทุกวัน เพราะจะทำให้เกิดการอับชื้นและเกิดการสะสมเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราได้
5 . การเช็ดทำความสะอาดช่องคลอด ให้เช็ดจากช่องคลอดไปที่ทวารหนัก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้อุจจาระปนเปื้อนบริเวณช่องคลอด
6 . ไม่สวนล้างช่องคลอดโดยไม่จำเป็น
7 . ไม่ทานยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น
8 . ไม่ใส่กางเกงที่คับแน่นจนเกินไป
9 . ให้ผู้ชายทำความสะอาดอวัยวะเพศก่อนมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง
10. ควรหลีกเลี่ยงอาหารทอดและเผ็ด

ในช่องคลอดจะมีภาวะเป็นกรดอ่อนๆอยู่ ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ แต่ถ้าเรามีภาวะกรดลดลง เช่น ตั้งครรภ์ มีประจำเดือน กินยาฆ่าเชื้ออื่นๆ นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิร่างกายต่ำลง กินยากดภูมิ ก็จะทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้

รู้หรือไม่

– เด็กที่เป็นตกขาว ต้องพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ อาจมีอะไรแปลกปลอมอยู่ในช่องคลอด เช่น ของเล่นชิ้นเล็กๆ หรืออาจเกิดจากการถูกข่มขืน ซึ่งเด็กๆ ไม่ควรมีอาการตกขาว
– การฉีดน้ำสวนล้างช่องคลอดจะทำให้สภาพแวดล้อมในช่องคลอดเกิดการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียดีตายได้ เป็นการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อมากขึ้น
– ผู้หญิงตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไป หรือผู้หญิงที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ แนะนำให้ไปตรวจภายในเป็นประจำทุกปี
– การทำความสะอาดมากเกินไปอาจทำให้ช่องคลอดแห้ง ผิวหนังบาง ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
– อาการตกขาวสามารถพบได้ในเด็กทารกหลังคลอดไม่เกิน 1 สัปดาห์ เนื่องจากการได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนจากมารดา
– ภาวะขาดสารอาหารทำให้มีตกขาวได้

ภาวะตกขาวผิดปกติเป็นปัญหาที่ผู้หญิงทุกคนควรเอาใจใส่ หากพบการตกขาวผิดปกติควรไปพบแพทย์ เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

ตั้งท้องพร้อมกัน

เผยภาพความน่ารัก 2 คุณแม่แก๊งนางฟ้า เจนี่ – แอน ตั้งท้องพร้อมกัน

ตั้งท้องพร้อมกัน

เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ – แอน อลิชา เผยภาพความน่ารักของกิจกรรมคนท้องแก่ อุ้มท้องโตควงแขนช้อป
ปิ้ง มิตรภาพสองเพื่อนซี้ที่ท้องพร้อมกัน

ใกล้คลอดเต็มทีแล้ว สำหรับสาว ๆ จากแก๊งนางฟ้า ที่ตั้งท้องพร้อมกันถึง 3 คน ซึ่งตอนนี้ก็เหลือ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ หรือ เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร ที่ตั้งท้องลูกคนแรก และ แอน อลิชา ที่ตั้งท้องลูกคนที่สอง และกำลังนับถอยหลังรอจะได้เห็นหน้าลูกน้อยในท้องกันแล้ว

ตั้งท้องพร้อมกัน

ล่าสุด 27 พ.ย. 62 สาวแอน ก็ได้ออกมาอัปเดตภาพน่ารัก ๆ ของสองเพื่อนซี้มาให้แฟน ๆ ได้ชมกันด้วย กับภาพกิจกรรมของคนท้องแก่ที่เจ้าตัวควงแขน สาวเจนี่ อุ้มท้องโตไปช้อปปิ้งกันตามประสาสาว ๆ โดย สาวแอน ยังได้เผยด้วยว่า ท้องพร้อมเพื่อนมันก็สนุกตรงนี้ เพราะมีเรื่องราวมากมายให้แบ่งปัน ซึ่งตัวเองในฐานะแม่ลูกหนึ่ง ก็ถือเป็นรุ่นพี่ในการเป็นแม่ พร้อมบอกว่า สาวเจนี่ จะเป็นแม่ที่ดีในแบบของตัวเองแน่นอน

