Leucorrhoea

อาการตกขาวผิดปกติ ( Leucorrhoea ) ของสาวๆ

Leucorrhoea

อาการตกขาว คืออาการที่เกิดจากของเหลวสีขาวใสหรือสีขาวขุ่นไหลออกมาจากทางช่องคลอด ซึ่งผู้หญิงจะมีตกขาวเป็นปกติ เพราะตกขาวเป็นของเหลวที่ถูกผลิตโดยต่อมภายในช่องคลอด

เพื่อช่วยนำเอาเซลล์ที่ตายแล้ว และแบคทีเรียที่ช่องคลอดออกมา ทำให้ช่องคลอดมีความสะอาดและป้องกันการติดเชื้อในระบบสืบพันธ์ แต่ที่สำคัญคือต้องไม่มีกลิ่น

อาการตกขาวที่ผิดปกติ Leucorrhoea

ปริมาณของตกขาวอาจเยอะขึ้นในช่วงกลางรอบเดือนที่มีการตกไข่ หรือใกล้วันมีประจำเดือน และหลังหมดประจำเดือนในช่วงแรก หรือเมื่อมีการตื่นตัวทางเพศ และในเด็กหญิงที่กำลังเข้าวัยเจริญพันธุ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

 

อาการตกขาวที่ผิดปกติ

1 . ตกขาวที่มีกลิ่นแรง กลิ่นไม่เหมือนเดิม มีกลิ่นคาว กลิ่นเหมือนปลาเน่า
2 . สีของตกขาวมีการเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีเขียว สีเทา มีเลือดปน
3 . มีอาการอื่นร่วม เช่น อาการคัน มีไข้ ปวดท้อง ท้องผูก แสบร้อนบริเวณช่องคลอด
4 . มีปริมาณที่เยอะขึ้นจนทำให้กางเกงในเปียก

สีของตกขาวบอกอะไร

1 . สีเขียว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หรือเกิดจากพยาธิบางชนิดที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์
2 . สีขาว ลักษณะเหมือโยเกิร์ตหรือขาวขุ่นเหมือนนมบูดเป็นเม็ดๆ มักจะเกิดจากเชื้อราซึ่งพบได้บ่อย บางคนมีอาการคันร่วมด้วยหรือแสบร้อนบริเวณช่องคลอด โดยเฉพาะเวลามีเพศสัมพันธ์ ฝ่ายชายอาจมีอาการคันด้วย
3 . สีเทา เกิดจากการติดเชื้อแทคทีเรีย ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดธรรมดาสามารถทานยาได้
4 . สีน้ำตาลมีเลือดปน อาจเป็นเนื้องอก หรือมะเร็งปากมดลูก ควรไปพบแพทย์เพื่อการตรวจรักษาอย่างละเอียด

สาเหตุของการเกิดตกขาวที่ผิดปกติ

1 . ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน
2 . มีเนื้องอก เป็นมะเร็ง
3 . มีสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด
4 . ความผิดปกติของฮอร์โมน
5 . ร่างกายอ่อนแอ โลหิตจาง
6 . เกิดการอักเสบของมดลูกหลังการคลอด มีการเคลื่อนของมดลูก
7 . ในผู้หญิงอายุน้อยอาจเกิดจากพยาธิเส้นด้าย ซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายอ่อนแอร่วมกับการไม่รักษาความสะอาด
8 . การนอนดึกจะกระตุ้นให้เป็นตกขาวมากขึ้น

การรักษา

1 . แพทย์จะรักษาอาการตามเชื้อที่ได้รับ
2 . ถ้าติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะสำหรับเชื้อแบคทีเรียชนิดนั้น และควรงดแอลกอฮอล์ระหว่างที่ทานยาปฏิชีวนะ เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา
3 . เชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ติดต่อทางเพศสันมพันธ์ จำเป็นต้องให้ยาคู่นอนด้วย
4 . ถ้าเป็นเชื้อรา แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีทั้งแบบเหน็บและแบบกิน

เมื่อมีตกขาวผิดปกติแล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำการรักษา หากติดเชื้อที่อันตรายจะทำให้มีโอกาสติดเชื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้อุ้งเชิงกรานอักเสบ อาจลามไปที่มดลูกและรังไข่ได้

วิธีใช้ยาเหน็บ

1 . ล้างมือให้สะอาด
2 . แกะยางจากแผง จุ่มน้ำเล็กน้อยเพื่อให้เม็ดยาชื้น เวลาเหน็บจะได้ง่ายขึ้น
3 . นอนหงายและชันเขา แยกขาออกจากกัน
4 . ค่อยๆ ใส่หลอดบรรจุยาเข้าไปในช่องคลอดหรือใช้นิ้วดันยาให้เข้าไป
5 . หากใช้อุปกรณ์ช่วยสอดยา ให้กดด้านหลอดบรรจุยาจนยาเหน็บเข้าไปในช่องคลอด จากนั้นนำหลอดบรรรจุยาออกมาจากช่องคลอด
6 . แนะนำให้ใช้ยาก่อนนอนเพราะจะได้นอนหลับไปเลย

ยาเหน็บหรือยาสอดเข้าช่องคลอดแต่ละชนิด จะมีข้อบ่งใช้และมีส่วนประกอบที่แตกต่างกัน ก่อนใช้ยาควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อน บางคนอาจมีอาการแพ้ยาได้ เช่น มีผื่น หน้าบวม ปากบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หรือเจ็บปาก เจ็บตาได้ ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ให้รีบพบแพทย์ทันที

คำแนะนำในการใช้ยาเหน็บ

ถ้ามีอาการตกขาวผิดปกติ ก่อนไปซื้อยาหรือพบแพทย์ อย่าลืมแจ้งอาการเจ็บป่วยปัจจุบัน โรคประจำตัว และอาการแพ้ยากับคุณหมอหรือเภสัชกรทราบทุกครั้ง เพื่อป้องกันอาการข้างเคียงของการใช้ยา และเพื่อเป็นการเลือกยาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณ

