สวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิว เพิ่มความสวยใสแบบธรรมชาติ

สวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิว เพิ่มความสวยใสแบบธรรมชาติ

สวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิว เพิ่มความสวยใสแบบธรรมชาติ

สวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิว เพิ่มความสวยใสแบบธรรมชาติ ความเปล่งประกายของผิว ความเต่งตึงและความสวยที่ยังคงเอาไว้ซึ่งความอ่อนเยาว์ เหล่านี้คือประตูสำคัญที่คนรักสวยรักงามทุกท่านอยากจะปรนนิบัติผิวของตนเองให้คงสภาพที่ยังมีสุขภาพดีเอาไว้ให้ได้นานที่สุด แต่ว่าด้วยสภาพแวดล้อม การใช้ชีวิตที่ต้องเผชิญกับปัจจัยอันเป็นความเสี่ยงหลายอย่าง จึงทำให้ผิวค่อยๆ เสื่อมสภาพลงทุกวันเหล่านี้คือประตูสำคัญที่คนรักสวยรักงามทุกท่านอยากจะปรนนิบัติผิวของตนเองให้คงสภาพที่ยังมีสุขภาพดีเอาไว้ให้ได้นานที่สุด แต่ว่าด้วยสภาพแวดล้อม การใช้ชีวิตที่ต้องเผชิญกับปัจจัยอันเป็นความเสี่ยงหลายอย่าง จึงทำให้ผิวค่อยๆ เสื่อมสภาพลงทุกวัน

หากปล่อยปะละเลย ไม่ใส่ใจบำรุงสุขภาพผิวให้ดีขึ้น ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผิวสาวจะหมองคล้ำและตามมาด้วยริ้วรอยก่อนวัยอันควร ลองหันมาดูแลตัวเองอย่างง่ายๆ ด้วยสูตรลับจากธรรมชาติ ที่ผสานคุณค่าจากสมุนไพร อุดมไปด้วยสารที่มีประโยชน์ ที่ช่วยปกป้องผิว ให้ผิวกลับมาสวยใสได้ไม่ยาก

สวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิด เติมความสวยใสแบบธรรมชาติ
ขมิ้นชันกับสุดยอดของการดูแลผิว

ขมิ้นชันถือว่าเป็นสมุนไพรเสริมความงามที่นิยม เป็นที่รู้จักกันหลากหลายตำรับทั้งเป็นยารักษาโรคและเป็นเครื่องประทินผิวชั้นเลิศที่นิยมใช้กันมานาน สูตรเด็ดที่ได้รับความนิยมก็คือการนำเอามาใช้ป้องกันการเกิดสิว ลดการอักเสบของผิวที่เกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรีย ลดการเกิดโรคผิวหนังบางชนิด โดยทั่วไปมักนำมาใช้ในการขัดผิว ผสมกับดินสอพองสตุและน้ำมะนาว คนให้ได้เป็นเนื้อครีมข้นๆ นำมาขัดผิวกายให้ทั่วบริเวณ โดยหลีกเลี่ยงบริเวณใบหน้าเอาไว้ (หากต้องการใช้ขัดผิวหน้าให้ลดปริมาณของน้ำมะนาวลง เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวระคายเคือง) จากนั้นทิ้งเอาไว้ประมาณ 10-15 นาที ล้างทำความสะอาดผิว ตบท้ายด้วยการบำรุงจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั่วไป

สวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิด เติมความสวยใสแบบธรรมชาติ
มะขามเปียกน้ำผึ้งกำจัดเซลล์เสื่อมสภาพ

ความหมองคล้ำที่พบได้ตามผิวหนังของเรา แม้จะพยายามอาบน้ำทำความสะอาดแล้ว แต่ผิวก็ยังแลดูไม่ขาวใส สัมผัสไม่เรียบเนียนอย่างที่ต้องการ นั่นอาจจะเกิดขึ้นจากการสะสมตัวของเซลล์หนังกำพร้าที่ถูกกำจัดออกไม่หมด ทำให้เซลล์ผิวใหม่ไม่ยอมสร้างตัวขึ้นมา การเลือกใช้สูตรขัดผิวที่เข้าไปกระตุ้นกำจัดเอาเซลล์ที่เสื่อมสภาพออกไปอย่างหมดจดจึงเป็นสิ่งจำเป็น ด้วยการใช้มะขามเปียกที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ผสมกับน้ำผึ้งเพื่อเติมเต็มความชุ่มชื้น นำมาผสมให้กลายเป็นเนื้อครีม ขัดผิวให้ทั่ว เน้นบริเวณที่หมองคล้ำและมีความด้าน อย่างตามข้อศอกและหัวเข่า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20-30 นาที ก่อนอาบน้ำทำความสะอาดตามปกติสวยด้วยสมุนไพรกับสูตรขัดผิด เติมความสวยใสแบบธรรมชาติ

ด้วยสูตรเคล็ดลับจากสมุนไพรทั้งสองชนิดที่กล่าวมาข้างต้น เชื่อว่าหากสาวๆ เลือกทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ พร้อมหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นต้นเหตุทำร้ายผิวให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้ผิวเปล่งประกาย กลับสู่ความสวยใสตามฉบับธรรมชาติได้อีกครั้งอย่างแน่นอนค่ะ บาคาร่า

