อายครีมทายังไง

3 Step วิธีทาอายครีมคืนความแจ่มใสให้ดวงตาไม่เป็นแพนด้า

อายครีมทายังไง เปิดเผย 3 ขั้นตอนทาอายครีมคืนความแจ่มใสให้ดวงตาไม่เป็นแพนด้า

อายครีมทายังไง ถึงจะแก้ไขใต้ตาคล้ำได้ แล้วครีมทาหน้าที่ใช้อยู่ เอามาบำรุงใต้ตาแทนอายครีมได้ไหมนะ

ร่างกายของมนุษย์ล้วนมีความต้องการแล้วก็วิธีสำหรับดูแลที่ไม่เหมือนกันออกไป ไม่เว้นแม้กระทั้งความสวยสดงดงาม ถ้าต้องการผมงามก็จำต้องใช้ครีมนวดคุณภาพดี แม้ต้องการมีกลิ่นเต่าหอมๆก็ต้องหาน้ำหอมแบบติดทนมาใช้ แล้วถ้าหากต้องการมีดวงตางามใสก็จำเป็นต้องใช้ อายครีม (Eye Cream) มาทาถึงจะได้ผล แม้กระนั้นก็มีผู้คนจำนวนมากที่ละเลยปล่อยทิ้งอายครีมสักเยอะแค่ไหน หรือบางบุคคลอาจจะไม่ทราบด้วยว่าอายครีมเป็นยังไง

วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอมาเสนอแนะให้ผู้หญิงได้ทราบจะว่า อายครีม เป็นอย่างไร พร้อมเปิดเผยขั้นตอนอายครีมทายังยังไงถึงทำให้ดวงตากลับมางามแจ่มใสไม่คล้ำเป็นแพนด้า ถ้าเกิดอยากทราบและจากนั้นก็ตามมาอ่านกันเลย

อายครีม เป็นอย่างไร

อายครีม เป็น ครีมสำหรับบำรุงบริเวณดวงตาโดยยิ่งไปกว่านั้น เพราะว่าผิวส่วนนี้มีความเปราะบางและก็ระคายง่าย ถ้าเกิดใช้ครีมตัวอื่นซึ่งมี น้ำหอม สารกันเสีย หรือสารสกัดที่เข้มข้นเหลือเกิน อาจจะส่งผลให้เคืองตา บางทีอาจถึงกับขนาดเป็นผื่นคัน ตาบวมและก็ตาแดงได้นั่นเอง

ครีมทาหน้า ทาตาได้ไหม

ถ้าเกิดผู้หญิงคนใดกันแน่ต้องการลดขั้นตอนเกลียดชังใช้อายครีมแยกออกมาอีก 1 กระปุก สามารถใช้ครีมทาหน้ามาทารอบดวงตาได้เช่นเดียวกัน เพียงแค่ครีมนั้นจำต้องไม่มีน้ำหอม สารกันเสีย หรือ SPF สูงเกิน 15 เพราะว่าจะก่อให้แสบร้อนจนถึงร้องไห้ได้ ส่วนผู้ใดที่ใช้ครีมบำรุงสำหรับผิวแพ้ง่ายอยู่และเอามาทารอบดวงตาได้เลย โดยไม่ต้องกลัวว่าจะแพ้หรือระคาย

อายครีมทายังไง

ใช้อายครีมทาหน้าได้ไหม

อายครีมที่พวกเราใช้กัน เรื่องจริงและก็มีคุณลักษณะเหมือนครีมทาหน้าทั่วๆไป เพียงแต่มีความสุภาพมีมารยาทรวมทั้งเพิ่มความชื้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพียงเท่านั้น ถ้าจะเอามาทาแทนโลชั่นที่เอาไว้สำหรับบำรุงผิวหน้าก็ทำเป็น แม้กระนั้นบางทีก็อาจจะสิ้นเปลืองไปนิดหน่อย เหตุเพราะอายครีมจำนวนมากราคาแพงสูงรวมทั้งให้มาในจำนวนที่น้อยนั่นเอง

อายครีมทายังยังไง ใช้ขั้นตอนไหนถึงจะได้ผล

ภายหลังทาเซรั่มหรือเอสเซนส์เป็นระเบียบแล้ว ลำดับต่อไปก็คือการทาอายครีมนั่นเอง จบท้ายด้วยครีมที่มีไว้บำรุงผิวเค้าหน้ามธรรมดา ซึ่งแนวทางทาอายครีมให้ได้ผลนั้นก็สามารถทำเป็นกล้วยๆตาม 3 ขั้นตอนดังต่อไปนี้…

1. ใช้นิ้วนางแตะต้องเนื้อครีมขึ้นมา แล้วทาเป็นจุด 3 จุดใต้ดวงตา ส่วนบนดวงตาให้แต้มเป็น 2 จุด