การป้องกัน

1 . ทำร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
2 . นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
3 . งดบุหรี่และแอลกอฮอลล์
4 . หลีกเลี่ยงการใช้แผ่นอนามัยแบบบางทุกวัน เพราะจะทำให้เกิดการอับชื้นและเกิดการสะสมเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราได้
5 . การเช็ดทำความสะอาดช่องคลอด ให้เช็ดจากช่องคลอดไปที่ทวารหนัก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้อุจจาระปนเปื้อนบริเวณช่องคลอด
6 . ไม่สวนล้างช่องคลอดโดยไม่จำเป็น
7 . ไม่ทานยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น
8 . ไม่ใส่กางเกงที่คับแน่นจนเกินไป
9 . ให้ผู้ชายทำความสะอาดอวัยวะเพศก่อนมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง
10. ควรหลีกเลี่ยงอาหารทอดและเผ็ด

ในช่องคลอดจะมีภาวะเป็นกรดอ่อนๆอยู่ ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ แต่ถ้าเรามีภาวะกรดลดลง เช่น ตั้งครรภ์ มีประจำเดือน กินยาฆ่าเชื้ออื่นๆ นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิร่างกายต่ำลง กินยากดภูมิ ก็จะทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้

รู้หรือไม่

– เด็กที่เป็นตกขาว ต้องพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ อาจมีอะไรแปลกปลอมอยู่ในช่องคลอด เช่น ของเล่นชิ้นเล็กๆ หรืออาจเกิดจากการถูกข่มขืน ซึ่งเด็กๆ ไม่ควรมีอาการตกขาว
– การฉีดน้ำสวนล้างช่องคลอดจะทำให้สภาพแวดล้อมในช่องคลอดเกิดการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียดีตายได้ เป็นการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อมากขึ้น
– ผู้หญิงตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไป หรือผู้หญิงที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ แนะนำให้ไปตรวจภายในเป็นประจำทุกปี
– การทำความสะอาดมากเกินไปอาจทำให้ช่องคลอดแห้ง ผิวหนังบาง ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
– อาการตกขาวสามารถพบได้ในเด็กทารกหลังคลอดไม่เกิน 1 สัปดาห์ เนื่องจากการได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนจากมารดา
– ภาวะขาดสารอาหารทำให้มีตกขาวได้

ภาวะตกขาวผิดปกติเป็นปัญหาที่ผู้หญิงทุกคนควรเอาใจใส่ หากพบการตกขาวผิดปกติควรไปพบแพทย์ เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

ตั้งท้องพร้อมกัน

เผยภาพความน่ารัก 2 คุณแม่แก๊งนางฟ้า เจนี่ – แอน ตั้งท้องพร้อมกัน

ตั้งท้องพร้อมกัน

เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ – แอน อลิชา เผยภาพความน่ารักของกิจกรรมคนท้องแก่ อุ้มท้องโตควงแขนช้อป
ปิ้ง มิตรภาพสองเพื่อนซี้ที่ท้องพร้อมกัน

ใกล้คลอดเต็มทีแล้ว สำหรับสาว ๆ จากแก๊งนางฟ้า ที่ตั้งท้องพร้อมกันถึง 3 คน ซึ่งตอนนี้ก็เหลือ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ หรือ เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร ที่ตั้งท้องลูกคนแรก และ แอน อลิชา ที่ตั้งท้องลูกคนที่สอง และกำลังนับถอยหลังรอจะได้เห็นหน้าลูกน้อยในท้องกันแล้ว

ตั้งท้องพร้อมกัน

ล่าสุด 27 พ.ย. 62 สาวแอน ก็ได้ออกมาอัปเดตภาพน่ารัก ๆ ของสองเพื่อนซี้มาให้แฟน ๆ ได้ชมกันด้วย กับภาพกิจกรรมของคนท้องแก่ที่เจ้าตัวควงแขน สาวเจนี่ อุ้มท้องโตไปช้อปปิ้งกันตามประสาสาว ๆ โดย สาวแอน ยังได้เผยด้วยว่า ท้องพร้อมเพื่อนมันก็สนุกตรงนี้ เพราะมีเรื่องราวมากมายให้แบ่งปัน ซึ่งตัวเองในฐานะแม่ลูกหนึ่ง ก็ถือเป็นรุ่นพี่ในการเป็นแม่ พร้อมบอกว่า สาวเจนี่ จะเป็นแม่ที่ดีในแบบของตัวเองแน่นอน

งานนี้ก็มีแฟน ๆ เข้าไปคอมเมนต์กันเพียบว่า เอ็นดูสองคุณแม่ที่น่ารักมาก ๆ ประทับใจกับมิตรภาพของแก๊งนี้จริง ๆ ที่คอยอยู่เคียงข้างกันในทุกช่วงเวลาและเหตุการณ์สำคัญของชีวิตเลย

เยลลี่ ” มะม่วง ” เมนูหวานๆ สายพันธุ์ไทย

หนึ่งในผลไม้ที่ถูกใจทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ แถมราคายังไม่แพง และหาซื้อได้ง่ายสุดๆ คงหนีไม่ “ มะม่วง ” ที่อร่อยได้ทั้งแบบดิบ และสุก แถมแต่ละ สายพันธุ์ไทย ยังมีรสชาติที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

ประโยชน์ของ มะม่วงสุก สายพันธุ์ไทย

มะม่วงสุก จะมีสีเหลือง จึงเต็มไปด้วยวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันสายตามัวมองเห็นไม่ชัดในเวลากลางคืน และยังมีฤทธิ์เป็นยาระบาย มีกากใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายอีกด้วย

สายพันธุ์ไทย

 

ข้อควรระวังในการทานมะม่วง

สำหรับมะม่วงสุก เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงเช่นกัน ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นผลไม้ที่มีพลังงานสูง ยิ่งทานเป็นเมนูข้าวเหนียวมะม่วงยิ่งแล้วใหญ่ สำหรับคนปกติที่ไม่มีโรคประจำตัวอะไร สามารถทานมะม่วงสุกได้ ¾ ผล หลังมื้ออาหาร

ส่วนผสม

1. มะม่วงสุก 1 ลูก
2. น้ำต้มสุก 300 กรัม
3. มะม่วงสุกหั่นเต๋า 1/2 ลูก
4. น้ำมะนาว 1 กรัม
5. แผ่นเจลาติน 4 แผ่น
6. น้ำตาลทราย 30 กรัม