งานนี้ก็มีแฟน ๆ เข้าไปคอมเมนต์กันเพียบว่า เอ็นดูสองคุณแม่ที่น่ารักมาก ๆ ประทับใจกับมิตรภาพของแก๊งนี้จริง ๆ ที่คอยอยู่เคียงข้างกันในทุกช่วงเวลาและเหตุการณ์สำคัญของชีวิตเลย

เยลลี่ ” มะม่วง ” เมนูหวานๆ สายพันธุ์ไทย

หนึ่งในผลไม้ที่ถูกใจทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ แถมราคายังไม่แพง และหาซื้อได้ง่ายสุดๆ คงหนีไม่ “ มะม่วง ” ที่อร่อยได้ทั้งแบบดิบ และสุก แถมแต่ละ สายพันธุ์ไทย ยังมีรสชาติที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

ประโยชน์ของ มะม่วงสุก สายพันธุ์ไทย

มะม่วงสุก จะมีสีเหลือง จึงเต็มไปด้วยวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันสายตามัวมองเห็นไม่ชัดในเวลากลางคืน และยังมีฤทธิ์เป็นยาระบาย มีกากใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายอีกด้วย

สายพันธุ์ไทย

 

ข้อควรระวังในการทานมะม่วง

สำหรับมะม่วงสุก เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงเช่นกัน ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นผลไม้ที่มีพลังงานสูง ยิ่งทานเป็นเมนูข้าวเหนียวมะม่วงยิ่งแล้วใหญ่ สำหรับคนปกติที่ไม่มีโรคประจำตัวอะไร สามารถทานมะม่วงสุกได้ ¾ ผล หลังมื้ออาหาร

ส่วนผสม

1. มะม่วงสุก 1 ลูก
2. น้ำต้มสุก 300 กรัม
3. มะม่วงสุกหั่นเต๋า 1/2 ลูก
4. น้ำมะนาว 1 กรัม
5. แผ่นเจลาติน 4 แผ่น
6. น้ำตาลทราย 30 กรัม

วิธีทำ

1. นำแผ่นเจลาตินแช่ในน้ำเย็น
2. นำมะม่วงปั่นกับน้ำต้มสุก จนได้น้ำมะม่วงเนื้อละเอียดแล้วเทใส่หม้อ ตามด้วยน้ำตาลทราย และเปิดไฟให้ร้อนพอประมาณ
3. ใส่แผ่นเจลาตินที่แช่น้ำจนนิ่มลงไปในหม้อ คนให้ละลายเข้ากัน ปิดไฟยกลงจากเตา
4. ใส่น้ำมะนาวลงในหม้อ (* ควรใส่น้ำมะนาวตอนที่ยกหม้อมะม่วงลงจากเตาแล้ว เพื่อไม่ให้มะนาวขม)
5. เทเยลลี่มะม่วงลงในถ้วยหรือแก้วที่เตรียมไว้ จากนั้นนำมะม่วงสุกหั่นเป็นเต๋าโรยลงไปผสมกับเยลลี่ นำไปเข้าตู้เย็น ประมาณ 15 นาที ก็จะได้ทานเยลลี่มะม่วงเย็นๆ คลายร้อนกันแล้นนน

หมายเหตุ – ถ้าอยากเพิ่มความอร่อยจะแต่งหน้าด้วยวิปครีมและมะม่วงหั่นเต๋าก็ได้นะ

การใส่ถุงเท้านอน

การใส่ถุงเท้านอน มันดีต่อสุขภาพ ยังไง ???