2. คลำเนื้อครีมอย่างเบามือด้วยนิ้วนาง จากหัวตาไปยังหางตา ห้ามออกแรงมากสักเท่าไรนักด้วยเหตุว่าดวงตาบางทีอาจระบมหรือนำมาซึ่งริ้วรอยได้

3. ขั้นตอนสุดท้าย ใช้นิ้วนางซึ่งมีน้ำหนักผู้กระทำดค่อยที่สุด นวดกดจุดเบาๆตรงใต้ตา เพื่อผิวส่วนนั้นได้บรรเทา แล้วก็จะมีผลให้ความหมองคล้ำจางลงด้วยนั่นเอง

 

แหล่งที่มา.. https://women.kapook.com/view213801.html

วิธีทําให้หน้าใส

รวมวิธีทำให้หน้าใสอีกทั้งแบบการแพทย์ & ธรรมชาติ ได้ผล 100%

วิธีทําให้หน้าใส ด้วยตัวเอง

ไม่สมควรนอนมืดค่ำเกิน 4 ทุ่ม ควรจะนอนระหว่าง 3 ทุ่มถึงตี 4 และก็นอนพักให้พอเพียงอย่างต่ำวันละ 8 ชั่วโมง เพราะว่าการนอนมืดค่ำจะมีผลให้ระบบต่างๆภายในร่างกายเสีย ทำให้แก่สั้นลง ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเท้าหายใจ รวมทั้งระบบภูมิต้านทานโรคดำเนินการไม่ปกติ
บริหารร่างกายบ่อยๆวันแล้ววันเล่าหรือวันเว้นวัน อย่างต่ำวันละ 30 นาที ทำให้ สุขภาพผิวดี มองสดใสผุดผ่อง ผุดผ่องแจ่มใส แถมยังส่งผลให้มีสุขภาพทางร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

กินน้ำสะอาดขั้นต่ำวันละ 8 แก้ว เพราะเหตุว่าจะช่วยกำจัดของเสียออกมาจากร่างกาย ทำให้หน้ามองผ่องใส น้ำยังช่วยปรับให้กล้ามของพวกเรามีความชื้นไม่เหี่ยวย่นด้วย ซึ่งถ้าหากว่าร่างกายมีน้ำพอเพียงก็สามารถกำจัดของเสียกลุ่มนี้ออกมาได้มาก
กินผักและก็กินผลไม้สดบ่อยๆ ได้แก่ ส้ม ฝรั่ง กล้วย กีวี มะนาว มะเขือเทศ ฯลฯ ซึ่งจะก่อให้ร่างกายมีสุขภาพดียับยั้งโรคต่างๆทำให้ผิวสวย มองแจ่มใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
หลบหลีกการทานอาหารมันๆทุกประเภท ซึ่งจะมีผลให้หน้ามันและก็บางทีอาจกำเนิดสิวตามมาได้ หรือหากข่มใจมิได้ภายหลังรับประทานแล้วควรจะกินน้ำตามไปๆมาๆกๆ

วิธีทําให้หน้าใสด้วยอาหารเสริมแล้วก็เครื่องแต่งหน้า

อาหารเสริมและก็วิตามินที่ทำให้หน้าใสตัวหลักๆก็จะมี วิตามินซี และก็ตัวต่อมาที่เสนอแนะก็คือสารสกัดจากเม็ดองุ่น, วัวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีคิวเท็น แล้วก็กลูต้าไธโอน

สรับประทานห่วงใยหรือเซรั่มบำรุงผิวอีกหนึ่งตัวช่วยหลักที่ช่วยทำให้ผิวหน้าของคุณขาวใสขึ้นได้ ซึ่งในตอนนี้ก็มีให้เลือกซื้อเลือกใช้อยู่ล้นหลามหลายแบรนด์ แม้กระนั้นสิ่งที่คุณควรจะพินิจพิเคราะห์ก่อนซื้อก็คือการเลือกสินค้าให้เหมาะสมกับภาวะผิวหน้าและก็ปัญหาของคุณ อาทิเช่น ถ้าหากคุณมีผิวหน้าหมองคล้ำ มีจุดด่างดำ สีผิวไม่บ่อยนัก และก็ภาวะผิวขาดความชื้น ก็ควรที่จะทำการเลือกสินค้าที่มีสารที่ช่วยด้านนี้โดยตรง อาทิเช่นสินค้า Olay White Radiance Light Perfecting Essence Serum เนื่องมาจากสินค้าตัวนี้มีสาร Niacinamide (Vitamin B3), Glycerin และก็ Xylitol ที่ช่วยเก็บกักเพิ่มเติมความชื้นให้ผิว, มีสารสกัด Sepitonic ที่ช่วยเพิ่มเติมความสว่างให้ผิวได้ลึกถึงในระดับเซลล์ผิวหนัง รวมทั้งมีสาร Sepiwhite กับ Hexyldecanol ที่ช่วยลดลางเลือนจุดด่างดำรวมทั้งปรับภาวะสีผิวที่ไม่บ่อยนักให้มองเรียบเนียน ซึ่งถ้าหากคุณใช้อย่างสม่ำเสมอแต่ละวันก็จะสามารถช่วยให้ผิวหน้าของคุณดูกระนายสิบงใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติได้ข้างใน 28 วัน

