รักษารอยคล้ำรอบดวงตาขั้นสุดยอด

รักษารอยคล้ำรอบดวงตาขั้นสุดยอด

รักษารอยคล้ำรอบดวงตาขั้นสุดยอด

รักษารอยคล้ำรอบดวงตาขั้นสุดยอด

รักษารอยคล้ำรอบดวงตาขั้นสุดยอด

รอยคล้ำรอบดวงตา ปัญหาที่แสนจะน่าปวดหัวสำหรับสาวที่หักโหมในการทำงานหรือปาร์ตี้หนักจนไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ อีกทั้งคนที่กินอาหารรสเค็มจัดก็เกิดปัญหาตาแพนด้าได้เหมือนกัน ฉะนั้นเพื่อให้ปัญหานี้หายไปโดยไม่ต้องง้อคอนซีลเลอร์เราจึงรวบรวมสูตรเด็ดแก้ปัญหารอยคล้ำรอบดวงตาให้หายไปมาฝากสาว ๆ บอกได้เลยว่าสูตรมีหลากหลายมาก ๆ ลองเลือกทำกันได้ตามความสะดวกเลยจ้ะ

บำรุงด้วยมาส์กตา 20 นาที

1. นำแตงกวาและน้ำที่สกัดจากมันฝรั่งมาผสมกัน จากนั้นนำสำลีชุบส่วนผสมมาวางทิ้งไว้บนดวงตา 20 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

2. ฝานมันฝรั่งหรือแตงกวาให้เป็นแผ่นพอดีกับดวงตา วางทิ้งไว้บนดวงตา 20 นาที แล้วเอาออก

3. นำสำลีก้อนกลมไปจุ่มนมสดที่แช่เย็น แล้วนำมาวางรอบดวงตาจะช่วยให้รอยคล้ำจางไปได้

4. ใช้สำลีชุบน้ำแตงกวาผสมน้ำมะนาว มาวางบนดวงตา 20 นาที แล้วล้างออก

5. นำเปลือกกล้วยบด นำมาพอกที่ใต้ตาที่ดำคล้ำ พอกทิ้งไว้ 20 นาทีแล้วจึงล้างออก

6. นำมะเขือเทศฝานเป็นแผ่นแล้วแบ่งครึ่ง ผสมกับน้ำมะนาว ใช้พอกใต้ตาที่ดำคล้ำ ทิ้งไว้ 20 นาทีแล้วล้างออก

7. นำผงขมิ้นและน้ำสับปะรดมาผสมกัน นำมาพอกใต้ตาที่ดำคล้ำ ทิ้งไว้ 20 นาทีแล้วล้างออก

ถุงชาช่วยขจัดปัญหาตาดำคล้ำ

1. นำถุงชาอุ่น ๆ มาวางไว้บนดวงตา แล้วทิ้งไว้ 10-15 นาที เพื่อผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม

2. ใช้ถุงชาที่แช่เย็นมาวางไว้บนดวงตา ทิ้งไว้ 10-15 นาที ลองเลือกดูว่าถุงชาอุ่นหรือเย็นจะเวิร์คกว่าสำหรับคุณ

3. นำถุงชาคาโมมายล์มาจุ่มลงไปในน้ำร้อน แล้วล้างด้วยน้ำเย็น จากนั้นนำมาวางไว้บนดวงตา แล้วทิ้งไว้ 20 นาที รอยคล้ำต่าง ๆ จะค่อย ๆ หายไป

บำรุงให้ตาสวยข้ามคืน

1. นำน้ำสะระแหน่มาทารอบดวงตาก่อนเข้านอน จะช่วยให้รอบดวงตาที่ดำคล้ำค่อย ๆ จางหายไปจนได้ดวงตาที่สดใส

2. ว่านหางจระเข้ก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนที่มีปัญหารอบดวงตาคล้ำเช่นกัน คุณสามารถนำวุ้นจากว่านหางจระเข้สด ๆ มาทาใต้ตา แล้วนวดเป็นวงกลม ทิ้งไว้แบบนั้นแล้วเข้านอนได้เลย

3. นำผงจันทน์เทศมาผสมกับนมสด นำมาทาใต้ตาที่ดำคล้ำแล้วพอกทิ้งไว้ข้ามคืน ตื่นเช้ามาก็จะพบกับรอบดวงตาที่สดใสไม่ดำคล้ำ

น้ำมันนวดขจัดปัญหารอบดวงตาคล้ำ

คุณสามารถนวดไล่ความคล้ำที่มาเกาะรอบดวงตาได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้น้ำมันอัลมอนด์ น้ำมันละหุ่ง น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอโวคาโด น้ำมันงา น้ำมันมะกอก กลีเซอรีน น้ำผึ้ง น้ำมันจากแคปซูลวิตามินอี หรือน้ำมันจากแคปซูลวิตามินเค แต่สำหรับใครที่ชอบตื่นมาแล้วตาบวมฉึ่ง ก็ให้นวดด้วยน้ำมันละหุ่งหรือน้ำมันอัลมอนด์ แล้วทิ้งไว้ข้ามคืนได้เลย น้ำมันเหล่านี้นอกจากจะช่วยให้รอบตาที่ดำคล้ำหายไปแล้ว ก็ยังถือว่าเป็นการทำสปาแบบรีแลกซ์ ๆ ไปในตัวด้วยนะ

ทรีทเม้นท์เบา ๆ แต่ได้ผลเริด

1. นำสำลีกลม ๆ จุ่มในน้ำเย็นหรือน้ำกุหลาบ วางทิ้งไว้บนดวงตาประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออก

2. นำช้อนที่แช่เย็นจัดมาวางไว้บนดวงตาสักพัก จะช่วยคลายอาการรอบดวงตาที่ดำคล้ำได้

3. นำช้อนเหล็กปาดวาสลีนออกมาแล้วนำไปแช่แช็ง เมื่อเย็นจัดแล้วให้นำวาสลีนไปทารอบดวงตา

4. นำผักชีฝรั่งไปวางไว้บนถาดทำน้ำแข็งที่มากับตู้เย็น แล้วเติมน้ำลงไปทำเป็นน้ำแข็งก้อนโดยมีผักชีฝรั่งอยู่ในนั้น นำมาลูบ ๆ รอบดวงตาที่ดำคล้ำ สารคลอโรฟีลที่อยู่ในผักชีฝรั่งจะช่วยขจัดปัญหารอบดวงตาที่ดำคล้ำได้ รวมทั้งน้ำแข็งจะช่วยลดอาการตาบวมด้วย

กินไดเอ็ตแก้ปัญหาตาแพนด้า

1. นำแครอทไปวางไว้ในน้ำร้อนสักพัก แล้วดื่มน้ำนั้นก่อนอาหาร 3 ครั้งต่อวัน

2. เพิ่มการกินวิตามินซีในทุกมื้ออาหาร จะช่วยแก้ปัญหาตาแพนด้าได้

3. ดื่มน้ำมะเขือเทศที่ผสมกับน้ำมะนาวและเกลือ อาจจะใส่ใบมิ้นต์ลงไปด้วยเล็กน้อย จะช่วยแก้ปัญหารอบตาดำคล้ำได้จากภายใน