การใส่ถุงเท้านอน เราจะหลับได้ง่ายขึ้น เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

นี่คือเหตุผลดี ๆ ว่าทำไมเราควรใส่ถุงเท้านอน เพราะมันดีต่อสุขภาพแบบนี้ไง

การใส่ถุงเท้านอน มันดีต่อสุขภาพ

การใส่ถุงเท้านอน

หลายคนเคยได้ยินมาบ้างว่าเวลานอนให้ใส่ถุงเท้านอน อาจช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น และบางครั้งก็มีข้อมูลแว่ว ๆ ว่าใส่ถุงเท้านอนช่วยแก้หวัด แก้ไอได้ด้วย ประโยชน์ของการใส่ถุงเท้านอนมันดีขนาดนั้นเลยจริงไหม เราจะมาบอกให้ทราบถึงข้อดีของการใส่ถุงเท้านอนค่ะ

เพราะเท้าเป็นจุดรวมเส้นประสาท เมื่อเราใส่ถุงเท้า ร่างกายจะได้รับความอบอุ่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เส้นเลือดจะขยายตัวทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และส่งผลดีต่อร่างกายและการนอนหลับของเรา และเขายังบอกด้วยว่า หากใส่ถุงเท้านอน เราจะหลับได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยก็ 15 นาทีจากเวลาปกติเลยล่ะค่ะ ใครนอนหลับยากลองใส่ถุงเท้านอนสักคืนสิ

ผอมได้สบายๆ

กินเนื้อไก่ ยังไงให้หุ่นดี แคลอรี่ต่ำ ผอมได้สบายๆ

กินเนื้อไก่ ผอมได้สบายๆ

กินเนื้อไก่แคลอรี่ต่ำ ผอมได้สบายๆ

เนื้อไก่ เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังดูแลสุขภาพ เพราะเนื้อไก่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ให้พลังงานสูงและมีไขมันน้อย ช่วยสร้างความแข็งแรงแก่ร่างกายเสริมสมรรถภาพในการออกกำลังกายให้ดีขึ้น และคนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าการทานอกไก่อาจช่วยควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย ก่อนอื่นมาทราบถึงวิธีการเลือกเนื้อไก่ให้ถูกต้องกันก่อนค่ะ

1. เลือกซื้อจากร้านค้าที่สะอาดได้มาตรฐาน หรือร้านที่มีการรับรองคุณภาพจากกรมปศุสัตว์

2. เลือกอกไก่ที่ถูกเก็บรักษาด้วยความเย็น เพราะความเย็นช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และเลือกซื้อเนื้อไก่ที่มีสีธรรมชาติ เนื้อไม่คล้ำ

3. ไม่มีจุดเลือดออก ไม่มีรอยฟกช้ำ และไม่มีกลิ่นเหม็นหืน

4. เก็บเนื้อไก่ที่ซื้อมาใส่ตู้เย็นทันที โดยเก็บไว้ในช่องธรรมดาที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4.4 องศาเซลเซียสสำหรับใช้ประกอบอาหารภายใน 1-2 วัน หรือเก็บในช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -17.8 องศาเซลเซียส หากต้องการเก็บไว้ในระยะยาว

5. หากมั่นใจว่าแหล่งที่มาและการขนส่งเนื้อไก่สะอาดปลอดภัยดี ไม่แนะนำให้ล้างทำความสะอาดอกไก่ด้วยน้ำเปล่าก่อนปรุงอาหาร เพราะอาจทำให้เชื้อต่างๆ แพร่กระจายออกไปได้ เช่น เข้าสู่มือ เสื้อผ้า พื้นที่ปรุงอาหาร หรืออุปกรณ์ทำครัวอื่นๆ เป็นต้น เพราะการใช้ความร้อนจากการปรุงอาหารจะฆ่าเชื้อโรคเหล่านั้นได้อยู่แล้ว

 ผอมได้สบายๆ

ประเภทของไก่ที่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก

เชื่อหรือไม่ว่าไก่บ้านและไก่ดำมีปริมาณไขมันน้อยกว่าไก่เนื้อพันธุ์ที่เราทานกันปกติถึง 25-30% และแน่นอนว่าย่อมเป็นที่ถูกใจของคนที่กำลังลดความอ้วน แต่หลายคนอาจจะไม่ค่อยชอบเพราะไก่บ้านและไก่ดำที่มีไขมันน้อยกว่า ก็มาพร้อมกับเนื้อแข็ง แห้ง เหนียวกว่าเมื่อเทียบกับเนื้อไก่ปกติ

ปริมาณแคลอรี่ในส่วนต่างๆ ของไก่มีเท่าไหร่กันบ้าง (จำนวนกิโลแคลอรี่/ 100 กรัม)