 

แหล่งที่มา.. https://medthai.com/

สูตรพอกหน้า

5 สูตรพอกหน้าด้วยมะเขือเทศ หน้าขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติ

มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินซีและก็สารไลโคปีนที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยทำให้ผิวขาวกระจ่างขาวใสดูอมชมพูอย่างเป็นธรรมชาติ นอกเหนือจากการรับประทานมะเขือเทศเพื่อผิวพรรณและก็สุขภาพที่ดีแล้ว ก็ยังมี สูตรพอกหน้า ด้วยมะเขือเทศเด็ดๆ5 สูตรที่พวกเราต้องการจะมาแบ่งปันให้ผู้หญิงได้ลองเอาไปทำตามอย่างกันด้วย จะมี สูตรหน้าใส ใดบ้างนั้น ตามไปดูกันเลยจ้ะ

5 สูตรพอกหน้า ด้วยมะเขือเทศ

1.มะเขือเทศเพียวๆ
เป็นสูตรที่ง่ายและก็เบสิคอย่างมาก ด้วยเหตุว่ามะเขือเทศจะช่วยทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างขาวสวยใสมองอมชมพูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง สามารถนำมะเขือเทศใหม่ๆมาล้างให้สะอาดแล้วฝานเป็นแผ่นบางๆแล้วหลังจากนั้นเอามาโปะให้ทั่วบริเวณใบหน้า ละเว้นรอบดวงตาไว้หรือไม่ก็นำมะเขือเทศบดละเอียดมาพอกหน้าทิ้งเอาไว้ตรงเวลาโดยประมาณ 15 – 20 นาทีแล้วล้างหน้าล้างตาตามเดิม ก็จะสามารถช่วยให้ผิวหน้ามองขาวกระจ่างขาวสวยใสอมชมพูได้ในทันที แล้วก็ถ้าเกิดใช้มะเขือเทศแช่เย็น ก็จะยิ่งทำให้ผิวรู้สึกเย็นชื่นบานเยอะขึ้น

2.มะเขือเทศกับน้ำผึ้ง
มะเขือเทศจะช่วยในเรื่องความขาวอมชมพู ส่วนน้ำผึ้งจะช่วยในเรื่องเกี่ยวกับการฆ่าเชื้อโรค ลดการอักเสบของสิวรวมทั้งช่วยทำให้ผิวนุ่มเปียกชื้น สามารถทำเป็นกล้วยๆโดยการนำมะเขือเทศบดละเอียดผสมกับน้ำผึ้งน้อย แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปพอกหน้าทิ้งเอาไว้ 15 – 20 นาทีแล้วต่อจากนั้นล้างออก จะมองเห็นได้ว่ารอยดำรอยแดงจากสิวจะเบาๆจางลงรวมทั้งได้ผิวหน้าที่เนียนนุ่มกระดอนเช่นเดียวกันกับผิวเด็กจริงๆ

3.มะเขือเทศกับแตงร้าน
แตงร้านจะช่วยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มเติมความชื้นให้กับผิว โดยให้นำมะเขือเทศแล้วก็แตงร้านปั่นมาผสมรวมกันให้ถี่ถ้วนแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปพอกหน้าทิ้งเอาไว้ 15 – 20 นาทีหลังจากนั้นล้างออกโดยการใช้นำที่สะอาด จะได้ผลได้โดยทันทีว่าผิวหน้ามีความชื้น มองอิ่มน้ำแล้วก็อมชมพู

4.มะเขือเทศกับขมิ้นชัน
ขมิ้นชันจะช่วยทำให้ผิวขาวกระจ่างขาวใสและก็ช่วยในเรื่องของริ้วรอย แถมรูขุมขนก็ดูกระชับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าหากเอามาผสมกับมะเขือเทศก็จะยิ่งให้รีบความขาวใสบนบริเวณใบหน้าได้อย่างดีเยี่ยม ขั้นตอนการทำ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้รอบคอบ ต่อจากนั้นนำผงขมิ้นผสมลงไปคนจะกว่าจะเข้ากัน แล้วค่อยนำไปพอกหน้าทิ้งเอาไว้ 20 นาที ต่อจากนั้นล้างออกจวบจนกระทั่งสีของขมิ้นจะออกหมด สูตรหน้าใสนี้จะช่วยทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนละเอียดจากรูขุมขนที่กระชับมากขึ้นเรื่อยๆ