รอยคล้ำจางหายด้วยนิ้วมือ

วิธีง่ายที่สุดในการช่วยขจัดปัญหารอยคล้ำรอบดวงตา อย่างการใช้นิ้วชี้กดเบา ๆ ที่ถุงใต้ตาด้านล่างช้า ๆ จากซ้ายไปขวา ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้งและควรทำหลังจากตื่นนอนตอนเช้า จะช่วยให้ความคล้ำที่เกาะอยู่รอบดวงตาจางหายไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com

สูตรขัดผิวกายด้วยดินสอพอง

สูตรขัดผิวกายด้วยดินสอพอง

สูตรขัดผิวกายด้วยดินสอพอง

สูตรขัดผิวกายด้วยดินสอพอง

สูตรขัดผิวกายด้วยดินสอพอง

อยากให้ผิวดูขาวกระจ่างใสและมีความเนียนนุ่ม ไม่ใช่เรื่องยาก นี่เลย  สูตรขัดผิวกายให้ขาว ที่จะช่วยเปลี่ยนผิวที่หมองคล้ำของคุณให้ดูขาวใสขึ้นภายในพริบตา ซึ่งก็มีสูตรและวิธีการทำที่เราขอแนะนำดังนี้

เป็นวิธีขัดผิวขาวที่อาจเห็นผลช้ากว่าวิธีแรกสักนิด แต่มีความอ่อนโยนต่อผิวและช่วยบำรุงผิวให้มีความเนียนนุ่ม ผุดผ่องอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย โดยให้นำดินสอพองประมาณ 8 ก้อน มาผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และขมิ้น 1 ช้อนชา เติมน้ำเล็กน้อยคนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อครีม จากนั้นนำมาขัดผิวกาย พอกทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด ทำบ่อยๆ ผิวจะดูขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

เคล็ดไม่รับวิธีสวยหุ่นดีไม่มีสิว

เคล็ดไม่รับวิธีสวยหุ่นดีไม่มีสิว

เคล็ดไม่รับวิธีสวยหุ่นดีไม่มีสิว

เคล็ดไม่รับวิธีสวยหุ่นดีไม่มีสิว

เคล็ดไม่รับวิธีสวยหุ่นดีไม่มีสิว

อยากจะ “สวย หุ่นดี หน้าไม่มีสิว” ขอบอกเลยว่าไม่ยาก จากนี้ไปจะได้ไม่ต้องไปอิจฉาคนอื่นเค้าแล้ววว! ใครว่าการที่จะสร้างหุ่นดี ให้ผอมเพรียว มีสรีระที่สวย งดงาม แถมผิวพรรณก็สดใส ขาวเนียน เปล่งปลั่งนั้นจะทำได้ยาก!? ขอบอกเลยค่ะว่าไม่จริง เพราะวันนี้วงในบิวตี้ได้ไปสืบเสาะหาข้อมูลมาให้สาวๆ ได้พบกับ 5 เทคนิคในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นสาวสวยคนใหม่จนเพื่อนต้องถามว่าไปทำอะไรมาทำไมเปลี่ยนไป แล้วก็อย่าลืมส่งต่อเรื่องดีๆ ให้เพื่อนฟังกันด้วยล่ะสาวๆ

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แน่นอนค่ะว่าเรื่องนี้คือเรื่องที่สำคัญค่อนข้างมากถึงมากที่สุด! เพราะการนอนหลับ คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์เรา อย่างน้อยสาวๆ ก็ควรนอนวันละ 6 ชั่วโมง ถ้าจะให้ดีต้อง 8 ชั่วโมงเลยค่ะ เข้านอนตั้งแต่ช่วงสามทุ่มถึงสี่ทุ่มจะดีมาก การที่คุณนอนดึกแล้วตื่นสายแทนไม่ได้ช่วยอะไรนะจ๊ะ จะบอกให้ ถ้าทำได้ตามนี้รับรอง หน้าเด็ก อ่อนกว่าวัย ผิวใส สิวไม่ขึ้น แถมระบบเมตาบอลิซึ่มก็ดีงาม เผาผลาญไขมันได้รวดเร็วทันใจอีกด้วย ไม่ต้องห่วงว่าจะอ้วนเลยแหละ

กินน้ำวันละ 1-2 ลิตร แน่นอนค่ะว่าร่างกายของมนุษย์เราประกอบไปด้วยน้ำถึง 70% และน้ำนี่แหละ คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของคนเรา น้ำเป็นตัวผลักดันและเป็นส่วนประกอบที่ทำให้การทำงานของร่างกายขับเคลื่อนไปได้ในทิศทางที่ดี เมื่อร่างกายเราทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าผิวก็จะสวย ใส ไร้จุดด่างดำค่ะ

ออกกำลังกายอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งเป็นอย่างน้อย การออกกำลังกายเป็นการเบิร์นไขมันทางหนึ่งที่สามารถช่วยให้สาวๆ สามารถมีสัดส่วนที่เพรียว สวยงามได้สมใจอยาก หรือถ้าใครอยากสร้างหุ่นแบบไหนก็ลองดูได้เลยว่าการออกกำลังกายท่าไหนที่จะช่วยได้ รวมถึงเวลาที่เราออกกำลังกายแล้วมีเหงื่อออกมาเนี่ย ถือว่าเป็นการผลัดสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนได้อย่างดีเยี่ยมเลยนะคะ แนะนำว่าให้ลองทำกันดู ผิวสวย หุ่นดีแน่นอนค่าา

ทานผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน ถ้าสาวๆ อยากจะมีผิวพรรณที่ดี ผิวสวย ขาว ใส เนียน นุ่มลื่นแล้วล่ะก็ .. แน่นอนค่ะว่าต้องหมั่นเติมวิตามินเข้าผิวให้สม่ำเสมอทุกวัน โดยเฉพาะวิตามินที่มีประโยชน์จากผักและผลไม้ เพราะว่า วิตามินเหล่านี้นี่แหละค่ะที่สามารถหาทานได้ง่ายทั่วไป ไม่ต้องเสียเงินเยอะแยะมากมายแต่ก็มีผิวที่สวยใสได้ง่ายๆ แล้ว แต่สาวๆ ต้องทานให้เยอะๆ หน่อยนะคะ ไม่งั้นก็จะได้รับวิตามินได้ไม่เพียงพอนะค้ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.wongnai.com

ท้องผูกต้องพิชิตด้วยการเปลี่ยนนิสัย

ท้องผูกต้องพิชิตด้วยการเปลี่ยนนิสัย

ท้องผูกต้องพิชิตด้วยการเปลี่ยนนิสัย

ท้องผูกต้องพิชิตด้วยการเปลี่ยนนิสัย

ท้องผูกต้องพิชิตด้วยการเปลี่ยนนิสัย

ท้องผูกทําไงดี อาหารแก้ท้องผูก มีอะไรบ้าง ใครกำลังทุกข์ทรมานกับโรคฮิตที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันแบบนี้ มาดูวิธีแก้ท้องผูกกันเลย