กระเจี๊ยบเพื่อสุขภาพ

กระเจี๊ยบเพื่อสุขภาพ

กระเจี๊ยบเพื่อสุขภาพ  แก้คอแห้งได้เป็นอย่างดี

กระเจี๊ยบเพื่อสุขภาพ

กระเจี๊ยบเพื่อสุขภาพ  น้ำกระเจี๊ยบสีแดงสด รสชาติอมหวานอมเปรี้ยว ที่หากได้ดื่มเมื่อไหร่จะต้องรู้สึกสดชื่นถึงใจทันที

อีกทั้งน้ำกระเจี๊ยบยังช่วยดับกระหาย แก้คอแห้งได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะไปที่ไหนที่มีการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น การประชุม ก็มักจะมีน้ำกระเจี๊ยบเป็นเครื่องดื่มสำหรับเลี้ยงแขกหรือผู้มาประชุมเสมอ และวันนี้เราก็ได้นำสูตรเด็ดในการทำน้ำกระเจี๊ยบมาฝากกัน รับรองดื่มแล้วสดชื่น แถมทำง่ายไม่ต้องเสียเงินซื้ออีกด้วย

วิธีทำน้ำกระเจี๊ยบ

สำหรับส่วนผสมในการทำน้ำกระเจี๊ยบนั้นก็มีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น โดยจะเน้นดอกกระเจี๊ยบเป็นหลัก ซึ่งก็มีส่วนผสมที่ต้องเตรียมดังนี้i99bet

1. ดอกกระเจี๊ยบแดง 150 กรัม (แบบสดหรือแห้งก็ได้)

2. น้ำ 4 ถ้วย

3. เกลือป่น ½ ช้อนชา

4. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย

5. น้ำแข็งก้อนเล็กหรือน้ำแข็งยูนิค

6. กลีบดอกกระเจี๊ยบ (เอาไว้เพื่อตกแต่ง)

วิธีทำ

เมื่อเตรียมส่วนผสมเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนการทำแบบง่ายๆ กันเลย

1. นำกระเจี๊ยบแดงที่เตรียมไว้มาล้างน้ำให้สะอาด ล้างทั้งดอกโดยไม่ต้องแกะกลีบออก จากนั้นนำใส่หม้อที่จะต้ม

2. ใส่น้ำที่เตรียมไว้ประมาณ 4 ถ้วยลงในหม้อ จากนั้นนำไปตั้งไฟกลางๆ จนเดือด

3. ลดไฟให้อ่อนลง จากนั้นต้มต่ออีกประมาณ 15-20 นาที จะได้น้ำกระเจี๊ยบสีแดงสวย น่าดื่มสุดๆ

4. เมื่อน้ำกระเจี๊ยบได้ที่แล้ว ให้เติมน้ำตาลและเกลือลงไป จากนั้นต้มต่ออีกนิดเพื่อให้เกลือและน้ำตาลละลาย ได้รสชาติที่อร่อยกลมกล่อม น่ารับประทาน

5. ปิดไฟ ยกหม้อ แล้วนำน้ำกระเจี๊ยบที่ได้มากรองอาแต่น้ำ ส่วนดอกกระเจี๊ยบให้ใส่ถ้วยเก็บไว้ อย่าพิ่งทิ้ง เพราะสามารถนำมาทานได้เช่นกัน

6. ตั้งให้เย็น หรือจะรอให้อุ่นแล้วนำมาดื่มทันทีเลยก็ได้ หากได้ดื่มกับน้ำแข็งด้วยแล้ว จะให้ความรู้สึกสดชื่น ชุ่มคอ เหมาะกับช่วงหน้าร้อนที่สุดเลยทีเดียว

7. หากใครอยากให้น้ำกระเจี๊ยบดูมีสีสันและน่าดื่มมากขึ้น ให้นำกลีบดอกกระเจี๊ยบที่เตรียมไว้ มาตกแต่ง แค่นี้ก็จะได้เมนูน้ำกระเจี๊ยบที่ทั้งอร่อยและมีหน้าตาที่ดูน่าทานยิ่งขึ้นแล้วล่ะ

ไม่ยากเลยใช่ไหมเอ่ยกับการทำน้ำกระเจี๊ยบดื่มเอง ในวันที่อากาศร้อนสุดๆ ซึ่งน้ำกระเจี๊ยบจะให้ความรู้สึกชุ่มคอ สดชื่น และดับร้อนได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีประโยชน์อีกมากมาย ที่รู้แล้วคุณจะต้องอยากดื่มน้ำกระเจี๊ยบบ่อยๆ แน่นอน

สรรพคุณและประโยชน์ของน้ำกระเจี๊ยบ

1. มีส่วนช่วยในการบำรุงเลือด ซึ่งก็เหมาะกับผู้หญิงที่เลือดลมไม่ดี ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือคนที่มีปัญหาภาวะโลหิตจางเป็นอย่างมาก

2. ลดอาการไอและอาการเจ็บคอ โดยเฉพาะในคนที่เป็นไข้หวัด หรือคออักเสบ เป็นทอมซิน คอเป็นแผล รวมถึงคนที่เป็นวัณโรค

3. อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง จึงสามารถแก้อาการเลือดออกตามไรฟันได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังช่วยเสริมวิตามิน ป้องกันโรคลักกะปิดลักกะเปิด และเสริมสร้างคอลลาแจน ให้ผิวดูเรียบเนียน ขาวกระจ่างใส

4. บรรเทาและรักษาอาการต่อมลูกหมากโต ซึ่งมักจะเกิดในผู้ชายมากที่สุด แต่หากดื่มน้ำกระเจี๊ยบเป็นประจำควบคู่ไปกับการทานยาตามแพทย์สั่ง ก็สามารถแก้อาการได้ดีทีเดียว

น้ำกระเจี๊ยบแดง นอกจากจะทำง่ายและมีรสชาติที่อร่อย ชุ่มคอแล้ว ยังมากไปด้วยประโยชน์และสรรพคุณต่างๆ อีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.coffeefavour.com…

อาหารแก้เครียดอร่อยดีมีประโยชน์

อาหารแก้เครียดอร่อยดีมีประโยชน์

อาหารแก้เครียดอร่อยดีมีประโยชน์

อาหารแก้เครียดอร่อยดีมีประโยชน์

วัยเรียน วัยทำงานอย่างเราๆ ทั้งเรียนทั้งทำงานติดต่อกันมา 5 วันมาหลายปี ไหนจะคะแนนสอบ ไหนจะถูกประเมินงานอีก คงจะทำให้หลายคนเครียดมากเลยใช่ไหม ถ้างั้นเรามาหาวิธีคลายเครียดง่ายๆ ด้วยการกินอาหารแก้เครียดกันดีกว่า

ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ และขนมปังโฮลวีท เป็นอาหารแก้เครียดที่ให้คาร์โบไฮเดรตประเภทที่ดีต่อร่างกาย มีผลต่อระดับพลังงาน และน้ำตาลในเลือด ช่วยทำให้เกิดการกระตือรือร้นในการทำงานของร่างกาย ทำให้การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพสูง

อะโวคาโด โดยในอะโวคาโดมีวิตามินบี 9 ช่วยเรื่องผ่อนคลายความเมื่อยล้า ทำให้ผ่อนคลายความเครียดได้ดี

>> 9 ประโยชน์สุดยอดจาก “อะโวคาโด” ดีต่อสุขภาพของจริง

น้ำมันปลา มีไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 ช่วยทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองดีขึ้น และช่วยลดความเครียด ทำให้อารมณ์เยือกเย็นลง อาหารที่มีน้ำมันปลาสูง ได้แก่ ปลาทู ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า และปลาแซลมอน

>> น้ำมันปลา กับข้อควรระวังในการบริโภค

ผลไม้ และพืชตระกูลถั่ว มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย คลายเครียด และต่อต้านสารที่เป็นพิษต่อร่างกายอีกด้วย

นม ไข่แดง จะมีวิตามินบีรวม ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญในการให้พลังงานกับสมองและระบบประสาท เนื่องจากในขณะที่เครียดสมองต้องใช้พลังงานมหาศาล วิตามินบีในร่างกายจะถูกใช้หมดอย่างรวดเร็ว การเพิ่มวิตามินบีให้กับร่างกายเป็นการเติมสารอาหารที่จำเป็นให้แก่สมอง ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

>> ไข่แดง กินมากไม่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

ส้ม และ ผลไม้รสเปรี้ยว มีแคลเซียม โปแทสเซียม วิตามินซี วิตามินเอ มากเป็นพิเศษ ช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี

แตงโม เป็นผลไม้ธาตุเย็น ที่มีอาจีนีน ช่วยให้หลอดเลือดขยายทำให้รู้สึกสดชื่น รู้สึกสดชื่น และเพลิดเพลินทุกครั้ง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

 …

ตกขาวสีเขียวสัญญาณนี้บอกอะไร

ตกขาวสีเขียวสัญญาณนี้บอกอะไร

ตกขาวสีเขียวสัญญาณนี้บอกอะไร

ตกขาวสีเขียวสัญญาณนี้บอกอะไร

ตกขาวสีเขียวสัญญาณนี้บอกอะไร   ตกขาวสีเขียว ปัญหาสุขภาพของผู้หญิงที่สังเกตได้ สำหรับใครที่กำลังมีลักษณะอาการตกขาวแบบนี้ ถ้าอยากรู้ว่าสัญญาณนี้จะบอกอะไรกับคุณได้บ้าง มาศึกษาข้อมูลกันเลยค่ะ