5.มะเขือเทศกับโยเกิร์ต
สูตรหน้าใสนี้จะช่วยทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มรวมทั้งขาวกระจ่างขาวใสอมชมพูจากมะเขือเทศ สามารถทำเป็นโดยการนำมะเขือเทศไปปั่นรวมกับโยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ แล้วเอามาพอกหน้าทิ้งเอาไว้ 30 นาที จะมากมายหรือน้อยกว่านั้นก็ตามใจถูกใจ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ผิวที่เนียนนุ่มขาวใสเสมือนผิวเด็กอ่อนอย่างยิ่งจริงๆ

เป็นไงบ้างขาผู้หญิงสำหรับสูตรพอกหน้าพวกนี้ล้วนเป็นสูตรหน้าใสที่ทำเป็นง่ายและไม่สลับซับซ้อนเลยสักหน่อย สามารถนำไปพอกหน้าอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งติดต่อกันตรงเวลา 2-3 เดือนก็จะได้ผลได้อย่างแจ่มแจ้งแน่ๆ…

วิธีรับมือฤดูหนาว

5 วิธีรับมือฤดูหนาว เพื่อผิวสวย สุขภาพแข็งแรงอยู่เป็นประจำ

เมื่อฤดูหนาวมาถึง ผู้หญิงจำต้องพบเจอปัญหาด้านของสุขภาพผิวที่มีทั้งยังแห้งแตก ลอกเป็นสะเก็ด แม้ว่าประเทศไทยจะหนาวไม่นานก็เหอะ แต่ว่าผู้หญิงจำนวนมากก็ไม่ต้องการประสบเจอกับปัญหาอย่างนี้แน่ๆ ดังนั้นพวกเรามาเตรียมรับมือกับฤดูหนาวด้วย 5 วิธีรับมือฤดูหนาว

5 วิธีรับมือฤดูหนาว เพื่อผิวสวยและสุขภาพ

1.อาบน้ำอุ่น

ไม่ใช่การอาบน้ำที่อุ่นจัดนะ แม้กระนั้นซึ่งก็คือการได้อาบน้ำที่อุ่นพอดิบพอดีๆเพื่อรูขุมขนเปิดรับการชำระล้างที่สะอาดสะอ้าน และก็พร้อมที่จะรับการบำรุงได้อย่างมาก ถ้าหากมีเวลาก็บางทีอาจไปร้านค้าสปาเพื่อทำนวดน้ำมันให้ผิวเกลี้ยงนุ่มและก็บรรเทา หรือก่อนทำสปาอาจมีการแช่ออนเซ็นที่เหมาะสมกับฤดูหนาวก็ได้

2.ทาครีม

การเลือกทาครีมก็สำคัญ ด้วยเหตุว่าในตอนหน้าร้อนพวกเราบางทีอาจเลือกใช้ครีมที่มีไว้บำรุงผิวแบบเจล เพื่อไม่ให้ผิวพวกเราเหนียวเหนอะ แม้กระนั้นในตอนหน้าหนาวนั้นพวกเราไม่สามารถที่จะใช้แบบเจลได้ แม้คุณจะพูดว่าคุณเป็นคนที่ซึ่งมีผิวเป็นแบบผิวมัน แต่ว่าเชื่อเถอะในตอนหน้าหนาว ผิวมันมากแค่ไหนก็แห้งได้ ด้วยเหตุนี้ควรที่จะทำการเลือกครีมที่ช่วยทำให้ผิวกระชุ่มกระชวย หรือบางทีอาจใช้น้ำมันที่สกัดจากมะพร้าวทาผิวเพื่อเก็บกักความสดชื่นใต้ผิวจะดียิ่งกว่า

3.ใช้ปิโตรเลี่ยมเจลลี่เสมอๆ

ปิโตรเลี่ยมเจลลี่ มีนานัปการแบรนด์ ซึ่งพวกเราสามารถเลือกใช้ได้ เนื่องจากปิโตรเลี่ยมเจลลี่จะช่วยสำหรับการเก็บกักความสดชื่นของผิวได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ใช่แค่ริมฝีปาก แม้กระนั้นสามารถใช้ทาได้เกือบจะทั้งยังร่างกายอย่างยิ่งจริงๆ โดยบางทีอาจทดลองพกกระปุกเล็กๆติดกระเป๋าไว้ หรือจะตักแบ่งจากกระปุกใหญ่ใส่เอาไว้ข้างในตลับยา พกติดกระเป๋าไว้ใช้ระหว่างวันก็ได้แบบเดียวกัน