เมื่อนาฬิกาปลุกดังขึ้นมาในตอนเช้า หนุ่มสาวออฟฟิศก็ต้องรีบลุกขึ้นมาจากที่นอน อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว แล้วก็รีบบึ่งออกจากบ้าน กว่าจะฝ่าดงรถติด กว่าจะได้ทานอะไรรองท้องในตอนเช้า ก็ถึงเวลาเข้างานพอดี เป็นอย่างนี้ตลอด 5 วันทำงาน อ้าว ! แล้วเอาเวลาไหนไปเข้าห้องน้ำขับถ่ายอุจจาระล่ะเนี่ย ถึงว่าล่ะคนสมัยนี้ถึงท้องผูกกันบ่อยจัง

อย่างที่รู้ ๆ กันว่า ปกติแล้วเราจะรู้สึกปวดท้องถ่ายในช่วงเช้าเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเวลา 05.00-07.00 น. ที่ลำไส้ใหญ่ทำงาน ช่วงนี้จะเป็นเวลาที่เราถ่ายอุจจาระได้ง่ายที่สุด แต่ถ้าใครพลาดนาทีทองไปละก็ อุจจาระเหล่านั้นก็จะถูกดูดน้ำกลับ ทำให้มีสภาพแข็ง ขับถ่ายได้ลำบาก หากยิ่งปล่อยไว้นาน ๆ ไม่ยอมถ่ายออก นอกจากจะรู้สึกอึดอัด อ่อนแรง หงุดหงิดง่ายแล้ว มีโอกาสเป็นริดสีดวงได้อย่างแน่นอน

ก่อนจะถึงขั้นนั้น ต้องปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง เพื่อพิชิตอาการท้องผูกกันแล้ว !!!

วิธีแก้ท้องผูก
แบบไหนถึงเรียกว่า “ท้องผูก”หลายคนอาจจะไม่ได้ถ่ายอุจจาระทุกวัน ก็เลยสงสัยว่าแบบนี้จะเรียก “ท้องผูก” หรือเปล่านะ แต่คำตอบก็คือ คนที่ท้องผูกนั้นจะต้องมีการถ่ายอุจจาระน้อยผิดปกติ คือประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น และอุจจาระนั้นจะเป็นก้อนแข็งขึ้น หรือเป็นก้อนที่เล็กลง โดยทั่วไปแล้วเราจะพบผู้หญิงมีอาการท้องผูกมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงวัยกลางคนขึ้นไป และอีกกลุ่มหนึ่งที่พบบ่อยก็คือกลุ่มคนอายุ 60-65 ปีขึ้นไป

ท้องผูก เกิดจากอะไร ?

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกมีมากมาย อาจจำแนกออกเป็น 3 อย่าง คือ

1. เกิดจากพฤติกรรมแบบผิด ๆ

การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันแบบผิด ๆ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ท้องผูก เริ่มตั้งแต่เรื่อง “กิน” ที่หลายคนไม่ชอบทานผัก-ผลไม้ ชอบทานแต่เนื้อสัตว์ ไขมัน หรือแป้งมากเกินไป โดยเฉพาะแป้งจำพวกข้าวสาลีที่ผ่านกระบวนการแปรรูป จะยิ่งย่อยยาก กินแล้วทำให้ท้องอืด ท้องผูก หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป รวมทั้งยังเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกาย วัน ๆ นั่งทำงานอยู่กับที่ แทบไม่ได้ขยับตัวไปไหน ก็ทำให้ลำไส้บีบตัวน้อย ส่งผลให้อาการท้องผูกมาเคาะประตูบ้านอยู่ทุกเมื่อ และนอกจากเรื่อง “กิน” แล้ว ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เราท้องผูกได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวัน การนั่งรถนาน การเดินทางไกล ใช้ที่สวนทวารบ่อยครั้ง ฯลฯ

2. การใช้ยา  รู้ไหมว่า “ยา” บางชนิดที่เราทานเข้าไปรักษาโรคบางอย่าง อาจส่งผลข้างเคียงให้เกิดอาการท้องผูกได้ เช่น ยาคลายเครียด ยาแก้โรคซึมเศร้า ยาแก้ความดันสูง ยาลดกรด รวมทั้งอาหารเสริมจำพวกธาตุเหล็ก และยาแก้ปวดที่มีสารประกอบโคเดอีน (codeine) ทำให้การย่อยอาหารช้าลง มีผลให้เกิดอาการท้องผูก

3. มีโรคประจำตัว

อาการท้องผูกอาจเป็นอาการหนึ่งของโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน หรือมีก้อนเนื้องอก มีมะเร็งอุดกั้นลำไส้ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถ่ายอุจจาระลำบาก กระทั่งท้องผูกได้เหมือนกัน

เมื่อสาเหตุหลัก ๆ ของอาการท้องผูกเกิดจากพฤติกรรมของผู้นั้น การจะแก้ปัญหาก็ต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง ดังนี้

1. ทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ถั่ว ฟักทอง ลูกพรุน ข้าวโพด แอปเปิล ฝรั่ง มะละกอ เป็นต้น เพื่อจะช่วยเพิ่มเส้นใยการขับถ่าย โดยอาหารที่มีกากมากจะต้านทานการย่อยของน้ำย่อยที่จะไปดูดน้ำภายในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายอุจจาระได้รวดเร็ว แนะนำให้ทานใยอาหาร 20-30 กรัมต่อวัน

2. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว และทำงานได้ดีขึ้น เมื่ออวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น ก็จะไปส่งผลให้ลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นตามไปด้วย ทำให้อาหารส่งผ่านไปได้สะดวก หากนั่งนิ่งอยู่เฉย ๆ ลำไส้ไม่ได้เคลื่อนไหว กากอาหารเหล่านั้นก็จะยิ่งแข็งค้างอยู่ในลำไส้ ทำให้ท้องผูกได้ง่าย ทั้งนี้ หากไม่มีเวลามาก แนะนำให้เดินออกกำลังกายสัก 20-30 นาทีก็พอจะช่วยให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหวแล้ว
3. หากรู้สึกปวดอุจจาระให้เข้าห้องน้ำทันที อย่ากลั้นไว้ เพราะยิ่งรอนาน ยิ่งเพิ่มอาการท้องผูก

4. ฝึกเข้าห้องน้ำขับถ่ายทุกเช้าให้เป็นกิจวัตร โดยควรนั่งถ่ายอย่างผ่อนคลายประมาณ 10 นาที ไม่ควรเร่งรีบเกินไป

5. ดื่มน้ำให้มาก ๆ เราคงเคยได้ยินคนแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องอื่น ๆ แล้ว การดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ยังช่วยไม่ให้ท้องผูกด้วย เพราะน้ำจะไปช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลงได้

6. งดดื่มน้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีสารที่ทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง แต่จะไปกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ส่งผลให้อาการท้องผูกตามมา