วิธีทำ

1. นำแผ่นเจลาตินแช่ในน้ำเย็น
2. นำมะม่วงปั่นกับน้ำต้มสุก จนได้น้ำมะม่วงเนื้อละเอียดแล้วเทใส่หม้อ ตามด้วยน้ำตาลทราย และเปิดไฟให้ร้อนพอประมาณ
3. ใส่แผ่นเจลาตินที่แช่น้ำจนนิ่มลงไปในหม้อ คนให้ละลายเข้ากัน ปิดไฟยกลงจากเตา
4. ใส่น้ำมะนาวลงในหม้อ (* ควรใส่น้ำมะนาวตอนที่ยกหม้อมะม่วงลงจากเตาแล้ว เพื่อไม่ให้มะนาวขม)
5. เทเยลลี่มะม่วงลงในถ้วยหรือแก้วที่เตรียมไว้ จากนั้นนำมะม่วงสุกหั่นเป็นเต๋าโรยลงไปผสมกับเยลลี่ นำไปเข้าตู้เย็น ประมาณ 15 นาที ก็จะได้ทานเยลลี่มะม่วงเย็นๆ คลายร้อนกันแล้นนน

หมายเหตุ – ถ้าอยากเพิ่มความอร่อยจะแต่งหน้าด้วยวิปครีมและมะม่วงหั่นเต๋าก็ได้นะ

การใส่ถุงเท้านอน

การใส่ถุงเท้านอน มันดีต่อสุขภาพ ยังไง ???

การใส่ถุงเท้านอน เราจะหลับได้ง่ายขึ้น เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

นี่คือเหตุผลดี ๆ ว่าทำไมเราควรใส่ถุงเท้านอน เพราะมันดีต่อสุขภาพแบบนี้ไง

การใส่ถุงเท้านอน มันดีต่อสุขภาพ

การใส่ถุงเท้านอน

หลายคนเคยได้ยินมาบ้างว่าเวลานอนให้ใส่ถุงเท้านอน อาจช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น และบางครั้งก็มีข้อมูลแว่ว ๆ ว่าใส่ถุงเท้านอนช่วยแก้หวัด แก้ไอได้ด้วย ประโยชน์ของการใส่ถุงเท้านอนมันดีขนาดนั้นเลยจริงไหม เราจะมาบอกให้ทราบถึงข้อดีของการใส่ถุงเท้านอนค่ะ

เพราะเท้าเป็นจุดรวมเส้นประสาท เมื่อเราใส่ถุงเท้า ร่างกายจะได้รับความอบอุ่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เส้นเลือดจะขยายตัวทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และส่งผลดีต่อร่างกายและการนอนหลับของเรา และเขายังบอกด้วยว่า หากใส่ถุงเท้านอน เราจะหลับได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยก็ 15 นาทีจากเวลาปกติเลยล่ะค่ะ ใครนอนหลับยากลองใส่ถุงเท้านอนสักคืนสิ

ผอมได้สบายๆ

กินเนื้อไก่ ยังไงให้หุ่นดี แคลอรี่ต่ำ ผอมได้สบายๆ

กินเนื้อไก่ ผอมได้สบายๆ

กินเนื้อไก่แคลอรี่ต่ำ ผอมได้สบายๆ

เนื้อไก่ เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังดูแลสุขภาพ เพราะเนื้อไก่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ให้พลังงานสูงและมีไขมันน้อย ช่วยสร้างความแข็งแรงแก่ร่างกายเสริมสมรรถภาพในการออกกำลังกายให้ดีขึ้น และคนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าการทานอกไก่อาจช่วยควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย ก่อนอื่นมาทราบถึงวิธีการเลือกเนื้อไก่ให้ถูกต้องกันก่อนค่ะ

1. เลือกซื้อจากร้านค้าที่สะอาดได้มาตรฐาน หรือร้านที่มีการรับรองคุณภาพจากกรมปศุสัตว์

2. เลือกอกไก่ที่ถูกเก็บรักษาด้วยความเย็น เพราะความเย็นช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และเลือกซื้อเนื้อไก่ที่มีสีธรรมชาติ เนื้อไม่คล้ำ

3. ไม่มีจุดเลือดออก ไม่มีรอยฟกช้ำ และไม่มีกลิ่นเหม็นหืน

4. เก็บเนื้อไก่ที่ซื้อมาใส่ตู้เย็นทันที โดยเก็บไว้ในช่องธรรมดาที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4.4 องศาเซลเซียสสำหรับใช้ประกอบอาหารภายใน 1-2 วัน หรือเก็บในช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -17.8 องศาเซลเซียส หากต้องการเก็บไว้ในระยะยาว

5. หากมั่นใจว่าแหล่งที่มาและการขนส่งเนื้อไก่สะอาดปลอดภัยดี ไม่แนะนำให้ล้างทำความสะอาดอกไก่ด้วยน้ำเปล่าก่อนปรุงอาหาร เพราะอาจทำให้เชื้อต่างๆ แพร่กระจายออกไปได้ เช่น เข้าสู่มือ เสื้อผ้า พื้นที่ปรุงอาหาร หรืออุปกรณ์ทำครัวอื่นๆ เป็นต้น เพราะการใช้ความร้อนจากการปรุงอาหารจะฆ่าเชื้อโรคเหล่านั้นได้อยู่แล้ว

 ผอมได้สบายๆ

ประเภทของไก่ที่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก

เชื่อหรือไม่ว่าไก่บ้านและไก่ดำมีปริมาณไขมันน้อยกว่าไก่เนื้อพันธุ์ที่เราทานกันปกติถึง 25-30% และแน่นอนว่าย่อมเป็นที่ถูกใจของคนที่กำลังลดความอ้วน แต่หลายคนอาจจะไม่ค่อยชอบเพราะไก่บ้านและไก่ดำที่มีไขมันน้อยกว่า ก็มาพร้อมกับเนื้อแข็ง แห้ง เหนียวกว่าเมื่อเทียบกับเนื้อไก่ปกติ

ปริมาณแคลอรี่ในส่วนต่างๆ ของไก่มีเท่าไหร่กันบ้าง (จำนวนกิโลแคลอรี่/ 100 กรัม)

ปีก 203 กิโลแคลอรี่
สะโพก 209 กิโลแคลอรี่
อก 165 กิโลแคลอรี่
น่อง 172 กิโลแคลอรี่