4.ไม่ไม่กินอาหาร

ผู้หญิงที่กำลังลดหุ่นอาจมีการงดของกินบางชนิด อาทิเช่น ไขมัน แป้งต่างๆแม้กระนั้นการเลิกของกินจนมากเหลือเกิน ก็ทำให้ร่างกายขาดวิตามินที่จำเป็นต้องได้ และก็ทำให้ผิวแห้งกรานได้ง่ายเมื่อพบกับอากาศหนาวเย็น ด้วยเหตุนั้นแม้อยู่ในตอนควบคุมน้ำหนัก ไม่สมควรงดเว้นรับประทาน แม้กระนั้นควรจะเลือกรับประทาน ดังเช่นว่า ไขมันดี แป้งไม่ขัดขาว เพียงเท่านี้ก็ลดความอ้วนได้โดยไม่รังควานผิวแล้ว

5.กินน้ำให้มากมาย

ในตอนหน้าหนาว อากาศที่เย็นบางทีอาจไม่ทำให้พวกเรารู้สึกอยากกินน้ำมากมายเสมือนตอนหน้าร้อน แต่ว่าความจริงร่างกายของพวกเราก็ปรารถนาน้ำไม่ได้มีความแตกต่างกัน เพียงแค่พวกเราบางทีอาจเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากด้านการกินน้ำเย็น เป็นน้ำที่อุ่นขึ้นมาสักหน่อยเพื่อไล่ความเย็น บางทีอาจใส่มะนาวกับน้ำผึ้งลงไปในน้ำเพื่อคอกระชุ่มกระชวยขึ้นแล้วก็ดับหิวได้ด้วย

ทราบอย่างนี้แล้วเมื่อถึงตอนที่ลมเย็นพัดมาผู้หญิงก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลหรือกลุ้มใจแล้วว่าผิวจะแห้งแตก และก็ลอกเป็นสะเก็ดไหม เพียงแค่พวกเราใส่ใจเนื้อหานิดๆหน่อยๆหมั่นดูแลผิวตามแนวทางข้างต้นบ่อยๆ หากแม้อากาศหนาวเพียงใดก็มีผิวสวยได้แน่ๆ…

อาการแพ้ลิปสติก

5 ทางแก้อาการแพ้ลิปสติก ทำอย่างนี้สิ เห็นผลแน่นอน

อาการแพ้ลิปสติก ซึ่งก็ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตนเองได้อย่างมากมาย แต่ว่าก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ปัญหาเสมอ ด้วยเหตุว่าพวกเรามี 5 ข้อแนะนำสำหรับการขจัดปัญหาเมื่อ แพ้ลิปสติก มาฝากกันดังต่อไปนี้แล้วจ้ะ

1.อย่าดึง แกะ หรือเลียริมฝีปาก
ในผู้ที่กำเนิดอาการแพ้ลิป กระทั่งทำให้ปากแห้ง ผิวหลุดลอกเป็นเกล็ด ต้องระวังอย่าแกะ ดึง หรือเลียริมฝีปากเด็ดขาด เพราะว่าโน่นก็จะยิ่งทำให้มีการเกิดการอักเสบมากยิ่งกว่าเดิม แล้วก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้ออีกด้วย ทางที่ดีควรจะดูแลริมฝีปากให้เปียกชื้นอยู่เป็นประจำและก็หลีกเลี่ยงการสัมผัสริมฝีปากไปเลยจะเยี่ยมที่สุด

อาการแพ้ลิปสติก

2.ทาลิปสติคบาล์มหรือลิปมันคุณลักษณะของลิปบาล์มและก็ลิปมันเป็น บำรุงริมฝีปาก ทำให้ปากเปียกชื้น คุ้มครองปากแห้ง แตก ซึ่งจะช่วยไขปัญหาการแพ้ลิปได้อย่างดีเยี่ยม โดยชี้แนะให้ทาเสมอๆวันละ 2 ครั้ง รุ่งเช้า-เย็น แล้วจะช่วยทำให้ริมฝีปากของคุณกลับมามองงามเนียนนุ่มอย่างเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย

3.กินน้ำแล้วก็รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์
การกินน้ำที่พอเพียงจะช่วยรักษาความชื้นให้แก่ริมฝีปาก และก็ช่วยขับพิษที่ได้รับจากลิปออกมาจากร่างกาย ยิ่งกว่านั้นการกินอาหารที่มีสาระยังช่วยฟื้นฟูริมฝีปากที่มีปัญหาได้ ดังเช่นว่า การทานผลไม้จำพวกเบอปรี่ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยคุ้มครองป้องกันผิว แล้วก็ทำให้ริมฝีปากเปียกชื้นขึ้น ส่วนการกินน้ำแครอทที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ก็ช่วยให้ปากนุ่มเปียกชื้นได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมาดื่มน้ำให้เป็นจำนวนมากแล้วรับประทานอาหารที่มากคุณประโยชน์เพื่อแก้อาการแพ้ลิปกันเลยดีกว่า