7. ยาระบาย หรือยาถ่าย สามารถใช้ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ไม่ควรใช้เป็นระยะเวลานาน ๆ เพราะไม่ได้ช่วยรักษาอาการท้องผูกให้หายขาด แต่กลับยิ่งทำให้ร่างกายไม่ถูกกระตุ้นให้ขับถ่ายตามเวลาที่ควรจะเป็น เพราะลำไส้จะชินต่อยากระตุ้นพวกนี้ หากมีอาการท้องผูกขึ้นมาอีกก็ต้องใช้ยาแรงขึ้นเรื่อย ๆ

8. พยายามลดความเครียดลง ทำจิตใจให้เบิกบาน แจ่มใส

อาหารแก้ท้องผูก มีอะไรที่ได้ผล ! มะขามเปียก นำมาขยำกับน้ำสุกประมาณ 3 แก้ว จะได้น้ำมะขามข้น ๆ เติมเกลือลงไป 1 ช้อนกาแฟ แล้วดื่มให้หมดก่อนนอนสัก 1-2 ชั่วโมง จะช่วยทำให้ถ่ายง่าย หรือหากไม่ได้ท้องผูกมาก ๆ ก็นำมะขามเปียกแกะเมล็ดแล้วมาจิ้มเกลือกินสัก 5-10 ฝัก แล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ ก็ช่วยได้

มะขามแขก มีฤทธิ์เป็นยาระบายเช่นกัน โดยใช้ใบแห้ง 1-2 หยิบมือ หรือใช้ฝัก 4-5 ฝัก หักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มกับน้ำ 1 ถ้วย นาน 15 นาที ดื่มก่อนนอน ถ้ามีอาการแน่นจุกเสียดให้ใช้ร่วมกับยาขับถ่าย เช่น ขิงแก่ กระวาน หรือกานพูล เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการท้องผูกประจำ แต่ถึงกระนั้นก็ควรระวัง อย่ารับประทานมะขามติดต่อกันนานเกินไป ควรใช้รักษาอาการท้องผูกเป็นครั้งคราวเท่านั้น เพราะจะทำให้ขาดธาตุโปแตสเซียม และทำลายระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้

ลูกพรุนแห้ง ให้รับประทานทั้งผล เพื่อจะได้กากอาหาร หรือดื่มเป็นน้ำลูกพรุนก็ได้ โดยควรรับประทานตอนกลางคืนก่อนเข้านอน แต่ไม่ควรทานมากเกินไป หรือทานบ่อยเกินไป เพราะถึงแม้จะมีกากใยมาก แต่ก็มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่แล้วควรหลีกเลี่ยง แอปเปิลเขียว มีเส้นใยอาหารมาก สามารถกินทั้งผลหรือปั่นทั้งกากก็ได้ 1 ผล ให้ใยอาหาร 4.4 กรัม ถั่วดำ ถือเป็นธัญพืชที่มีใยอาหารสูงมาก โดยถั่วดำต้มหรือนึ่ง 1 ถ้วย มีใยอาหารมากถึง 15 กรัมสับปะรด และมะละกอ มีน้ำย่อยช่วยกัดกากคราบโปรตีนเก่า ๆ ที่ถูกย่อยไม่หมด ทำให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น เม็ดแมงลัก ตักออกมาสัก 2 ช้อนชา แช่ในน้ำเปล่า 1 แก้ว (250 ซี.ซี.) ให้พองตัวเต็มที่ แล้วค่อยดื่มช่วงก่อนนอน จะช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น เพราะแมงลักมีเมือกหล่อลื่น ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัว แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอให้แมงลักพองตัวเต็มที่เท่านั้นจึงทานได้ หากเม็ดแมงลักยังพองตัวไม่เต็มที่แล้วเราทานเข้าไป เม็ดแมงลักจะไปดูดน้ำจากกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้อุจจาระแข็งและอุดตันเกิดอาการท้องผูกมากขึ้น

ขี้เหล็ก ขี้เหล็กเป็นสมุนไพรมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้สูงอายุซึ่งมักจะนอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ได้ และมีอาการท้องผูก ให้นำใบอ่อนหรือดอกตูมมาประกอบอาหารรับประทาน หรือจะนำใบขี้เหล็ก 4-5 กำมือ มาต้มกับน้ำพอท่วม แล้วดื่มก่อนนอนก็ได้

กล้วยน้ำว้าสุก เป็นผลไม้ที่มีสารเพกทินสูง ช่วยเพิ่มกากอาหาร และยังมีเมือกลื่นทำให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น ควรทานทุกวัน ๆ ละ 2-4 ผล

มะเฟือง ผลไม้รสเปรี้ยวชนิดนี้สามารถบรรเทาอาการท้องผูกได้เช่นกัน เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย และยังช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารด้วย โดยให้ทานมะเฟือง 2-3 ลูก ขณะท้องว่าง  เมล็ดแฟลกซ์ (flaxseed) อาจโรยลงในซีเรียล หรือสลัด เมื่อทานแล้วจะไปพองตัวในร่างกาย ช่วยดูดซึมของเหลว และไปเพิ่มกากอาหารให้กับอุจจาระ
ชุมเห็ดเทศ เป็นสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายชั้นเลิศอีกหนึ่งตัว โดยให้ใช้ดอกสดมาต้มจิ้มกินกับน้ำพริก หรือนำใบสดไปหั่นตากแห้ง แล้วนำไปต้มดื่มเป็นน้ำชาก็ได้   วิธีแก้ท้องผูก   – เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ยังไม่ต้องแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว (ห้ามดื่มน้ำเย็น) เพราะการดื่มน้ำตอนท้องว่างจะช่วยให้ลำไส้บีบรัดตัวได้ดีขึ้น ทำให้รู้สึกปวดอุจจาระ  – บริหารร่างกายในตอนเช้า ด้วยการยืนตรง หายใจเข้าลึก ๆ แล้วก้มลง หายใจออก เอามือเท้าเข่าไว้ แขม่วท้องจนเหมือนหน้าท้องติดสันหลัง   ขณะนั่งอยู่บนโถส้วม ให้ใช้ฝ่ามือนวดหน้าท้อง โดยวนตามเข็มนาฬิกาหลาย ๆ รอบ แขม่วท้องไว้ด้วย- ส้วมนั่งยองจะช่วยทำให้ขับถ่ายได้ง่ายกว่าส้วมชักโครก เพราะจะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายอยู่ในลักษณะตรง ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายและไม่มีอุจจาระเหลือค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ แต่หากที่บ้านมีแต่ส้วมชักโครก แนะนำให้นั่งโค้งตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย เพื่อให้มีแรงเบ่งมากขึ้น หรืออาจหากล่องมาวางเท้า จะได้ยกเข่าให้สูงขึ้นวิธีบริหารกาย ช่วยคลายท้องผูก     ลองฝึกบริหารร่างกายดู วิธีนี้จะช่วยให้คนมีปัญหาท้องผูก สามารถขับถ่ายได้ดีขึ้น    – ขั้นที่ 1 ให้นอนหงายกับพื้น มือทั้งสองวางรองไว้ใต้ศีรษะ ขาทั้งสองวางชิดกัน แล้วยกขึ้นช้า ๆ ให้ตั้งฉากกับลำตัว นับ 1-10 แล้วค่อย ๆ วางลง ทำซ้ำ 6 ครั้ง  – ขั้นที่ 2 มือทั้งสองกางออกข้างลำตัว แล้วค่อย ๆ ยกขาขึ้นตั้งฉากกับลำตัว วางขาทั้งสองลงด้านข้างทางขวา นับ 1-5 ยกขึ้นตั้งฉาก แล้วสลับทำอีกข้าง จากนั้นค่อย ๆ วางขาทั้งสองลงบนพื้น ผ่อนคลายสักครู่ แล้วทำซ้ำ 3-5 ครั้ง   ท้องผูก ต้องไปพบแพทย์หรือไม่ ?    ปกติแล้วท้องผูกเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมาก แต่หากใครมีอาการท้องผูกนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือท้องผูกรุนแรง ร่วมกับอาการอื่น เช่น ปวดท้องมาก น้ำหนักลด ถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียน ก็ควรจะมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย เพราะท้องผูกที่เป็นอาจเป็นสัญญาณแฝงของโรคอื่นก็เป็นได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