อาการตกขาวผิดปกติ ถือเป็นเรื่องที่สาว ๆ สามารถเป็นกันได้บ่อย ๆ ซึ่งเรื่องนี้สาว ๆ สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง แต่ทั้งนี้อาการตกขาวก็มีหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นตกขาวแบบสีขาวขุ่น ตกขาวเป็นสีเหลือง ตกขาวเป็นสีน้ำตาล ตกขาวเป็นน้ำ หรือแม้กระทั่งตกขาวเป็นสีเขียว ซึ่งสัญญาณเตือนเหล่านี้เกิดจากที่ร่างกายหรือช่องคลอดของผู้หญิงได้รับเชื้อโรคที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับวันนี้กระปุกดอทคอมจะพาคุณสาว ๆ ไปรู้จักกับ “ตกขาวสีเขียว” กันค่ะ เพราะถือเป็นปัญหาตกขาวที่พบได้บ่อย ๆ รองจากตกขาวสีเหลือง ทั้งนี้อาการตกขาวแบบนี้จะเกิดจากอะไรได้บ้าง ตามไปดูคำตอบกันเลย

สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ผู้หญิงเกิดอาการตกขาวสีเขียว เป็นเพราะว่าช่องคลอดเกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ซึ่งอาจเกิดได้จากการที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอด หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโรค เช่น โรคหนองใน เป็นต้น ซึ่งลักษณะของอาการที่สังเกตได้เบื้องต้นก็คือ ตกขาวจะมีลักษณะสีเขียว บางครั้งก็อาจจะมีสีเหลืองปนเขียว มีกลิ่นเหม็นคาวปลา บางรายอาจจะมีอาการคัน และปวดแสบขณะปัสสาวะร่วมด้วย

วิธีรักษาอาการตกขาวสีเขียว

– ไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุที่แน่นอน เพื่อที่จะได้รับการรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว

– ใช้ยาเหน็บช่องคลอดหรือรับประทานยาปฏิชีวนะ แต่ทั้งนี้ก็ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางก่อนใช้

– ก่อนมีเพศสัมพันธ์ควรล้างอวัยวะเพศให้สะอาด

– หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคหนองใน

– ดูแลและรักษาอวัยวะเพศให้สะอาดอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้อับชื้น

– หลีกเลี่ยงการสอดใส่สิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เข้าไปในอวัยวะเพศ

อาการตกขาวสีเขียว ถือเป็นอาการตกขาวที่ผิดปกติชนิดหนึ่งที่สาว ๆ อาจเป็นกันได้ ทั้งนี้เมื่อรู้สาเหตุ วิธีป้องกันและรักษากันไปแล้ว หากใครที่มีอาการนี้ก็อย่าเพิ่งตกใจ ทางที่ดีควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษา เพียงเท่านี้สาว ๆ ก็มีโอกาสที่จะหายขาดจากอาการตกขาวสีเขียวได้แล้วค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

วิธีทำชาข้าวบาร์เล่ย์คั่ว

วิธีทำชาข้าวบาร์เล่ย์คั่ว

วิธีทำชาข้าวบาร์เล่ย์คั่ว

วิธีทำชาข้าวบาร์เล่ย์คั่ว

วิธีทำชาข้าวบาร์เล่ย์คั่ว เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ความผ่อนคลาย ทำเองได้ง่ายๆ

ชาข้าวบาร์เล่ย์ (Barley Tea)
เครื่องดื่มยอดฮิต ในชาวเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน สามารถดื่มได้ทุกวัน ทั้งแบบร้อนและเย็น ไม่มีคาเฟอีน
สรรพคุณ ชาข้าวบาร์เล่ย์ คั่ว (Barley Tea)

ในข้าวบาร์เลย์ มีสารอาหาร และแร่ธาตุมากมาย โดยเฉพาะธาตุเหล็ก วิตามินบี และเส้นใยอาหาร ชาข้าวบาร์เลย์ ช่วยลดโคเลสเตอรอส ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยดับกระหาย ระบายความร้อนในร่างกาย ลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งและโรคหัวใจ ช่วยล้างสารพิษในเลือดให้สะอาด เพิ่มประสิทธิภาพระบบการย่อยอาหาร และระบบเผาพลาญให้ทำงานดีขึ้น

ส่วนผสมของ ชาข้าวบาร์เลย์
น้ำ 3 ถ้วย
ข้าวบาร์เลย์คั่ว 1/2 ถ้วย

ขั้นตอนการทำ ชาข้าวบาร์เล่ย์ คั่ว :
1. ต้มน้ำในหม้อด้วยไฟปานกลางพอเดือด ใส่ข้าวบาร์เลย์ ลงต้ม ประมาณ 3-5 นาที จนได้กลิ่นหอมของข้าว แล้วปิดไฟ
2. กรองน้ำชาลงในป้านชาสำหรับเสิร์ฟ รินลงถ้วยน้ำชา เสิร์ฟ

ขอบคุณแหล่งที่มา http://netdeticaret.com

สลัดแมงโก้กับน้ำสลัดขิง

สลัดแมงโก้กับน้ำสลัดขิง

สลัดแมงโก้กับน้ำสลัดขิง

สลัดแมงโก้กับน้ำสลัดขิง

สลัดแมงโก้กับน้ำสลัดขิง สลัดผักรวมกับน้ำสลัดขิงปั่นรสเค็มหวานหอมกลิ่นขิงและน้ำมันงา สูตรเด็ดเพื่อสุขภาพจากร้าน “Mango” ย่านบางลำพู