4.เลือกใช้สีอ่อนๆ
การเลือกใช้ลิปในครั้งถัดมาชี้แนะว่า ควรที่จะเลือกลิปสีอ่อนๆเนื่องจากลิปสีผ่องใสได้แก่ สีแดง มักทำให้ผู้ใช้กำเนิดอาการแพ้ได้มากกว่าการเลือกใช้ลิปสีอ่อน ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ใช้เสี่ยงกับอาการแพ้ลดลง ยิ่งกว่านั้นควรจะเลี่ยงการซื้อลิปที่ใส่น้ำหอม และก็สารกันเสีย ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้ผู้ใช้ได้โอกาสแพ้ลิปมากขึ้นเรื่อยๆ

5.หารือหมอ
อาการแพ้ที่เกิดขึ้นบางทีอาจจำเป็นต้องใช้ยาช่วย จำเป็นจะต้องรีบไปพบหมอหากพบว่ามีลักษณะห่วยลง ซึ่งหมอบางทีอาจจ่ายยาใช้ภายนอกนระงับความเจ็บ ยาใช้ภายนอกนแก้แพ้คลอเฟนิรามีน หรือยาใช้ภายนอกตรีโนโลนสำหรับทาริมฝีปากภายนอก ดังนี้ควรจะปฏิบัติตามข้อแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด เพื่อหายจากอาการแพ้เร็วที่สุด

การดูแลและรักษาริมฝีปากข้างหลังกำเนิดอาการแพ้นั้น ควรจะย้ำเรื่องความสะอาด การดูแลริมฝีปากอย่างทะนุถนอม รวมทั้งจำต้องไม่ลืมเลือนว่าควรจะเลือกซื้อลิปที่ตามมาตรฐาน เหมาะสมกับภาวะผิว เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้มีการแพ้อีกนั่นเอง

 

แหล่งที่มา.. https://www.sanook.com/women/154013/

กำจัดขี้แมลงวัน

3 สูตรเด็ดจากธรรมชาติ กำจัดขี้แมลงวันบนผิวให้หมดไปอย่างสำเร็จ

กำจัดขี้แมลงวัน ที่คนอีกจำนวนไม่น้อยจำต้องรู้จักดี โดยเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากความเปลี่ยนไปจากปกติของเซลล์สร้างเม็ดสี ซึ่งแม้ร่างกายผลิตเมลาโนไซต์ออกมามากจนเกินไปจะมีผลให้กำเนิดจุดดำบนผิวหนังและก็ปรับปรุงเป็นขี้แมลงวัน โดยรูปแบบของขี้แมลงวันจะเป็นจุดสีดำเล็กๆฝังลึกบนบริเวณใบหน้าแล้วก็บนผิวตามร่างกาย แล้วก็วันนี้พวกเราก็จะมาเสนอแนะสูตรเด็ดที่จะกำจัดขี้แมลงบนผิวของพวกเราให้หมดไปด้วย 3 สูตร กล้วยๆดังต่อไปนี้

1.สูตรปูนแดง
ใช้ปูนแดงพอกทิ้งเอาไว้โดยวิธีแบบนี้อาจทำให้แสบผิวน้อย แต่ว่าคนจำนวนไม่น้อยที่ได้ทดลองก็บอกคำเดียวเลยว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีมากมาย โดยพวกเราจะใช้ปูนแดงแบบที่คนชรารับประทานกับหมากมาผสมกับสบู่ แล้วคนส่วนประกอบให้เหมาะ หลังจากนั้นชำระล้างผิวให้สะอาด นำไม้จิ้มฟันมาแต้มกับปูนแดงที่พวกเราผสมไว้ทาลงรอบๆที่มีขี้แมลงวัน ทาทิ้งเอาไว้จนกระทั่งแห้งแล้วก็ใช้ผ้าสะอาดถูออกแล้วล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำที่สะอาดอีกรอบ ทดลองทำต่อเนื่องกันอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เท่านี้พวกเราก็จะได้ผิวสวยที่ไม่มีขี้แมลงวันมารบกวนอีกต่อไป