ปีก 203 กิโลแคลอรี่
สะโพก 209 กิโลแคลอรี่
อก 165 กิโลแคลอรี่
น่อง 172 กิโลแคลอรี่

จะเห็นได้ว่าอกไก่จะให้ปริมาณแคลอรี่น้อยที่สุด แต่เนื้อไก่ส่วนที่มีไขมันและให้พลังงานมากมักเป็นส่วนที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากที่สุด คือส่วนของปีกและสะโพก ก็เพราะว่ามีความนุ่ม ชุ่ม ฉ่ำ ไม่แห้งจนเกินไปนั่นเอง แต่ไม่ต้องห่วงในครั้งนี้เรามีวิธีทำอกไก่ให้นุ่มน่าทาน ไม่แห้งจนกระด้างและมีความชุ่มชื้นของเนื้อไก่มาบอกกัน แถมยังเพิ่มความอร่อยมากขึ้นอีกด้วย

 ผอมได้สบายๆ

วิธีปรุงไก่ให้นุ่มน่าทาน
1. ควรเลือกเนื้อไก่ที่มีคุณภาพดี สด สะอาด และใหม่

2. หมักเนื้อไก่อย่างน้อย 2 ชั่วโมง หรืออาจจะค้างคืน สูตรหมักไก่แล้วแต่ชอบ หากอยากทานคลีนๆ แนะนำหมักไก่ด้วยนมสด เกลือ พริกไทย และเบคกิ้งโซดาเล็กน้อย หรือจะหมักด้วยน้ำมันมะกอกก็ได้ แต่สูตรน้ำนมอาจจะนุ่มกว่า

3. การใช้วิธีการปรุงด้วยเครื่องซูวี (sous-vide) ใครชอบทำอาหาร หรือชอบดูรายการทำอาหารน่าจะเคยได้ยินคำนี้ เป็นการนำเนื้อไปใส่ในถุงสุญญากาศ แล้วนำไปทำให้สุกด้วยการนำลงไปลอยในน้ำอุ่น 60 องศาเซลเซียส โดยอาจจะใช้เวลาในการทำให้สุกนานกว่าปกติ (อุณหภูมิน้ำ และเวลาในการนำลงไปแช่ แตกต่างกันตามขนาดของเนื้อไก่) แต่การใช้อุณหภูมิต่ำ ค่อยๆ ทำให้สุกผ่านถุงสุญญากาศ จะช่วยกักเก็บความนุ่มชุ่มชื้นของน้ำในไก่ไว้ได้มากกว่านำไปต้มในน้ำเดือดตรงๆ

เนื้อไก่ส่วนที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารเพื่อสุขภาพช่วยควบคุมน้ำหนักต้องยกให้เนื้อไก่ส่วนอกและเพื่อประโยชน์สูงสุดก็ต้องปรุงด้วยวิธีการต้มหรือนึ่งจะได้ไม่มีไขมันอันเป็นตัวการของความอ้วน ยังไงก็ตามหากต้องเลือกซื้อเนื้อไก่มาทำอาหารก็ควรเลือกให้เหมาะสมตามความต้องการ และกินในปริมาณที่พอเหมาะ ถ้าจะกินเนื้อส่วนที่มีไขมันมากก็กินในปริมาณที่พอดี จะได้ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องไขมันและคอเลสเตอรอล อีกทั้งจะได้มีสุขภาพดี ได้กินเนื้อไก่ไปอีกนานด้วยนะคะ

ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

ความมหัศจรรย์ของ มะเขือเทศ ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

มะเขือเทศ ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

ความมหัศจรรย์ ที่ควรอ่าน

มะเขือเทศ ทุกท่านคงจะรู้จักมะเขือเทศเป็นอย่างดี เพราะเป็นผลไม้ที่ใช้ในการประกอบอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มากมาย และเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับวิตามินซี วิตามินเค แร่ธาตุโปแตสเซียม และโบรอน สารสำคัญในมะเขือเทศที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ คือสารไลโคพีน (lycopene) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoid) ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย สารไลโคพีนนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าสารเบต้าเคโรทีน และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่นๆ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าสารไลโคพีนช่วยลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้มากถึงร้อยละ 20 สารไลโคพีนพบมากในมะเขือเทศแดงสด แตงโม และฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง

ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

มนุษย์รับประทานมะเขือเทศเป็นอาหาร ผัก รวมทั้งเครื่องดื่ม นอกจากมะเขือเทศจะมีรสชาติที่อร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีคุณค่าทางอาหารมากมาย มะเขือเทศมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lycopersicon esculentum เป็นพืชในวงศ์ Solanaceae มะเขือเทศเป็นพืชล้มลุกอายุประมาณหนึ่งปี เติบโตเร็ว ลำต้นมีขนปกคลุม มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบหยักเว้าลึก ดอกสีเหลืองรูปดาว ผลฉ่ำน้ำ ผลมะเขือเทศอาจมีรูปร่างกลมหรือรี สีเหลือง ส้ม หรือแดง

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

1. มะเขือเทศเป็นแหล่งวิตามิน A, B, C, E และแร่ธาตุโพแทสเซียม

2. น้ำจากผลมะเขือเทศที่คั้นใหม่ๆ ใช้ทำความสะอาดผิว ทำให้ผิวนุ่มเนียน และสวยงาม

3. อัลคาลอยด์ชนิด steroidal alkaloids เป็นกลุ่มสารที่ออกฤทธิ์รุนแรง จัดเป็นสารพิษ ในมะเขือเทศคือ tomatoside ซึ่งได้จากใบ และส่วนเหนือดิน ในผลสีเขียวจะมี alkaloid 0.03% แต่ในผลสุกไม่พบ alkaloid จึงไม่ควรรับประทานมะเขือเทศดิบ

4. คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของ steroidal alkaloid ของพืชในวงศ์ Solanaceae จะทำปฏิกิริยากับสเตียรอลที่เซลล์ผิว เป็นผลให้เม็ดเลือดแดงแตก ทำให้ผิวหนังและเนื้อบุผิวระคายเคืองอย่างแรง มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส รา และใช้เป็นยาฆ่าแมลงมีคุณสมบัติยับยั้งเอมไซม์โคลีนเอสเตอเรส กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและต่อมาจะทำให้เป็นอัมพาต หากรับประทานในขนาดที่จะทำให้เกิดพิษจะระคายเคืองทางเดินอาหารอย่างแรง

ไลโคพีน

1. จากการศึกษาวิจัย พบว่าผู้ที่รับประทานมะเขือเทศปริมาณสูง จะมีระดับของสารต้านอนุมูลอิสระชนิด carotenoid lycopene สูงในเลือด สารดังกล่าวลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

2. ไลโคพีน (lycopene) เป็นสารในตระกูลแคโรทีนอยด์ (carotenoid) พบมากในมะเขือเทศแดงสด ซอสมะเขือเทศ แตงโม และฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง

3. ผู้ป่วยเตรียมผ่าตัดต่อมลูกหมากที่ได้รับประทานซอสมะเขือเทศในปริมาณสูงเป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่าระดับไลโคพีนในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ลดความเสียหายของเซลเม็ดเลือดขาวและเซลต่อมลูกหมาก รวมทั้งลดระดับของสารพีเอสเอในเลือดอีกด้วย

4. มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มากมาย และเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับวิตามินซี วิตามินเค แร่ธาตุโปแตสเซียม และโบรอน สารอาหารในมะเขือเทศที่ได้รับความสนใจ คือ สารไลโคพีน ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย

5. สารไลโคพีนมีประสิทธิภาพเหนือว่าสารเบต้าเคโรทีน และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่นๆ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าสารไลโคพีนสามารถช่วยลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้มากถึงร้อยละ 20

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมะเขือเทศ

ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

1. เคยมีคนทำวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของมะเขือเทศเอาไว้มากมาย อย่างเช่น พบว่าการกินอาหาร เช่น พาสต้าราดซอสมะเขือเทศทุกวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ จะช่วยลดอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากลงได้ ส่วนในผู้หญิงสูงอายุหลังวัยหมดประจำเดือน การกินอาหารที่มีแคโรทีนอยด์ และไลปีนสูง เช่น แครอท หรือมะเขือเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ แถมไลโคปีนปริมาณสูงๆ ยังช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลส่วนไม่ดี หรือ LDL ซึ่งช่วยให้โอกาสเกิดโรคหัวใจลดน้อยลงด้วย

2. มีการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ พบว่าผู้ชายวัยกลางคนที่มีระดับไลโคปีนในเลือดต่ำจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวาย อัมพาต และโรคหลอดเลือดตีบมากขึ้น ส่วนในเนเธอร์แลนด์ก็เคยมีการศึกษาคล้ายๆ กัน พบว่าคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำหากได้รับไลโคปีนในปริมาณสูง จะช่วยลดอัตราการเกิดเส้นเลือดตีบ และการเกิดหัวใจวายได้

3. ไม่เพียงแต่มะเขือเทศจะมีไลโคปีนเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ อี และซี ซึ่งในวารสารสมาคมแพทย์แห่งสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่า วิตามินอี และซีทั้งสองตัวนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้ ส่วนวิตามินเอ ก็จะช่วยบำรุงสายตา และดีต่อสุขภาพผิว ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งสดใส โดยเฉพาะผิวหน้า ในขณะที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเทล อะวิฟก็ศึกษาพบว่า ผู้ชายที่รับประทานซอสมะเขือเทศประมาณ 3 ใน 4 ถ้วยต่อวัน จะช่วยพัฒนาความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับโรคหืดหอบได้ถึง 45% ด้วย

4. จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครรายงานว่าการได้รับไลโคปีนจากมะเขือเทศมากไปจะมีผลเสียอย่างไรหรือเปล่า ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่าหากเราเป็นคนชอบกินอาหารที่มีมะเขือเทศมากๆ แต่ก็เคยมีการศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอกว่า การป้องกันมะเร็งให้ได้ผลโดยการกินมะเขือเทศ ควรได้ไลโคปีนในปริมาณอย่างน้อย 6.5 มก.ต่อวัน เทียบเท่ากับการกินอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนผสมหลักประมาณ 10 ครั้งต่อสัปดาห์ คนส่วนใหญ่มักไม่มีปัญหาอะไรกับการกินมะเขือเทศมากๆ เว้นแต่บางคนอาจพบว่าเกิดผื่นแดงบนผิวหนัง หรือในคนที่แพ้สารประเภทซาลิไซเลทในยาบางอย่างก็อาจเกิดอาการหายใจลำบากได้ หากเกิดอาการเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์ขอคำแนะนำที่ถูกต้องจะดีกว่า

5. มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารการวิจัยทางเคมีด้านอาหาร และพืชการเกษตรกล่าวไว้ว่า การกินมะเขือเทศแบบปรุงสุกจะช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหาร และไลโคปีนได้ดีกว่าแบบดิบ ถึงแม้ว่าการให้ความร้อนอาจลดปริมาณวิตามินซีลงไป แต่คุณค่าส่วนอื่นๆ ก็ยังดีกว่าอาหารอีกหลายชนิด แถมยังช่วยให้ไลโคปีนอยู่ในสภาพพร้อมถูกดูดซึมโดยร่างกายเราได้ทันทีอีกด้วย

6. มะเขือเทศผลขนาดกลางๆ จะมีน้ำหนักประมาณ 5.3 ออนซ์ หรือ 148 กรัม ให้พลังงานประมาณ 35 แคลอรี และโคเลสเตอรอลระดับ 0 ให้ใยอาหาร ไขมัน และโปรตีนอย่างละประมาณ 1 กรัม และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 6 กรัม มีวิตามินเอ 20% วิตามินซี 40% โปแตสเซียม 10% และเหล็ก 2%

7. มะเขือเทศแช่เย็นจะมีรสชาติ และสีผิวที่ซีดจางลง หากต้องการกินมะเขือเทศ ควรนำออกจากตู้เย็นวางทิ้งไว้ก่อนสักชั่วโมงหนึ่งเพื่อให้รสชาติที่ถูกกักจากความเย็นกลับคืนมา…