Mango ร้านสไตล์ Restaurant & Art Gallery ที่เน้นเมนูมังสวิรัติแบบฟิวชั่น มีทั้งเมนูไทยและเทศให้เลือกสั่งมากมาย เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นออร์แกนิก ปลอดสารพิษ เพื่อให้ได้เมนูที่อร่อยดีต่อสุขภาพ และมีประโยชน์

ประโยชน์ของวัตถุดิบ

ผัดสลัด หรือผักกาดหอม มีคุณค่าทางโภชนาการ คือ ประกอบด้วยวิตามินบี วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และลูเทียน (lutein) มียาง (latex) ชื่อ แลคทูคาเรียม (lactucarium) ซึ่งมีระดับสูงมากขณะออกดอก นอกจากนั้นยังมีวิตามินบีสูงด้วย
แครอท อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน บำรุงสายตา และเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง ฟาลคารินอล ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แครอทยังมีสารแคโรทีนอยด์ ซึ่งสารตัวนี้จะเข้าไปช่วยรักษาสมดุลระดับน้ำตาลในเส้นเลือดอีกด้วย
ผลไม้ เช่น สับปะรด สละ ส้ม มะนาว เสาวรส มีรสเปรี้ยวช่วยในการฟอกโลหิตและน้ำเหลืองช่วยป้องกันท้องผูก
มะละกอ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นป้องกันท้องผูก
ขิง รส เผ็ด ขม ร้อน ทำให้อบอุ่นร่างกาย ขับลมที่เย็นชื้นในร่างกาย แก้ปวดท้อง ท้องเสีย จุกเสียดแน่นท้อง แก้อาเจียน แก้หวัด ขับเหงื่อ แก้มือเท้าเย็นเนื่องจากชีพจรอ่อน
ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) เตรียม 20 นาที ปรุง 40 นาที

ผักสลัด 100 กรัม
เบบี้แครอตหั่นชิ้นพอคำ 50 กรัม
แครอตหั่นขูดเส้น 30 กรัม
มะเขือเทศเชอร์รี่ 50 กรัม
หอมหัวใหญ่หั่นชิ้นพอคำ 20 กรัม
สับปะรดหั่นเต๋า 30 กรัม
มะละกอสุกหั่นเต๋า 20 กรัม
กล้วยตากหั่นชิ้นพอคำ 20 กรัม
สตรอว์เบอร์รี่อบแห้ง 20 กรัม
ส่วนผสมน้ำสลัดขิง

แครอตหั่นหยาบ 200 กรัม
หอมหัวใหญ่หั่นหยาบ 100 กรัม
เซเลอรี่หั่นท่อนสั้น 150 กรัม
ขิงอ่อนหั่นหยาบ 50 กรัม
น้ำมันงา ¼ ถ้วย
ซีอิ๊วญี่ปุ่น ¾ ถ้วย
น้ำผึ้ง ½ ถ้วย
น้ำส้มสายชู ½ ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ
งาขาวคั่วสุก 3 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ

1. จัดส่วนผสมสลัดทั้งหมดใส่ลงในชามสลัดเตรียมไว้
2. ปั่นส่วนผสมน้ำสลัดด้วยเครื่องปั่นน้ำผลไม้จนละเอียด เทใส่ถ้วย เสิร์ฟเคียงกับผักสลัดที่เตรียมไว้ เมื่อจะรับประทานจึงนำไปคลุกเคล้ากับส่วนผสมให้เข้ากัน

พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 695.36 กิโลแคลอรี
โปรตีน 15.05 กรัม ไขมัน 32.31 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 87.82 กรัม ไฟเบอร์ 11.35 กรัม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com

ผ่าทางรอด 'วิกฤติฝุ่นพิษ'

ผ่าทางรอด ‘วิกฤติฝุ่นพิษ’

 

 

 

 

ผ่าทางรอด ‘วิกฤติฝุ่นพิษ’

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ปกคลุมทั่วเมืองกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวกรุงเทพฯ ที่เดินทางออกจากบ้านต่างสวมหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 โดยหลายพื้นที่ระดับฝุ่นพิษเกินค่ามาตรฐานจากระดับที่องค์การอนามัยโลกระบุไว้ที่ 25 ไมโครกรัม ผู้คนกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะฝุ่นพิษปกคลุมจนทัศนวิสัยของเมืองทั้งเมืองเป็นสีเทา กลายเป็นเมืองในหมอก (ฝุ่น) ซึ่งแนวโน้มเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง

ผ่าทางรอด 'วิกฤติฝุ่นพิษ'

ผ่าทางรอด ‘วิกฤติฝุ่นพิษ’

สำหรับมลพิษทางอากาศ PM 2.5 เป็นฝุ่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน เกิดทั้งจากการเผาไหม้ยานพาหนะ การเผาวัสดุทางการเกษตร ไฟป่า และกระบวนการอุตสาหกรรม ฝุ่นจิ๋วนี้สามารถทะลุลวงเข้าไปถึงถุงลมในปอดและเข้าสู่กระแสโลหิตได้ ส่งผลให้เกิดโรคทางเดินหายใจและโรคปอดต่างๆ ถ้าได้รับปริมาณมากหรือสะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน เป็นตัวการก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่น โรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ

หน่วยงานรัฐได้ตอบสนองต่อความหวาดวิตกของประชาชน ด้วยการออกมาตรการระยะสั้นในช่วงวิกฤติดังกล่าว เพิ่มความเข้มข้นของงานป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋ว ทั้งการสั่งเพิ่มด่านตรวจจับควันดำไม่ว่ารถเล็กหรือรถใหญ่ ประกาศห้ามเผาในที่โล่งเด็ดขาดตลอด 2 เดือนทั้งกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ จ.นนทบุรี, นครปฐม, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ห้ามจอดรถบนถนนสายหลักตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มีพื้นผิวจราจรรองรับรถที่สัญจร ขสมก.ได้ปรับเปลี่ยนคุณภาพน้ำมันรถเมล์จำนวน 800 คัน ใช้บี 20 แทน บี 7 ลดฝุ่นลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ด้านกรมฝนหลวงและการบินเกษตรก็ติดตามสภาพอากาศ วิเคราะห์ หากฟ้าอากาศเอื้อหน่วยเคลื่อนที่เร็วเริ่มปฏิบัติการทำฝนเทียมให้กรุงเทพฯ ทันที

ภาครัฐฉีดพ่นน้ำขึ้นสู่ท้องฟ้าแก้ปัญหาลดระดับฝุ่น นอกจากการทำฝนเทียม

ขณะที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าจะเผชิญสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 จากนี้ไปอีก 1-2 เดือน คนกรุงจะต้องทนอยู่ในสภาพอากาศปิดเช่นนี้

ปัญหามลพิษทางอากาศถือว่าก่อปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ถ้าเทียบกับเชียงใหม่และภาคเหนืออีกหลายจังหวัดล้วนเคยเจอกับมลภาวะจากฝุ่นควันมาแล้วทั้งสิ้น แต่ความแตกต่างอยู่ที่ฝุ่นควันภาคเหนือ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ฝุ่นจิ๋ว หรือมีขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน เหมือนในเขตกรุงเทพฯ ที่ฝุ่นระดับ PM2.5 เกินค่าความปลอดภัย

เนื่องจากมีการเผาไหม้จากรถยนตร์เครื่องดีเซลหนาแน่นมากกว่าพื้นที่ต่างจังหวัด และเมื่อคนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับสภาพมลภาวะแย่เป็นครั้งแรก จึงอยู่ในสภาพตื่นตระหนก เกิดคำถามมากมาย เรียกร้องให้รัฐหามาตรการรับมือและแนวทางแก้ไข แก้ปัญหาที่ชัดเจนตรงจุด อีกทั้งยังตั้งประเด็นไปถึงอนาคตด้วยว่า คนกรุงจะต้องสำลักควันพิษอีกหรือไม่ รวมทั้ง ประเทศไทยตั้งเป้าควบคุมคุณภาพอากาศอย่างไร

รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การขนส่งเป็นสาเหตุหลักของฝุ่น PM 2.5 ที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญปัญหา จากการที่สภาพอากาศปิด ฝุ่นจิ๋วไม่สามารถระบายออกไปได้ ปัญหานี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ถ้าต้นเหตุยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะมลพิษจากเครื่องยนต์รถที่เผาผลาญไม่สมบูรณ์ รถเก่าที่ไม่บำรุงรักษา รถดีเซล ในอียูมีหลายประเทศสนับสนุนห้ามใช้รถดีเซลเพื่อควบคุมคุณภาพอากาศ ระยะเร่งด่วนการแก้ปัญหาคือ การลดการเดินทาง ลดใช้ยานพาหนะ ส่งเสริมการใช้ระบบรถรางทั้งบีทีเอส เอ็มอาร์ที และจักรยาน ส่วนรถโดยสารเก่าลดจำนวนเที่ยวลงเพื่อลดฝุ่นควันให้ออกจากวิกฤติไปได้ก่อน

ผ่าทางรอด ‘วิกฤติฝุ่นพิษ’

“ในระยะยาวต้องยกระดับมาตรฐานเครื่องยนต์และเชื้อเพลิง เพราะจะช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ได้ชัดเจน อีกแนวทางต้องส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือเอ็นวี อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมพัฒนาเมืองให้คนใช้จักรยานและเดินมากขึ้น เพื่อจะไม่ใช้เครื่องยนต์ ซึ่งจะต้องสร้างทางเดินที่มีหลังคา ให้การเดินร่มรื่นกันแดดกันฝนยิ่งขึ้น ระยะกลาง ให้เข้มงวดเรื่องตรวจสภาพรถยนต์

บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงส่งเสริมให้คนใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างเป็นระบบ รัฐต้องเชื่อมตั้งแต่รถไฟฟ้า รถเมล์ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่ที่สำคัญคือ ต้องปลอดภัย ตรงเวลา ปรับปรุงรถเมล์ให้ได้มาตรฐาน รถเมล์เก่าควันดำต้องห้ามวิ่งบริการ ส่วนมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องนำรถชัตเตอร์บัสพลังงานไฟฟ้ามาบริการทั้งนักศึกษา บุคลากร และประชาชนที่สัญจรในมหาวิทยาลัย ในส่วนของจุฬาฯ ก็ทำได้แล้ว” รศ.ดร.มาโนช กล่าว