 …

อาหารล้างพิษตับ

อาหารล้างพิษตับ

อาหารล้างพิษตับ

อาหารล้างพิษตับ

อาหารล้างพิษตับ

การใช้ชีวิตในสังคมสมัยใหม่ทำให้ตับในร่างกายของเราทำงานมากเกินไป เมื่อเรากินมากเกินหรือทานอาหารแปรรูปมากเกิน กินแต่อาหารทอด การเผชิญกับมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงความเครียด ตับก็จะทำงานหนักจนเกินกำลัง เมื่อถึงจุดหนึ่งตับก็จะหมดความสามารถในการกรองสารพิษและไขมันต่างๆ แต่มีอาหารอยู่หลายชนิดที่ช่วยชำระล้างพิษในตับ โดยกระตุ้นความสามารถตามธรรมชาติเพื่อขับไล่ของเสียที่เป็นพิษออกจากร่างกาย โดยรายการอาหารในบทความนี้จะเน้นเฉพาะอาหารที่สามารถล้างพิษตับได้ เพื่อบำรุงสุขภาพตับให้กลับมาเป็นปกติ ลองหาอาหารตามรายการเหล่านี้มาทานจะช่วยให้ตับทำงานได้ดีขึ้น และแนะนำว่าควรเพิ่มอาหารเหล่านี้เข้าไปในอาหารประจำวันด้วย เป็นการดูแลตับให้สุขภาพดีและทำงานได้อย่างไม่บกพร่องไปตลอดชีวิตได้

1. กระเทียม
แค่ทานพืชหัวสีขาวนี้วันละเล็กน้อยก็ช่วยกระตุ้นเอนไซม์ในตับซึ่งช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกมาได้แล้ว ในกระเทียมยังมีสารอัลลิซินและซีลีเนียมอยู่ สารสองชนิดนี้มีส่วนประกอบในการช่วยล้างพิษตับได้

2. เกรปฟรุต (ผลไม้ตระกูลส้ม)
เกรปฟรุต
ในเกรปฟรุตอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ผลไม้ตระกูลซิตรัสนี้ นอกจากเกรปฟรุตแล้วก็ยังรวมไปถึง ส้ม มะนาว และเลม่อน ต่างก็ช่วยสนับสนุนกระบวนการล้างพิษตามธรรมชาติของตับ แค่ดื่มน้ำเกรปฟรุตคั้นสดๆ วันละแก้ว จะช่วยกระตุ้นการผลิตของเอนไซม์ล้างพิษในตับ และช่วยชะล้างสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่นๆ ได้

3. บีทรูทและแครอท
ผักทั้งสองชนิดนี้เต็มไปด้วยฟลาโวนอยด์และเบต้าแคโรทีนปริมาณสูงมาก การทานหัวบีทรูทและแครอทช่วยกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานโดยรวมของตับได้

4. ชาเขียว
ชาเขียวจัดเป็นเครื่องดื่มที่คู่ควรกับตับมากที่สุด เพราะในชาเขียวอุดมไปด้วยคาเทชิน สารต้านอนุมูลอิสระ สารประกอบนี้เป็นที่รู้กันดีกว่าช่วยการทำงานของตับได้ ชาเขียวยังมีรสชาติอร่อย นำมาปรุงอาหารหรือปรุงเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้ (ชาเขียวที่ชงจากใบชาจะดีกว่าแบบสกัด)

5. ผักใบเขียว
หนึ่งในอาหารที่เป็นมิตรมากในการล้างพิษตับ ผักใบเขียวสามารถทานได้ทั้งแบบดิบ แบบสุก หรือแบบคั้นน้ำก็ยังได้ ให้สารคลอโรฟิลล์สูงมาก ผักใบเขียวช่วยดูดซับสารพิษจากสภาพแวดล้อมที่อยู่ในกระแสเลือด อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการต้านทานโลหะหนักของสารเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช ผักใบเขียวจึงจัดได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการปกป้องตับนั่นเอง

ในแต่ละมื้อควรเพิ่มผักใบเขียวเข้าไปในอาหารด้วย ยกตัวอย่างเช่น มะระขี้นก, ผักร็อคเก็ต, ผักโขม, ผักกาดเขียวปลี ฯลฯ จะช่วยเพิ่มการสร้างน้ำดีและช่วยให้น้ำดีไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งจะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกจากอวัยวะต่างๆ รวมไปถึงเลือดได้

6. อะโวคาโด
อะโวคาโด
เป็นผลไม้ที่หนาแน่นไปด้วยสารอาหารทุกอนู ช่วยให้ร่างกายผลิตกลูต้าไธโอน ซึ่งเป็นสารประกอบที่ทำให้ตับกำจัดสารพิษที่เป็นอันตรายได้ดีขึ้น

7. แอปเปิ้ล
แอปเปิ้ล
มีเพคตินอยู่เยอะมาก แอปเปิ้ลเป็นแหล่งของสารเคมีที่จำเป็นสำหรับร่างกายในการชำระล้างและกำจัดสารพิษออกไปจากระบบย่อยอาหาร และในทางกลับกันก็ช่วยให้ตับนั้นจัดการกับสารพิษได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

8. น้ำมันมะกอก
น้ำมันมะกอก น้ำมันกัญชง และน้ำมันเมล็ดลินิน มีประโยชน์มากสำหรับตับ โดยน้ำมันเหล่านี้จะให้ไขมันดีๆ ที่ช่วยในการดูดซับสารพิษที่เป็นอันตรายจากร่างกาย ซึ่งเป็นการลดภาระของตับได้อีกทางหนึ่ง

9. ธัญพืชทางเลือก
ถ้าอาหารของคุณประกอบไปด้วยข้าวสาลี, แป้งขาว หรือธัญพืชมาตรฐานอื่นๆ ตอนนี้ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนเป็นธัญพืชทางเลือกอื่นๆ แล้วอย่างเช่น ควินัว, ข้าวฟ่าง หรือบัควีท ก็จะช่วยการทำงานของตับได้

ตับทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวกรองสารพิษในร่างกาย แต่หากคุณเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนไหวกับเมล็ดพืชชนิดที่มีกลูเตนอยู่ ก็อาจเป็นการเพิ่มพิษในร่างกายแทน มีการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่า ผู้ที่เคยมีประสบการณ์แพ้กลูเต็น จะพบความผิดปกติในผลการทดสอบเอนไซม์ในตับด้วย

10. ผักตระกูลกะหล่ำ
บร็อคโคลีและดอกกะหล่ำ เป็นแหล่งของกลูโคซิโนเลต ซึ่งช่วยสนับสนุนกระบวนการผลิตเอนไซม์ในตับ โดยเอนไซม์ตามธรรมชาติชนิดนี้จะช่วยชะล้างสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย และนอกจากนี้การทานผักตระกูลนี้ ยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งให้น้อยลงอีกด้วย

11. เลมอนและมะนาว
มะนาว
ผลไม้ตระกูลซิตรัสเหล่านี้อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งช่วยให้ร่างกายได้สังเคราะห์สารพิษต่างๆ ให้ละลายน้ำได้ การดื่มน้ำเลมอนหรือน้ำมะนาวคั้นสดๆ ในตอนเช้า ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของตับได้อีกด้วย

12. วอลนัท
วอลนัท
ถั่วชนิดนี้เต็มไปด้วยกรดอะมิโนอาร์จีนีน วอลนัทช่วยเสริมการทำงานของตับในการล้างสารแอมโมเนียที่เป็นพิษ วอลนัทยังเต็มไปด้วยกลูต้าไธโอนและกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยล้างพิษตับได้เช่นกัน แนะนำว่าเวลาเคี้ยวถั่ววอลนัทในปากให้เคี้ยวจนแหลกเป็นน้ำก่อนกลืนเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

13. กะหล่ำปลี
เหมือนกับบร็อกโคลีและดอกกะหล่ำ การทานกะหล่ำปลีช่วยกระตุ้นเอนไซม์การล้างพิษในตับออกมาขจัดสารพิษต่างๆ ลองทานหรือเพิ่มอาหารจำพวก กิมจิ, โคลสลอว์ หรือซุปกะหล่ำปลี คู่กับอาหารปกติของคุณดู

14. ขมิ้น
ขมิ้นจัดเป็นเครื่องเทศสุดโปรดของตับเลยก็ว่าได้ ให้ลองผสมผงขมิ้นนี้ลงในสตูว์ หรืออาหารชนิดอื่นๆ ตับจะได้รับคุณค่าจากขมิ้นแทบจะในทันที ขมิ้นช่วยเพิ่มพลังการล้างพิษ โดยทำหน้าที่เหมือนเป็นเอนไซม์ช่วยกระตุ้นการชะล้างสารพิษออกไปจากอาหารต่างๆ

เครื่องเทศสีทองชนิดนี้มีรสชาติที่ยอดเยี่ยมไม่ว่าจะทานกับอาหารชนิดใด แต่ควรระวังในการเลือกซื้อ เพราะขมิ้นที่คุณภาพต่ำอาจจะปนเปื้อนสารอันตรายมาได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.health-th.com

สูตรกล้วยหอมน้ำผึ้งพอกหน้าใส

สูตรกล้วยหอมน้ำผึ้งพอกหน้าใส

สูตรกล้วยหอมน้ำผึ้งพอกหน้าใส

สูตรกล้วยหอมน้ำผึ้งพอกหน้าใส

สูตรกล้วยหอมน้ำผึ้งพอกหน้าใส

ปัจจุบันนี้เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการมีหน้าตาดี ผิวพรรณสดใส บุคลิกดีเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆสิ่ง แม้กระทั่งหน้าที่การงานที่แม้จะมีคนพูดว่าคุณภาพของงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตา แต่ถ้าเรามีใบหน้าหมองคล้ำ เต็มไปด้วยสิว ฝ้า ก็ทำให้ตัวเราเองนี่แหล่ะกังวล กลายเป็นความหดหู่ ใบหน้าเศร้าหมอง แล้วแบบนี้ใครจะเถียงว่าใบหน้าสวยใสไม่ใช่เรื่องจำเป็น….เพราะอย่างน้อยก็จำเป็นกับตัวเราเองนี่แหล่ะ

สูตรกล้วยหอม น้ำผึ้ง กำลังเป็นสูตรที่มาแรงอยู่ในขณะนี้ เพราะสูตรนี้เนื้อครีมที่ออกมาจะข้นพอดี กล้วยหอมมีวิตามินอยู่หลายชนิดนอกจากนั้นยังมีแมกนีเซียมที่ช่วยลดริ้วรอย และช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งอีกด้วย

วิธีการ โดยใช้กล้วยหอม 1 ลูก ผสมกับน้ำผึ้ง คนให้เข้ากันเป็นครีมเหนียว นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.pikool.com

 …

หน้าเด็กด้วยฟักทอง

หน้าเด็กด้วยฟักทอง

หน้าเด็กด้วยฟักทอง

หน้าเด็กด้วยฟักทอง

ด้วยสูตรการพอกหน้าใกล้ตัวจากธรรมชาติ การพอกหน้าหรือมาส์กหน้าเป็นหนึ่งในวิธีบำรุงดูแลผิวหน้าที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบและมักจะทำกันเป็นประจำ เนื่องจากใช้เพียงแค่วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในบ้าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าคอร์สความงามนอกบ้านอีกด้วย สิ่งที่สำคัญก็คือสูตรพอกหน้าเหล่านี้มีความปลอดภัยสูง เพราะมาจากธรรมชาติแท้ๆ นั่นเอง

สูตรหน้าใสเร่งด่วน ฟักทองมีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินเอในปริมาณที่สูงมาก จะช่วยเติมสารอาหารลงสู่ผิวทำให้หน้าขาวกระจ่างใส ผิวมีลักษณะเนียนนุ่มน่าสัมผัสเหมือนผิวเด็ก โดยนำเอาฟักทองไปต้มแล้วเอาแต่เนื้อปริมาณ 1/2 ถ้วยผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย บดให้ละเอียด พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที จึงค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.patcharapa.com

ภัยเงียบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ภัยเงียบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ภัยเงียบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ภัยเงียบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

โทษของสุรา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจส่งผลให้เสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม และความเสี่ยงสุขภาพอื่น ๆ มากขึ้นรู้ไหมคะสาว ๆ

สาวนักปาร์ตี้ที่ไปสนุกแต่ละทีต้องมีดื่มเหล้า-เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เตือนไว้เลยค่ะว่าคุณกำลังทำลายสุขภาพตัวเองลงไปทุกวัน ๆ ด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหล่านี้ อีกทั้งยังอาจจะเพิ่มความเสี่ยงโรคร้ายให้ร่างกายไม่รู้ตัว อย่างโรคและความไม่สบายกายดังต่อไปนี้ไง