2.สูตรมะนาว
โดยจะใช้น้ำมะนาวแต้มทิ้งเอาไว้ ซึ่งพวกเราเข้าใจกันอยู่อยู่แล้วว่าในน้ำมะนาวมีกรดที่เป็นวิตามิน C เข้มข้น ที่ช่วยสำหรับเพื่อการผลัดเซลล์ผิวเก่าแล้วก็รู้สึกตัวบำรุงผิวใหม่ให้สว่างกระจ่างขาวสวยใสขึ้น แม้กระนั้นจะทาทั่วบริเวณใบหน้าเลยก็อาจจะไม่ดีควรจะใช้เฉพาะจุดก็พอเพียงจ้ะ โดยวิธีทำก็คือให้นำมะนาวมาบีบมัวแต่น้ำแล้วก็ใช้คอนโคนลบัตจุ่มแล้วก็ทาลงบนขี้แมลงวัน ทิ้งเอาไว้ราวๆ 20 นาทีแล้วล้างออกโดยใช้น้ำสะอาด ทำอย่างงี้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง รอยดำๆของขี้แมลงวันก็จะจางไป

3.สูตรลูกแอปเปิ้ลไซเดอร์
ผลแอปเปิ้ลไซเดอร์มีสารต้านอนุมูลอิสระและก็มีส่วนช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่า รวมทั้งรักษารอยแผลเป็นให้มองจางเร็ว โดยพวกเราจะใช้น้ำลูกแอปเปิ้ลไซเดอร์ผสมกับน้ำ ใช้แผ่นสำลีชุบน้ำผลแอปเปิ้ลไซเดอร์ที่ผสมไว้เอามาติดลงบนขี้แมลงวันทิ้งเอาไว้ราวๆ 20 นาที แล้วล้างออกโดยการใช้นำที่สะอาด ทำต่อเนื่องกันอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ขี้แมลงวันก็จะเลือนรางไปท้ายที่สุด

แต่ เมื่อพวกเรารักษาขี้แมลงวันหายได้แล้ว ก็จำต้องดูแลตนเองให้ดีไม่ให้กำเนิดซ้ำอีก เนื่องจากจังหวะกำเนิดซ้ำอีกมีสูงมากมาย ซึ่งที่มาของการเกิดขี้แมลงวันนั้นมีหลายสาเหตุที่ไม่ดีต่อผิวของพวกเราได้ตลอดระยะเวลา โดยเหตุนี้พวกเราก็เลยจะต้องดูแลผิวของพวกเราเสมอๆด้วยการทาครีมที่มีไว้กันแสงแดด หรือสวมหมวก สวมเสื้อแขนยาวเพื่อป้องกันแสงแดด เท่านี้พวกเราก็สามารถกำจัดและก็หลบหลีกการเกิดขี้แมลงวันด้วยตัวเราเองได้แล้ว

 

แหล่งที่มา.. https://www.sanook.com/women/154697/

อาการแพ้ตุ้มหู

อย่าละเลย อาการแพ้ตุ้มหู พร้อมแนวทางสำหรับในการดูแลรักษาให้หายเร็ว

อาการแพ้ตุ้มหู ผู้หญิงสุดที่รักงามรักสวยและก็ติดตามเทรนด์แฟชั่นตลอดระยะเวลา ทราบไหมว่าเครื่องเพชรพลอยบางจำพวกก็บางทีอาจจะกำลังรังแกผิวของคุณได้โดยไม่ได้คาดคิด เช่น ตุ้มหูงามๆที่ผู้หญิงหลายท่านห้ามให้ขาดเลยเด็ดขาด เนื่องจากว่าเป็น เครื่องประดับ ตกแต่งที่จะทำให้หูของพวกเรามองสะดุดตาตลอดระยะเวลา แต่ว่าในเวลาเดียวกันก็อาจก่อให้บางบุคคลกำเนิดอาการแพ้เป็นผื่นแดงและก็คัน เป็นๆหายๆเรื้อรังจนกระทั่งไม่กล้าใส่ตุ้มหูอีกเลย ซึ่งอาการแพ้เป็นผลมาจากอะไร แล้วก็มีวิธีการรักษาคุ้มครองป้องกันยังไง ไปดูกันเลย

ที่มาของการแพ้
เดี๋ยวนี้การแพ้ ตุ้มหูนับเป็นอีกโรคหนึ่งจากการแพ้เครื่องเพชรพลอย เนื่องจากว่าด้วยส่วนประกอบโดยมากเป็นโลหะหลายอย่างรวมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โลหะนิกเกิล ที่พบบ่อยในเครื่องเพชรพลอย ทั้งยังยังเป็นต้นเหตุของการแพ้เยอะที่สุด