ปรากฏการณ์ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 โจมตีกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปกคลุมจนทำให้ทั้งเมืองกลายเป็น “เมืองในหมอก”

ด้าน รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวะ จุฬาฯ กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นพิษมาจาก 2 ปัจจัย คือ มลพิษจากแหล่งกำเนิดและวิกฤติสภาพอากาศปิด ซึ่งปัจจัยหลังเราทำอะไรไม่ได้ ต้องรอให้สภาพอากาศดีขึ้นเท่านั้น เหตุนี้ หน่วยงานรัฐและกรุงเทพมหานครได้ออกมาตรการแก้ปัญหาที่แหล่งกำเนิด อย่างไรก็ตาม การลดมลพิษอากาศต้องใช้เวลา ที่ผ่านมาไทยทำเรื่องฝุ่น PM 10 ใช้เวลา 10-20 ปี ถึงจะลดระดับฝุ่นประเภทนี้ได้ ขณะที่การตรวจวัดฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5

ในประเทศไทย เพิ่งถูกผนวกเมื่อ ต.ค.61 ทำให้ปีที่แล้วมีการสะท้อนปัญหาหมอกควันกรุงเทพฯ และปีนี้วิกฤติอากาศทำให้ชาวกรุงเทพฯ ตื่นตัวมากยิ่งขึ้น หลายหน่วยงานก็วางแนวทาง เปลี่ยนรถเก่า ปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน รวมถึงกรมโรงงานจัดทำร่างกฎหมายปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงในโรงงาน โดยจะกดค่าเชื้อเพลิงที่ปล่อยมลพิษให้ลดลง ซึ่งถ้ากฎหมายออกมามีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้ลดมลพิษที่แหล่งกำเนิดภาคอุตสาหกรรม

“รถยนต์ 10 ล้านคันที่วิ่งในกรุงเทพฯ สร้างมลพิษทางอากาศมหาศาล ทุกคนเป็นแหล่งกำเนิด ก่อเกิดมลพิษ เป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องร่วมมือซึ่งกันและกัน ไม่รวมหมอกควันที่ข้ามพรมแดนกลายเป็นปัญหาระดับภูมิภาค ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือซึ่งกันและกัน อย่าโทษใคร แต่คนกรุงต้องช่วยลดควันจะดีกว่าและเร็วกว่ารอให้เพื่อนบ้านลดฝุ่นละอองอย่างแน่นอน” รศ.ดร.ศิริมากล่าว

สำหรับมาตรการฉีดพ่นน้ำในอากาศเพื่อลดฝุ่นละออง ซึ่ง กทม.ดำเนินการทุกวันในช่วงวิกฤติ เธอเห็นว่า ฝุ่น PM 2.5 บางกว่าเส้นผมของมนุษย์ 20 เท่า การฉีดพ่นช่วยลดฝุ่นขนาดใหญ่ได้ส่วนหนึ่ง แต่ฝุ่นละอองจิ๋วจะไม่หายไป ถ้าจะให้ค่าฝุ่นลงตามค่ามาตรฐานของ คพ. คือ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรได้ กทม.มี 50 เขต พื้นที่ 1,500 ตารางเมตร ต้องใช้เครื่องฉีดพ่นราว 3 หมื่นตัว ฝุ่นละอองถึงจะลง

“เรื่องคุณภาพอากาศยังยืนยันว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรประกาศตัวเลขค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นตัวแทนเรื่องมลพิษหรือสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเลือกที่จะอยู่บนความเสี่ยง จะใส่หน้ากากหรือไม่ใส่ หรือจะอยู่ให้ห่างไกลจากแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งการตัดสินใจรับมือปัญหาต้องได้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสำคัญ” นักวิชาการจุฬาฯ ฝากถึงรัฐ

ประชาชนที่สัญจรเดินทาง ใส่หน้ากากอนามัยเยอะอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

แน่นอนว่า ฝุ่นพิษเวลานี้กว่าครึ่งมาจากควันดำรถ แต่แหล่งกำเนิดรองลงมาเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลร้ายของการพัฒนา เหตุนี้มีนักวิชาการจี้ให้ตรวจสอบอุตสาหกรรมรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล

 

รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ กล่าวประเด็นนี้ว่า มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่รอบกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง แม้จะปล่อยมลพิษต่ำเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ก็มีฝุ่น หน่วยงานรัฐต้องติดตามมอนิเตอร์ระบบดักจับฝุ่นและระบบวัดการปลดปล่อยมลพิษให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ที่น่ากังวลเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก มีข้อสงสัยว่า ระบบดักจับฝุ่นได้มาตรฐานหรือไม่ แล้วที่ไม่ฟันธงว่าเป็นตัวการฝุ่นละออง มีโรงงานอุตสาหกรรมใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับ Boiler ที่กระจายตัวในภาคกลางและกรุงเทพฯ แต่มีแนวโน้มใกล้เคียงกับพื้นที่การกระจายตัวของฝุ่น PM 2.5