โทษของการดื่มเหล้า

1. หน้าแก่ มีริ้วรอยก่อนวัย

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นเหล้าหรือเบียร์ มีฤทธิ์ขับปัสสาวะในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เซลล์ก็จะเสื่อมเร็ว ก่อให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย โดยเฉพาะผู้หญิงที่ดื่มหนัก ทั้งผมและผิวจะดูเศร้าหมอง ไม่สดใส กระชุ่มกระชวย

2. สูญเสียกล้ามเนื้อ

นอกจากเซลล์ผิวจะเสื่อมเร็วแล้ว โทษของการดื่มเหล้ายังจะทำให้สาว ๆ สูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นใครที่ตั้งใจปั้นก้น สร้างกล้ามหน้าท้อง บอกเลยว่าความเหน็ดเหนื่อยอดทนต่อการออกกำลังกายของคุณจะเสียเปล่าทันทีที่ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์บ่อย ๆ

โทษของการดื่มเหล้า

3. อ้วนขึ้น

กินเบียร์กินเหล้าแล้วตัวบวม อ้วนขึ้น นี่ล่ะค่ะผลของมัน เพราะเหล้าและเบียร์แคลอรีไม่น้อยเลยนะคะ ยิ่งกินมากก็ยิ่งได้รับพลังงานส่วนเกินมาก + กับแกล้มเข้าไปก็ยิ่งแล้วใหญ่ ความอ้วนมาเยือนได้ง่าย ๆ ภายในพริบตา

4. เสี่ยงอัลไซเมอร์

ผลการศึกษาจาก Rutgers University พบว่า การดื่มแอลกอฮอล์มีผลให้เซลล์สมองเสื่อมลงเร็วขึ้น 40% ในผู้หญิงวัยทำงาน ส่งผลให้มีอาการหลง ๆ ลืม ๆ บ่อยขึ้น และคนที่ดื่มเกินวันละ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ยิ่งจะเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้มากกว่าเป็นเท่าตัว

โทษของการดื่มเหล้า

5. โรคความดันโลหิตสูง

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน American Journal of Hypertension ระบุว่า ผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์เกินสัปดาห์ละ 10 แก้ว จะมีความเสี่ยงความดันโลหิตสูงกว่าปกติ 12 จุด และเมื่อเทียบกับเพศชายแล้วก็พบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ในเพศหญิงส่งผลให้เสี่ยงภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าถึง 2 เท่าเชียวล่ะค่ะ

6. มะเร็งเต้านม

มีงานวิจัยที่พบว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีส่วนกระตุ้นโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงมากขึ้นด้วย โดยการดื่มแอลกอฮอล์ 10 กรัม (ไวน์ 1 แก้ว ปริมาณ 4 ออนซ์)/วัน เป็นเหตุให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 10%

โทษของการดื่มเหล้า

7. โรคซึมเศร้า

ผู้หญิงมีอารมณ์เหวี่ยง ๆ อันเนื่องมาจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละรอบเดือนอยู่แล้ว ซึ่งหากมีพฤติกรรมชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความรู้สึกด้านลบได้ง่ายมากขึ้น ส่งผลให้มวลความสุขในชีวิตลดลง และแอลกอฮอล์อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สารเคมีในสมองเปลี่ยนไป เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าได้เลย

8. ส่งผลร้ายต่อลูกในครรภ์

มีการศึกษาพบว่า ผู้หญิงนักดื่มจะมีภาวะมีบุตรยาก เสี่ยงแท้งบุตร และด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ส่งผลต่อระบบประสาทและสมอง ก็อาจจะส่งผลต่อลูกในครรภ์ เสี่ยงต่อภาวะเด็กพิการด้านสติปัญญามากขึ้นด้วย

โทษของการดื่มเหล้า

9. เสี่ยงโรคตับ

เหล้า เบียร์​ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีส่วนทำลายเซลล์และการทำงานของตับ ก่อให้เกิดอาการตับอักเสบ และภาวะตับแข็งได้ ดังนั้นคนที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ๆ ก็เสี่ยงต่อโรคตับมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว

10. อันตรายต่อร่างกายและทรัพย์สิน

ในตอนสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ ผู้หญิงก็เสี่ยงเป็นเหยื่อทางอาชญากรรมทั้งปล้น จี้ หรือถูกกระทำชำเรา และยิ่งถ้าดื่มเหล้า เบียร์ ขาดสติ ความเสี่ยงที่จะถูกทำร้ายร่างกายก็ยิ่งมากขึ้นไปใหญ่ ยังไง ๆ ก็มีแต่ผลเสียมากกว่าผลดีนะคะ

ถ้าพูดถึงอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จริง ๆ แล้วคงไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะอย่างที่บอก เหล้า เบียร์ น้ำเปลี่ยนนิสัย ทำให้เราขาดสติและขาดความยับยั้งชั่งใจ จนอาจเป็นเหตุให้สร้างวีรกรรมไม่น่าจดจำ หรือกระทำการอันใดที่ไม่สมควรลงไปก็ได้นะคะ ดังนั้น ไม่ดื่ม ไม่เมา ครองสติตัวเราไว้ดีกว่า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

เคล็ดไม่ลับรักษารอยสิวจากธรรมชาติ

เคล็ดไม่ลับรักษารอยสิวจากธรรมชาติ

เคล็ดไม่ลับรักษารอยสิวจากธรรมชาติ

เคล็ดไม่ลับรักษารอยสิวจากธรรมชาติ

เคล็ดไม่ลับรักษารอยสิวจากธรรมชาติ

สิวขึ้นหน้าทีไรใช่ว่าพอหลังจากมันหาย… มันจะไม่ทิ้งรอยสิวเอาไว้ให้ดูต่างหน้า ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นสาวๆ ส่วนใหญ่มักซื้อครีมรักษารอยสิวมาใช้เป็นประจำ แต่สาวๆ รู้มั้ยคะว่านอกจากครีมรักษารอยสิวแล้ว ยังมีวัตถุดิบจากธรรมชาติอีกหลายชนิดที่สามารถหยิบมาใช้ลดเลือนรอยสิวให้จางลงได้ มาดูกันดีกว่านะคะว่ามีอะไรบ้าง

ทีทรีออยล์
นอกจากจะช่วยรักษาสิวได้แล้ว ทีทรีออยล์ยังสามารถนำมานวดตรงรอยสิวได้ด้วยนะคะ โดยทำเป็นประจำ รับรองคุณจะค่อยๆ เห็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจแน่นอน

น้ำผึ้ง
ความหอมหวานจากน้ำผึ้งมาพร้อมคุณสมบัติที่จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยในเรื่องของการรักษาสิวและลดเลือนรอยสิวได้ผลอีกด้วย เพียงนำน้ำผึ้งมานวดเบาๆ ลงบนผิวที่ต้องการรักษารอยสิว ทิ้งไว้สัก 20 – 30 นาทีแล้วล้างออก เท่านี้ก็จะช่วยให้รอยสิวจางลงได้แล้วหรือจะนำมาพอกหน้าเป็นประจำทุกวันก็ยังช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้นในตัวได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย

เจลว่านหางจระเข้
อีกหนึ่งคุณสมบัติจากสมุนไพรไทยที่ไม่ควรมองข้าม เพียงนำเนื้อเจลว่านหางจระเข้มาทาแล้วนวดเบาๆ ตรงรอยสิว จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก เท่านี้ก็จะช่วยเคลียร์รอยสิวได้แล้ว

น้ำมะนาว
เนื่องจากน้ำมะนาวมีคุณสมบัติเป็นกรดสูงจึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังได้ ตอนเป็นสิวจะนำมาแต้มสิวให้ยุบลงเร็วก็ได้เช่นกัน สำหรับวิธีลดเลือนรอยสิวนั้นก็ทำได้ง่ายๆ เพียงบีบน้ำมะนาวแล้วผสมกับน้ำสะอาดเล็กน้อย จากนั้นนำมาทาบนรอยสิว ทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมงหรือทาทิ้งไว้ก่อนนอนตลอดคืนก็ได้ รับรองว่าน้ำมะนาวจะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกทำให้รอยสิวจางลงเร็วได้อย่างเร็วขึ้นแน่นอนค่ะ

น้ำมันมะพร้าว
ใช้น้ำมันมะพร้าวมาทาบนรอยสิวจากนั้นนวดวนเบาๆ แล้วปล่อยไว้ประมาณ 30 นาทีจึงล้างหน้าตามปกติ วิตามินจากน้ำมันมะพร้าวจะช่วยเยียวยารอยสิว ทั้งยังบำรุงผิวให้ได้รับการกระตุ้นเพื่อให้เกิดการผลัดเซลล์ใหม่ อีกทั้งวิตามินอีที่มีปริมาณสูงยังช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้นขึ้นได้ด้วย

มันฝรั่ง
มันฝรั่งที่สาวๆ นิยมนำมามาส์กตาเวลาบวมๆ ก็มีส่วนช่วยลดเลือนรอยสิวได้เหมือนกันนะ เพียงฝานมันฝรั่งออกเป็นแผ่นๆ จากนั้นนำมาทาบนรอยสิวปล่อยไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก ทำเป็นประจำก็จะช่วยให้รอยสิวจางลงได้

วัตถุดิบจากธรรมชาติเหล่านี้มาพร้อมสารอาหารมากมาย มีส่วนช่วยทั้งบำรุงผิวและฟื้นฟูเซลล์ที่สึกหรอ ดังนั้น นำมาทาทั้งรักษารอยสิวทีก็ต้องใช้เวลาใจเย็นๆ หน่อยนะคะ แต่รับรองค่ะว่ามันจะให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจและปลอดภัยแบบไม่ต้องเสียตังค์สักบาท

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.meemodel.com

สวยไม่โทรมหลังปาร์ตี้

สวยไม่โทรมหลังปาร์ตี้

สวยไม่โทรมหลังปาร์ตี้

สวยไม่โทรมหลังปาร์ตี้

สวยไม่โทรมหลังปาร์ตี้

แน่นอนว่าหลังจากที่เมื่อคืนโหมปาร์ตี้อย่างหนัก ตื่นเช้าขึ้นมาในวันใหม่ สาวๆ จะรู้สึกว่าร่างกายไม่กระฉับกระเฉง สมองตื้อๆ และมีอาการมึนงงอยู่ นั่นเป็นเพราะร่างกายยังคงอ่อนเพลีย ดังนั้นจึงควรพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาปกติเหมือนเดิม วันนี้เราจึงขอนำเคล็ดลับที่ช่วยให้ร่างกายกลับมาสดใสหลังจากเที่ยวปาร์ตี้อย่างหนักด้วยอาหารที่มีคุณประโยชน์มากมายมาฝากกัน และอาหารที่ช่วยให้ร่างกายไม่โทรมหลังโหมปาร์ตี้มีดังนี้

ชาเขียว

ทำไมต้องเป็นชาเขียว เชื่อว่าสาวๆ หลายคนคงสงสัย นั่นเป็นเพราะว่าชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสารตัวนี้เองที่มีหน้าที่คอยช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายจากการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์รวมทั้งการที่ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอนั่นเอง แค่จิบชาเขียวอุ่นๆ ในตอนเช้า ก็ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาได้มากมายแล้ว

น้ำขิง

เนื่องจากในขิงมีสาร antispasmodic ซึ่งเป็นสารที่มีสรรพคุณช่วยในการคลายกล้ามเนื้อ ดังนั้นมันจึงทำให้ร่างกายของคนเรารู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนั้นมันยังช่วยย่อยและลดอาการท้องอืดที่เกิดจากการที่เราทานอาหารมากจนเกินไปอีกด้วย

โยเกิร์ต

ในโยเกิร์ตมีแลคโตบาซิลลัส ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีความสำคัญ คอยช่วยรักษาแผลอักเสบในลำไส้ ซึ่งเป็นแผลที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ร่างกายโทรมจากการดื่มในงานปาร์ตี้ ก็ควรป้องกันด้วยการกินโยเกิร์ตจะช่วยได้ดีเลยทีเดียว

น้ำเปล่า

ถึงจะดูเป็นเครื่องดื่มธรรมดาๆ แต่หน้าที่ของมันไม่ธรรมดาเลย เพราะน้ำเปล่ามีหน้าที่ในการดีท็อกซ์และขับสารพิษออกจากร่างกาย แค่เพียงจิบน้ำเปล่าตลอดทั้งวัน แค่นี้ก็ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น และเพื่อให้ได้ผลดีควรดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง จะช่วยให้ร่างกายไม่ทำงานหนัก

กล้วย

เพราะกล้วยมีสรรพคุณช่วยในการลดความดันโลหิตที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อีกทั้งยังสามารถลดอาการบวมที่เกิดจากการรับโซเดียมหรือจากการทานอาหารที่มีรสเค็มมากเกินไปได้ดีอีกด้วย

ผลไม้และผักสด

ในผักผลไม้สดๆ หลายชนิดล้วนเป็นแหล่งรวมของวิตามินที่มีประโยชน์ ซึ่งสารอาหารที่สำคัญในผักและผลไม้จะมีหน้าที่คอยช่วยปรับอารมณ์ของคนเราให้มีความสมดุล อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการดีท็อกซ์ร่างกายได้ดี ดังนั้นใครที่รู้สึกว่าร่างกายไม่สดชื่น หรือตื่นเช้าขึ้นมาหลังจากโหมปาร์ตี้อย่างหนักทั้งคืน ควรหันมาทานผักกันเยอะๆ เพราะวิธีนี้สามารถทำได้ง่ายและยังได้ผลดีจริงๆ

เมื่อเป็นคนชอบเที่ยวปาร์ตี้ ก็ควรชอบที่จะดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองไม่ให้โทรมได้ด้วย เพราะการป้องกันย่อมไม่ทำให้ร่างกายเกิดผลเสียอื่นๆ ตามมาอย่างไม่คาดคิด ยังไงก็อย่าลืมทานอาหารที่เราแนะนำมา รับรองว่าช่วยให้ร่างกายกลับมาสดชื่นได้อย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

 

 …