จะเห็นได้ว่าอกไก่จะให้ปริมาณแคลอรี่น้อยที่สุด แต่เนื้อไก่ส่วนที่มีไขมันและให้พลังงานมากมักเป็นส่วนที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากที่สุด คือส่วนของปีกและสะโพก ก็เพราะว่ามีความนุ่ม ชุ่ม ฉ่ำ ไม่แห้งจนเกินไปนั่นเอง แต่ไม่ต้องห่วงในครั้งนี้เรามีวิธีทำอกไก่ให้นุ่มน่าทาน ไม่แห้งจนกระด้างและมีความชุ่มชื้นของเนื้อไก่มาบอกกัน แถมยังเพิ่มความอร่อยมากขึ้นอีกด้วย

 ผอมได้สบายๆ

วิธีปรุงไก่ให้นุ่มน่าทาน
1. ควรเลือกเนื้อไก่ที่มีคุณภาพดี สด สะอาด และใหม่

2. หมักเนื้อไก่อย่างน้อย 2 ชั่วโมง หรืออาจจะค้างคืน สูตรหมักไก่แล้วแต่ชอบ หากอยากทานคลีนๆ แนะนำหมักไก่ด้วยนมสด เกลือ พริกไทย และเบคกิ้งโซดาเล็กน้อย หรือจะหมักด้วยน้ำมันมะกอกก็ได้ แต่สูตรน้ำนมอาจจะนุ่มกว่า

3. การใช้วิธีการปรุงด้วยเครื่องซูวี (sous-vide) ใครชอบทำอาหาร หรือชอบดูรายการทำอาหารน่าจะเคยได้ยินคำนี้ เป็นการนำเนื้อไปใส่ในถุงสุญญากาศ แล้วนำไปทำให้สุกด้วยการนำลงไปลอยในน้ำอุ่น 60 องศาเซลเซียส โดยอาจจะใช้เวลาในการทำให้สุกนานกว่าปกติ (อุณหภูมิน้ำ และเวลาในการนำลงไปแช่ แตกต่างกันตามขนาดของเนื้อไก่) แต่การใช้อุณหภูมิต่ำ ค่อยๆ ทำให้สุกผ่านถุงสุญญากาศ จะช่วยกักเก็บความนุ่มชุ่มชื้นของน้ำในไก่ไว้ได้มากกว่านำไปต้มในน้ำเดือดตรงๆ

เนื้อไก่ส่วนที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารเพื่อสุขภาพช่วยควบคุมน้ำหนักต้องยกให้เนื้อไก่ส่วนอกและเพื่อประโยชน์สูงสุดก็ต้องปรุงด้วยวิธีการต้มหรือนึ่งจะได้ไม่มีไขมันอันเป็นตัวการของความอ้วน ยังไงก็ตามหากต้องเลือกซื้อเนื้อไก่มาทำอาหารก็ควรเลือกให้เหมาะสมตามความต้องการ และกินในปริมาณที่พอเหมาะ ถ้าจะกินเนื้อส่วนที่มีไขมันมากก็กินในปริมาณที่พอดี จะได้ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องไขมันและคอเลสเตอรอล อีกทั้งจะได้มีสุขภาพดี ได้กินเนื้อไก่ไปอีกนานด้วยนะคะ

ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

ความมหัศจรรย์ของ มะเขือเทศ ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

มะเขือเทศ ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

ความมหัศจรรย์ ที่ควรอ่าน

มะเขือเทศ ทุกท่านคงจะรู้จักมะเขือเทศเป็นอย่างดี เพราะเป็นผลไม้ที่ใช้ในการประกอบอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มากมาย และเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับวิตามินซี วิตามินเค แร่ธาตุโปแตสเซียม และโบรอน สารสำคัญในมะเขือเทศที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ คือสารไลโคพีน (lycopene) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoid) ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย สารไลโคพีนนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าสารเบต้าเคโรทีน และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่นๆ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าสารไลโคพีนช่วยลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้มากถึงร้อยละ 20 สารไลโคพีนพบมากในมะเขือเทศแดงสด แตงโม และฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง

ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

มนุษย์รับประทานมะเขือเทศเป็นอาหาร ผัก รวมทั้งเครื่องดื่ม นอกจากมะเขือเทศจะมีรสชาติที่อร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีคุณค่าทางอาหารมากมาย มะเขือเทศมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lycopersicon esculentum เป็นพืชในวงศ์ Solanaceae มะเขือเทศเป็นพืชล้มลุกอายุประมาณหนึ่งปี เติบโตเร็ว ลำต้นมีขนปกคลุม มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบหยักเว้าลึก ดอกสีเหลืองรูปดาว ผลฉ่ำน้ำ ผลมะเขือเทศอาจมีรูปร่างกลมหรือรี สีเหลือง ส้ม หรือแดง

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

1. มะเขือเทศเป็นแหล่งวิตามิน A, B, C, E และแร่ธาตุโพแทสเซียม

2. น้ำจากผลมะเขือเทศที่คั้นใหม่ๆ ใช้ทำความสะอาดผิว ทำให้ผิวนุ่มเนียน และสวยงาม

3. อัลคาลอยด์ชนิด steroidal alkaloids เป็นกลุ่มสารที่ออกฤทธิ์รุนแรง จัดเป็นสารพิษ ในมะเขือเทศคือ tomatoside ซึ่งได้จากใบ และส่วนเหนือดิน ในผลสีเขียวจะมี alkaloid 0.03% แต่ในผลสุกไม่พบ alkaloid จึงไม่ควรรับประทานมะเขือเทศดิบ

4. คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของ steroidal alkaloid ของพืชในวงศ์ Solanaceae จะทำปฏิกิริยากับสเตียรอลที่เซลล์ผิว เป็นผลให้เม็ดเลือดแดงแตก ทำให้ผิวหนังและเนื้อบุผิวระคายเคืองอย่างแรง มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส รา และใช้เป็นยาฆ่าแมลงมีคุณสมบัติยับยั้งเอมไซม์โคลีนเอสเตอเรส กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและต่อมาจะทำให้เป็นอัมพาต หากรับประทานในขนาดที่จะทำให้เกิดพิษจะระคายเคืองทางเดินอาหารอย่างแรง

ไลโคพีน

1. จากการศึกษาวิจัย พบว่าผู้ที่รับประทานมะเขือเทศปริมาณสูง จะมีระดับของสารต้านอนุมูลอิสระชนิด carotenoid lycopene สูงในเลือด สารดังกล่าวลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

2. ไลโคพีน (lycopene) เป็นสารในตระกูลแคโรทีนอยด์ (carotenoid) พบมากในมะเขือเทศแดงสด ซอสมะเขือเทศ แตงโม และฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง

3. ผู้ป่วยเตรียมผ่าตัดต่อมลูกหมากที่ได้รับประทานซอสมะเขือเทศในปริมาณสูงเป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่าระดับไลโคพีนในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ลดความเสียหายของเซลเม็ดเลือดขาวและเซลต่อมลูกหมาก รวมทั้งลดระดับของสารพีเอสเอในเลือดอีกด้วย

4. มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มากมาย และเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับวิตามินซี วิตามินเค แร่ธาตุโปแตสเซียม และโบรอน สารอาหารในมะเขือเทศที่ได้รับความสนใจ คือ สารไลโคพีน ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย

5. สารไลโคพีนมีประสิทธิภาพเหนือว่าสารเบต้าเคโรทีน และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่นๆ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าสารไลโคพีนสามารถช่วยลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้มากถึงร้อยละ 20

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมะเขือเทศ

ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

1. เคยมีคนทำวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของมะเขือเทศเอาไว้มากมาย อย่างเช่น พบว่าการกินอาหาร เช่น พาสต้าราดซอสมะเขือเทศทุกวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ จะช่วยลดอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากลงได้ ส่วนในผู้หญิงสูงอายุหลังวัยหมดประจำเดือน การกินอาหารที่มีแคโรทีนอยด์ และไลปีนสูง เช่น แครอท หรือมะเขือเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ แถมไลโคปีนปริมาณสูงๆ ยังช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลส่วนไม่ดี หรือ LDL ซึ่งช่วยให้โอกาสเกิดโรคหัวใจลดน้อยลงด้วย

2. มีการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ พบว่าผู้ชายวัยกลางคนที่มีระดับไลโคปีนในเลือดต่ำจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวาย อัมพาต และโรคหลอดเลือดตีบมากขึ้น ส่วนในเนเธอร์แลนด์ก็เคยมีการศึกษาคล้ายๆ กัน พบว่าคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำหากได้รับไลโคปีนในปริมาณสูง จะช่วยลดอัตราการเกิดเส้นเลือดตีบ และการเกิดหัวใจวายได้

3. ไม่เพียงแต่มะเขือเทศจะมีไลโคปีนเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ อี และซี ซึ่งในวารสารสมาคมแพทย์แห่งสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่า วิตามินอี และซีทั้งสองตัวนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้ ส่วนวิตามินเอ ก็จะช่วยบำรุงสายตา และดีต่อสุขภาพผิว ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งสดใส โดยเฉพาะผิวหน้า ในขณะที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเทล อะวิฟก็ศึกษาพบว่า ผู้ชายที่รับประทานซอสมะเขือเทศประมาณ 3 ใน 4 ถ้วยต่อวัน จะช่วยพัฒนาความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับโรคหืดหอบได้ถึง 45% ด้วย

4. จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครรายงานว่าการได้รับไลโคปีนจากมะเขือเทศมากไปจะมีผลเสียอย่างไรหรือเปล่า ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่าหากเราเป็นคนชอบกินอาหารที่มีมะเขือเทศมากๆ แต่ก็เคยมีการศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอกว่า การป้องกันมะเร็งให้ได้ผลโดยการกินมะเขือเทศ ควรได้ไลโคปีนในปริมาณอย่างน้อย 6.5 มก.ต่อวัน เทียบเท่ากับการกินอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนผสมหลักประมาณ 10 ครั้งต่อสัปดาห์ คนส่วนใหญ่มักไม่มีปัญหาอะไรกับการกินมะเขือเทศมากๆ เว้นแต่บางคนอาจพบว่าเกิดผื่นแดงบนผิวหนัง หรือในคนที่แพ้สารประเภทซาลิไซเลทในยาบางอย่างก็อาจเกิดอาการหายใจลำบากได้ หากเกิดอาการเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์ขอคำแนะนำที่ถูกต้องจะดีกว่า

5. มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารการวิจัยทางเคมีด้านอาหาร และพืชการเกษตรกล่าวไว้ว่า การกินมะเขือเทศแบบปรุงสุกจะช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหาร และไลโคปีนได้ดีกว่าแบบดิบ ถึงแม้ว่าการให้ความร้อนอาจลดปริมาณวิตามินซีลงไป แต่คุณค่าส่วนอื่นๆ ก็ยังดีกว่าอาหารอีกหลายชนิด แถมยังช่วยให้ไลโคปีนอยู่ในสภาพพร้อมถูกดูดซึมโดยร่างกายเราได้ทันทีอีกด้วย

6. มะเขือเทศผลขนาดกลางๆ จะมีน้ำหนักประมาณ 5.3 ออนซ์ หรือ 148 กรัม ให้พลังงานประมาณ 35 แคลอรี และโคเลสเตอรอลระดับ 0 ให้ใยอาหาร ไขมัน และโปรตีนอย่างละประมาณ 1 กรัม และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 6 กรัม มีวิตามินเอ 20% วิตามินซี 40% โปแตสเซียม 10% และเหล็ก 2%

7. มะเขือเทศแช่เย็นจะมีรสชาติ และสีผิวที่ซีดจางลง หากต้องการกินมะเขือเทศ ควรนำออกจากตู้เย็นวางทิ้งไว้ก่อนสักชั่วโมงหนึ่งเพื่อให้รสชาติที่ถูกกักจากความเย็นกลับคืนมา…

เต็มปากเต็มคำ

จุใจ!!! เต็มปากเต็มคำ โตเกียวยักษ์ ไส้เยอะสุดคุ้ม

เต็มปากเต็มคำ

เชื่อว่า ขนมโตเกียว นั้นถือว่าเป็นขนมโปรดปรานในวัยเด็กของใครหลาย ๆ คนกันใช่ไหมละคะ เพราะเป็นเมนูอร่อยหน้าโรงเรียน น่ารับประทานได้ไม่ยาก แต่พอโตขึ้นมาก็แอบคิดถึงเจ้าขนมนี้อยู่ไม่น้อย สำหรับใครที่อยากย้อนวัยไปชิมรสอร่อยของขนมโตเกียว วันนี้เรามีสูตรเด็ด โตเกียวยักษ์ มาให้ได้ลองทำกัน รับรองกินชิ้นเดียวไม่พอต้องต่ออีกหลายชิ้นกันเลย