ปัญหาฝุ่นละอองในทัศนะของ ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้นที่คนกำลังประสบฝุ่นควันคลุมเมือง เพราะเมืองใหญ่อื่นๆ ทางซีกโลกเหนือเผชิญสภาพปัญหานี้เช่นกัน กรุงโซลเกาหลีมลพิษพุ่งสูง รัฐบาลก็ออกมาตรการฉุกเฉินรับมือ

 

ซึ่งแต่ละเมืองจะใช้มาตรการควมคุมมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดเข้มข้นต่างกัน การเพิ่มความเข้มข้นแก้ปัญหาฝุ่นกระทบผู้ใช้รถในการเดินทาง แต่ต้องทำ เพราะลดมลพิษจากเครื่องยนต์ที่เผาผลาญไม่สมบูรณ์ ถ้าจะช่วยให้อากาศในเมืองสะอาดมากขึ้นทุกภาคส่วนต้องทำ จะลดฝุ่นได้มาก

การฉีดพ่นน้ำหรือทำฝนเทียมบรรเทาได้เพียง 10% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ช่วงสถานการณ์หมอกควันห่มกรุง ส่งผลกระทบทั้งระยะสั้น แสบ เคือง แดง ผื่นคัน จาม ไอ จนถึงไอหอบ หากรับควันพิษสะสมจะป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด หลอดลมเรื้อรัง เส้นสมองตีบ ขอให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงเที่ยงคืน เพราะอากาศปิด ปัญหาฝุ่นจะมากขึ้น

 

“ต้นเหตุฝุ่น PM2.5 เกิดจากรถติดขัดและปล่อยมลพิษมาก แนวทางต้องทำให้การจราจรคล่องตัวขึ้น ซึ่งมีข้อเสนอจากนักวิชาการให้ใช้มาตรการรถวิ่งเข้าเมืองได้ตามป้ายทะเบียนเลขคู่เลขคี่ เพื่อลดจำนวนรถเข้าเมือง แต่ถ้าใช้มาตรการนี้ทันทีจะมีคนต่อต้าน เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบชีวิตประจำวันประชาชน ซึ่งต้องพยายามสร้างความเข้าใจ ปัญหาฝุ่นเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ

 

ต้องร่วมมือกันคนละเล็กละน้อย อีกแนวทางหนึ่งซึ่งแก้ปัญหาได้ทันทีคือ ขอความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน โดยให้ข้าราชการ พนักงาน สลับกันทำงานที่บ้าน Work at home เพราะลักษณะงานบางอย่างสามารถทำที่บ้านได้ ส่งงานผ่านอินเทอร์เน็ต ลดการเดินทาง แต่งานบริการประชาชนต้องมา แนวทางนี้รองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล” ดร.สุพัฒน์เสนอทางออกของปัญหา

 

ขณะที่ ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปีหน้ากรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเผชิญปัญหาฝุ่นละอองอย่างแน่นอน แต่จะหนักหรือเบาขึ้นกับสภาพอากาศ ณ ช่วงเวลานั้น ปีที่แล้วก็ประชุมหามาตรการป้องกัน PM 2.5

ปีนี้ก็ระดมทุกหน่วยงานประชุมวางแนวทางแก้ปัญหา จะฝ่าวิกฤติฝุ่นจิ๋วได้ ต้องสื่อสารข้อเท็จจริง ภาวะวิกฤติคุณภาพอากาศมาจากการเผาไหม้รถดีเซล รถเก่า รถที่ก่อควันดำเหล่านี้ต้องเอาออกจากระบบ ต้องไม่อนุญาตให้วิ่งในเมืองหลวง

 

“รถดีเซลเป็นพระเอกของเรื่องนี้ ต้องปรับเปลี่ยน มีมาตรการกวดขันอย่างเข้มงวด รวมทั้งส่งเสริมการใช้น้ำมันบี 20 เพราะการเผาไหม้เครื่องยนต์สมบูรณ์ ช่วยลดฝุ่นละออง แต่สุดท้ายโลกนี้ไม่มีเทคโนโลยีใดที่มีประสิทธิภาพ 100% ทุกเชื้อเพลิงมีข้อจุดอ่อนและข้อบกพร่อง

สิ่งที่ดีที่สุดคือ การลดใช้รถยนต์ ฝุ่นทุกเม็ดมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ฉะนั้น ทุกคนต้องมีส่วนร่วมลดฝุ่นควัน รัฐต้องส่งเสริมคนเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะให้ได้ มีทางเลือกให้คนกรุงเดินทางแทนขับรถออกจากบ้าน ควบคู่กับการจัดทำโซนนิ่ง มีผังเมืองชัดเจนในการพัฒนา

นักวิชาการบางคนเสนอให้ใช้ยาแรงเลยแก้ปัญหาฝุ่นเหมือนต่างประเทศ แต่บริบทของประเทศไทยอาจใช้ไม่ได้ มีข้อจำกัดหลายด้าน รวมถึงต้นทุนที่รัฐ ประชาชน ต้องแบกรับเมื่อมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง” คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มก.กล่าวทิ้งท้าย พร้อมฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทุกภาคส่วนร่วมกันตั้งเป้าหมายควบคุมคุณภาพอากาศระยะยาว และร่วมกันปฏิบัติภารกิจตามภาระหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จ เพื่อสภาพอากาศและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thaipost.net