เต็มปากเต็มคำ โตเกียวยักษ์ ไส้เยอะสุดคุ้ม

ส่วนผสมโตเกียวยักษ์
1 . แป้งสาลีอเนกประสงค์1ถ้วยตวง
2 . ไส้กรอกต้ม5ชิ้น
3 . หมูสับต้มสุก100กรัม
4 . ไข่ไก่2ฟอง
5 . เกลือป่น1/4ช้อนชา
6 . เบกกิ้งโซดา1/4ช้อนชา
7 . ผงฟู1ช้อนชา
8 . นมสด1ถ้วยตวง
9 . น้ำตาลทราย1/4ถ้วยตวง
10. ซอสมะเขือเทศมายองเนส

วิธีทำโตเกียวยักษ์

1 . ขั้นตอนแรก ผสมวัตถุดิบสำหรับทำแป้งโตเกียว โดยเริ่มจากตีแป้ง เกลือ เบกกิ้งโซดาและผงฟูให้เข้ากัน แนะนำว่าให้ใช้ที่ร่อนในการผสมเพื่อทำให้เนื้อแป้งเนียนและเข้ากันได้ดีมากขึ้น เวลารับประทานจะได้เนียนนุ่มอร่อยกว่าเดิม

เต็มปากเต็มคำ

2 . เมื่อผสมแป้งในข้อ 1 เรียบร้อยแล้ว ให้นำนม น้ำตาลทราย และไข่ไก่ ผสมตามลงไป เสร็จแล้วตีให้เข้ากันเพื่อที่แป้งจะได้ไม่จับตัวเป็นเม็ดหรือขึ้นฟอง

 

เต็มปากเต็มคำ
3 . นำกระทะตั้งไฟอ่อน ๆ รอ และใช้สเปรย์น้ำมัน หรือจะหยดน้ำมันลงไปเล็กน้อยก็ได้ รวมถึงเนยสดที่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สามารถนำมาใช้ได้แทนน้ำมันเพื่อความหอมของโตเกียวยักษ์

เต็มปากเต็มคำ

4 . เมื่อกระทะร้อนได้ที่ ให้ตักแป้งผสมลงไปกลางกระทะ 1 ทัพพี แล้วปาดแป้งเป็นแผ่นกลมให้ทั่วกระทะ ขั้นตอนนี้ต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันแป้งจับเป็นก้อนบนกระทะ

5 . เมื่อแป้งสุกแล้ว (ใช้เวลาประมาณ 1 – 2 นาที) นำเอามายองเนสและซอสมะเขือเทศปาดลงบนแผ่นแป้ง แล้วจึงนำไส้กรอก หมูสับมาใส่ตรงกลางไส้ เสร็จแล้วค่อย ๆ ม้วนโตเกียวยักษ์บนกระทะให้สวยงาม แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟความอร่อยแล้วชิ้นโตกันได้แล้ว

เต็มปากเต็มคำ

เคล็บลับเวลาทำโตเกียว 
อย่างแรกที่แนะนำสำหรับมือใหม่ก็คือ ให้ใช้กระทะเทปลอนเพื่อป้องกันแผ่นแป้งติดกระทะ รวมถึงต้องเลือกเปิดไฟอ่อน ๆ ในการทำ เมื่อกระทะร้อนแล้วให้ใช้เนยหรือน้ำมันทากระทะก่อนเสมอเพื่อความเนียนสวยของแผ่นแป้งโตเกียวยักษ์ และท้ายสุด สำหรับใครที่อยากให้แป้งออกมามีกลิ่นหอมหวานกว่าเดิม สามารถเหยาะกลิ่นวานิลลาลงไปในขั้นตอนการผสมแป้ง เพื่อที่จะทำให้โตเกียวยักษ์มีกลิ่นหอมเย้ายวนน่าทานมากขึ้น

เห็นไหมคะว่าไม่ยากอย่างที่คิด ? แถมยังได้กินขนมในความทรงจำแบบอันใหญ่จุใจอีกด้วย อย่าลืมลองนำสูตร “โตเกียวยักษ์” ไปทำได้ที่บ้าน แบ่งปันความอร่อยให้ทุกคนในครอบครัวได้ชิมกันดูนะคะ รับรองว่าแปลกใหม่! น่าประทับใจอย่างแน่นอน

เคล็ดลับสุขภาพดี

เคล็ดลับสุขภาพดี ทำตามนี้ ชะลอความแก่แน่นอน

เคล็ดลับสุขภาพดี ทำตามนี้ ชะลอความแก่แน่นอน

เคล็ดลับสุขภาพดี แม้งานจะรัดตัว หรือเหนื่อยกายเหนื่อยใจกับการจราจรขนาดไหน แต่ต้องไม่ลืมดูแลสุขภาพให้ฟิตแข็งแรง ต่อต้านสัญญาณแห่งความร่วงโรยของวัย เรามีเคล็ดลับชะลอวัยที่รวบรวมมาฝากกัน

เคล็ดลับสุขภาพดี1. ดื่มนมเป็นประจำ
นมเป็นอาหารที่มีคุณค่าสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญและยังหาได้ง่าย ยิ่งสำหรับวัยทำงานที่ต้องใช้สมองและความแข็งแรงของกระดูกจึงควรดูแลตัวเองเป็นพิเศษ จึงควรดื่มนมที่มีแคลเซียมสูงเพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่

เคล็ดลับสุขภาพดี2. ลดอาหารรสจัด
กระแสการกินคลีนใคร ๆ ก็รู้ว่าดีกับร่างกายมากแค่ไหน แต่สำหรับหลาย ๆ คนที่ไม่มีเวลาอาจจะเพียงแค่ลดอาหารรสจัด ไม่ว่าจะ เค็มจัด หวานจัด ฯลฯ แล้วเพิ่มอาหารที่ปรุงแต่งน้อยเช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีตเข้าไป รวมถึงการรับประทานผักผลไม้ให้มาก ๆ และไม่ลืมดื่มน้ำสะอาดวันละ 6 – 8 แก้วด้วย

 

3. เลิกสูบบุหรี่
บุหรี่เต็มไปด้วยสารพิษนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น นิโคติน หรือสารก่อมะเร็งอื่น ๆ และที่สำคัญบุหรี่ยังเป็นสาเหตุสำคัญของผิวหนังเหี่ยวย่นแก่ก่อนวัยอีกด้วย ทางที่ดีการเลิกสูบบุหรี่เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้สุขภาพดีขึ้นอย่างแน่นอน

เคล็ดลับสุขภาพดี4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายของเราทำงานไม่ปกติ มีผลต่อความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ และยังมีโทษต่าง ๆ อีกมากมายในระยะยาวอีกด้วย

เคล็ดลับสุขภาพดี
5. กำจัดความเครียด
ความเครียดเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ มากมาย ทั้งโรคหัวใจ โรคระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ฯลฯ รวมทั้งยังเป็นสาเหตุทำให้แก่เร็วอีกด้วย วิธีคลายเครียดง่าย ๆ คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน หรือทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นดนตรี หรือนั่งสมาธิ เป็นต้น
เคล็ดลับสุขภาพดี
6. พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลังเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะขณะนอนหลับนอกจากจะให้ร่างกายได้พักผ่อนแล้ว ยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่สึกหรอ และยังปรับสมดุลฮอร์โมนและระบบต่าง ๆ ในร่างกายอีกด้วย รู้แบบนี้แล้วจึงควรพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 – 8 ชั่วโมง

การแพ้ยา

การแพ้ยา เกิดจากอะไร

การแพ้ยา

เป็นภาวะการเกิดปฏิกิริยาของร่างกายที่มีกับยา โดยภูมิต้านทานของร่างกายแสดงการต่อต้านยา ด้วยสัญญาณว่าเป็นภัยต่อร่างกายทำให้เกิดการหลั่งสารหลายชนิดขึ้นในร่างกาย เช่น ฮีสตามีน (Histamine) สารที่หลั้งออกมานี้จะก่อให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ เช่น อักเสบ บวม แดง คัน ไปจนถึงการเกิดปฏิกิริยาต่างๆ ที่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้

การแพ้ยา
การแพ้ยา แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด

 

1.การแพ้ยาที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด

ก.อะนาฟัยแลกซีส เป็นอาการแพ้ที่พยได้น้อยแต่ว่ารุนแรงถึงชีวิต เนื่องจากหลอดลมตีบความดันโลหิตต่ำ หมดสติ อาการที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ต้องทำการรักษาอย่างทันท่วงที มิฉะนั้นอาจเสียชีวิตได้ยาที่มีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้เช่นนี้ เช่น เพนนิซิลิน ยาฉีดทุกชนิด

ข.อาการแพ้อื่นๆ เช่น มีอาการผื่นคัน บวม มีไข้ หากหยุดยา 2-3 วัน ไข้ก็จะหายไป บางครั้งอาจเกิดอาการหอบหืดคัดจมูกได้

2.การแพ้ยาแบบทิ้งช่วง

ร่างกายจะแสดงอาการหรือมีการตอบสนองต่อยาหลังจากได้รับยาไปแล้ว 1-2 วัน อาการที่พบได้แก่ ผื่นแดงอักเสบเม็ดเลือดขาวลดลง โลหิตจาง แผลในกระเพาะอาหารจนถึงไตถูกทำลาย

เมื่อแพ้ยาควรทำอย่างไร

– ถ้าแพ้เพียงเล็กน้อย เช่น มีผื่นแดง คัดจมูกให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

– ถ้ามีผื่นคันมาก อาจใช้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานบรรเทาอาการได้

– ถ้าแพ้รุนแรงต้องหยุดยาทันทีและรีบไปพบแพทย์ เพื่อให้การรักษาได้ทันท่วงที

– เมื่อแพ้ยาใดแล้วต้องจดจำชื่อสามัญทางยาของยาที่แพ้นั้นหรือจดใส่สมุดบันทึก ไม่ควรจำสีหรือรูปร่างลักษณะของเม็ดยา เนื่องจากไม่อาจบ่งบอกได้แน่นอนว่าเป็นยาอะไร หากไม่มีชื่อยาบนซองหรือฉลากที่ใช้ควรกลับไปขอชื่อยาบนซองหรือฉลากที่ใช้ ควรกลับไปขอชื่อสามัญทางยาจากแหล่งที่ได้รับยานั้น

– งดใช้ยาที่เคยแพ้ และเพื่อไปพบแพทย์หรือซื้อยา ควรแจ้งให้ทราบว่าเคยแพ้ยาอะไร เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยานั้นหรือยาที่มีส่วนผสมของยาที่เคยแพ้ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงกว่าที่เคยเป็นได้

ที่สำคัญคือ ไม่ควรใช้ยาพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็นโดยเฉพาะที่ยาที่ท่านไม่ทราบเลยว่าเป็นยาอะไร เช่น ยาชุด ยาที่ไม่มีฉลาก หากเจ็บป่วยมาก ต้องได้รับการรักษาด้วยยา ควรพบแพทย์หรือขอคำแนะนำเรื่องยาจากเภสัชกรจะดีที่สุด

โรคผีอำ

โรคผีอำ มีจริงหรือ ???

โรคผีอำ

อาการหมดแรงอย่างสมบูรณ์หรือเพียงบางส่วน ทำให้มีลักษณะเหมือนเป็นอัมพาตทั้งตัว ขยับแขนขาไม่ได้ ลืมตาไม่ได้ พูดไม่ได้ หรือหายใจลึกๆ ไม่ได้ ในขณะที่รู้สึกว่าตนเองตื่นอยู่ มักจะมีการเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงหลอน หรือฝันร้ายร่วมด้วย ทำให้ตกใจกลัวมากขึ้น คนที่เกิดผีอำมักจะรู้สึกถึงสภาพหมดแรงที่เกิดขึ้นได้ดี ทั้งที่อยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น เพราะกำลังจะหลับหรือกำลังจะตื่น และมักจะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีเมื่อตื่นขึ้น ผู้ที่เกิดผีอำครั้งแรกมักจะตกใจกลัวมาก จนรู้สึกเสมือนว่า ตนเองกำลังจะตาย โดยเฉพาะถ้าเห็นภาพหลอนหรือได้ยินเสียงหลอนที่คุกคามชีวิตของตนด้วย เมื่อตกใจตื่นขึ้นในอีกไม่กี่นาทีต่อมา จึงอาจร้องเอะอะโวยวาย ร้องไห้ หอบเหนื่อย หน้าซีด ตัวสั่น หรือแสดงอาการตกใจกลัวอื่นๆ

โรคผีอำ

สาเหตุ

1. อาการผีอำที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังจะหลับ มักจะเกิดจากโรคลมหลับ และโรคผีอำตามกรรมพันธุ์

2. อาการผีอำที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังจะตื่น อาจจะเกิดจากโรคลมหลับ หรืออาจจะเกิดในคนที่อดนอนหรือนอนไม่พอมาหลายวัน หรือเข้านอนผิดเวลาได้

3. อาการผีอำมักเกิดทันทีเมื่อหมดช่วงการหลับแบบตากระตุก จะเป็นอยู่ไม่กี่นาที แล้วค่อยๆ หายหรือหายทันที เมื่อถูกเรียก ถูกสัมผัส ถูกปลุก โดยใครก็ได้ ผู้ที่เป็นผีอำจะรู้สึกว่าตนนั้นตื่นอยู่ แต่ขยับเขยื้อนไม่ได้ ทั้งที่ตนได้พยายามขยับเขยื้อนแล้ว พยายามตะโกนเรียกให้คนช่วยแล้ว แต่ไม่มีคนได้ยิน เพราะไม่มีเสียงออกมา และเมื่อตื่นขึ้นจะจำเหตุการณ์ และเล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้

4. อาการที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่าผีอำนั้น แท้ที่จริงคือ ล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้าโดยเฉพาะหลังจากทำงานหรือดูหนังสือ แม้กระทั่งดูโทรทัศน์ เมื่อเรานอนด้วยความล้า ก็เกิดการประสานกันระหว่างสารเคมีกับสภาพชีวเคมีของร่างกาย เกิดอาการทั้งกดทั้งค้าง ทำให้เราขยับเขยื้อนไม่ไหว

5. ในขณะนั้นเราตื่นอยู่ สมองเราก็ทำงานได้ แต่ร่างกายเรา ขยับเขยื้อนไม่ไหว เหมือนมีคนมาคุมเราอยู่ มาจับเราอยู่ มาตรึงเราอยู่ เราเลยเกิดเชื่อมโยงว่ามีผีมาจับตัวเรา ในที่สุดแล้วก็ไม่ใช่ผีสางที่ไหน ที่แท้คือความไม่สัมพันธ์กันระหว่างสมองกับร่างกายของเรา ซึ่งเป็นอาการชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นเอง

6. อาการผีอำเกิดจากการที่กล้ามเนื้อของร่างกายเข้าสู่ภาวะการหลับที่เรียกว่า REM แต่สมองส่วนที่เป็นจิตสำนึกยังตื่นอยู่ อาการผีอำเป็นอาการที่ร่างกายกับจิตสำนึกหลับไม่พร้อมกัน หรือ ตื่นขึ้นมาไม่พร้อมกัน

7. ผีอำเป็นสภาวะที่คล้ายๆ กับการฝัน เพราะขณะที่ถูกผีอำคนคนนั้นจะอยู่ในสภาวะที่ขยับตัวไม่ได้ ในภาวะหลับแบบตากระตุก (REM sleep) จะมีการฝัน กล้ามเนื้อต่างๆ จะผ่อนคลายหมด ขยับตัวไม่ได้ ยกเว้นต้องตื่น คำว่าตื่น หมายถึงต้องมีการเขย่าตัวรุนแรง แล้วในช่วงเวลานั้นถ้ามีสิ่งเร้าอะไรที่มาทำให้ไม่สบาย เช่น อาจจะมีหมอนข้างมาวางอยู่บนตัวหรือขา หรืออาจจะนอนในท่าที่ไม่สบายนักก็จะมีการแปลภาวะนั้นเป็นความไม่สบาย แล้วบางทีก็ไปผูกเรื่องกับความฝัน ทำให้อยากจะออกจากสถานการณ์นั้น แต่ว่าทำไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อมันคลายไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นในภาวะอย่างนั้น ก็จะเป็นสภาวะที่รู้สึกเหมือนกับว่าใครมากดทับ เป็นสภาวะที่หลีกหนีไปไม่ได้ แต่สักพักหนึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง

การรักษา โรคผีอำ

1. ผีอำไม่มีอันตราย ในคนปกติก็เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องการการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น

2. เมื่อรู้สึกว่าโดนผีอำอยู่ ให้รีบตั้งสติทันที อย่าตกใจ การออกจากผีอำจะได้ผลดีที่สุดเมื่อรีบทำตั้งแต่มันเกิด พยายามขยับกล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อนิ้ว อะไรที่เล็กๆก่อน เพราะหากขยับได้ มันจะทำให้เราหลุดออกทันที

3. ถ้านานๆ เป็นครั้ง หรือเกิดจากการอดนอน นอนไม่พอ หรือนอนผิดเวลา ไม่ต้องรักษา นอกจากนอนพักผ่อนให้พอ และอย่านอนผิดเวลาเท่านั้น ถ้าเป็นบ่อยหรือเป็นมาก กลัวมาก หรือไม่สามารถหลับให้พอได้เอง การใช้ยาที่ลดการหลับแบบตากระตุก เช่น ยาอิมิพรามีน (imipramine เม็ดละ 25 มิลลิกรัม) 1-2 เม็ดก่อนนอน จะช่วยให้หลับแบบตาไม่กระตุกเพิ่มขึ้น ทำให้อาการผีอำและอาการหลอน ซึ่งเกิดในการหลับแบบตากระตุก ลดลง และทำให้อาการผีอำดีขึ้น หรือหายไปได้

4. ผ่อนคลายความเครียดก่อนนอนสัก 1- 2 ชั่วโมง ไม่ทำอะไรที่มันตื่นเต้น เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นเกมส์ ก่อนนอนอาจจะอาบน้ำอุ่น หรือดื่มนมอุ่นๆ โดยเฉพาะนมถั่วเหลือง จะทำให้หลับสบายขึ้น หรืออาจจะใช้วิธีสะกดจิตเข้าช่วยโดยการโปรแกรมจิตใหม่ก็จะช่วยได้

5. กรณีที่มีอาการมากๆ อาจใช้ยาคลายเครียด หรือยาต้านเศร้า ซึ่งจะทำให้หลับสนิทขึ้นโดยไม่ฝันมากนัก คือคนที่ผีอำจะฝันปนอยู่ด้วย เราก็ทำความฝันนั้นให้น้อยลง อาการผีอำก็จะลดลงเหมือนกัน หลักง่ายๆ เวลาโดนผีอำให้นอนเฉยๆ สักพักอาการจะหายไปเอง