ผิวหนังรอบๆใบหูของพวกเราจัดได้ว่าเป็นส่วนที่มีความแบบบางแล้วก็แน่ๆว่าอาจจะมีการเกิดการแพ้ได้ง่ายด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่มีผิวบางและก็แพ้ง่าย โดยอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการคัน บวมแดงรวมทั้งอักเสบ ไปจนกระทั่งกำเนิดหนองรอบๆที่ใส่ตุ้มหูได้ ซึ่งแม้มีลักษณะกลุ่มนี้ หมายความว่าคุณกำลังแล้วล่ะ

แนวทางการรักษา
เมื่อพวกเราทราบดีว่าตุ้มหูที่ใส่ทำให้พวกเรามีลักษณะแพ้ พวกเราสามารถรักษาอาการแพ้พื้นฐานได้โดยใช้น้ำเกลือขัดถูล้างชำระล้างรอบๆใบหูที่แพ้ทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างต่ำวันละ 2 เวลา เพื่อคุ้มครองป้องกันการรับเชื้อรวมทั้งบางทีอาจใช้ยาใช้ภายนอกแก้คันร่วมได้เพื่อลดอาการคันนั่นเอง

คุ้มครองป้องกันแพ้ตุ่มหูเช่นไร

พวกเรามาดูแนวทางคุ้มครองพื้นฐานแบบง่ายๆซึ่งสามารถทำเป็นเองเพื่อไม่ให้กำเนิดของกินแพ้ตุ้มหูกัน โดยคุ้มครองป้องกันได้ดังต่อไปนี้

สำหรับผู้หญิงที่มีผิวเปราะบางรวมทั้งแพ้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นต้นเหตุทางพันธุกรรมหรือการแพ้จากโลหะที่มีอยู่ในเครื่องเพชรพลอย ควรจะเลี่ยงการใส่เครื่องเพชรพลอยหรือตุ้มหูที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และก็ควรที่จะทำการเลือกใช้สินค้าดูแลผิวที่ไม่มีส่วนประกอบของแฮลกอฮอล์หรือน้ำหอมที่อาจจะก่อให้กำเนิดอาการแพ้ได้ง่าย ส่วนคนไหนที่มีปัญหาแพ้ตุ้มหูก็ชี้แนะให้หารือหมอแล้วก็ทำตามอย่างที่พวกเราเสนอแนะกันมอง จะช่วยทำให้อาการแพ้หายเร็วขึ้นแน่ๆ

แหล่งที่มา.. https://www.sanook.com/women/155297/

Leucorrhoea

อาการตกขาวผิดปกติ ( Leucorrhoea ) ของสาวๆ

Leucorrhoea

อาการตกขาว คืออาการที่เกิดจากของเหลวสีขาวใสหรือสีขาวขุ่นไหลออกมาจากทางช่องคลอด ซึ่งผู้หญิงจะมีตกขาวเป็นปกติ เพราะตกขาวเป็นของเหลวที่ถูกผลิตโดยต่อมภายในช่องคลอด

เพื่อช่วยนำเอาเซลล์ที่ตายแล้ว และแบคทีเรียที่ช่องคลอดออกมา ทำให้ช่องคลอดมีความสะอาดและป้องกันการติดเชื้อในระบบสืบพันธ์ แต่ที่สำคัญคือต้องไม่มีกลิ่น

อาการตกขาวที่ผิดปกติ Leucorrhoea

ปริมาณของตกขาวอาจเยอะขึ้นในช่วงกลางรอบเดือนที่มีการตกไข่ หรือใกล้วันมีประจำเดือน และหลังหมดประจำเดือนในช่วงแรก หรือเมื่อมีการตื่นตัวทางเพศ และในเด็กหญิงที่กำลังเข้าวัยเจริญพันธุ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

 

อาการตกขาวที่ผิดปกติ

1 . ตกขาวที่มีกลิ่นแรง กลิ่นไม่เหมือนเดิม มีกลิ่นคาว กลิ่นเหมือนปลาเน่า
2 . สีของตกขาวมีการเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีเขียว สีเทา มีเลือดปน
3 . มีอาการอื่นร่วม เช่น อาการคัน มีไข้ ปวดท้อง ท้องผูก แสบร้อนบริเวณช่องคลอด
4 . มีปริมาณที่เยอะขึ้นจนทำให้กางเกงในเปียก

สีของตกขาวบอกอะไร

1 . สีเขียว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หรือเกิดจากพยาธิบางชนิดที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์
2 . สีขาว ลักษณะเหมือโยเกิร์ตหรือขาวขุ่นเหมือนนมบูดเป็นเม็ดๆ มักจะเกิดจากเชื้อราซึ่งพบได้บ่อย บางคนมีอาการคันร่วมด้วยหรือแสบร้อนบริเวณช่องคลอด โดยเฉพาะเวลามีเพศสัมพันธ์ ฝ่ายชายอาจมีอาการคันด้วย
3 . สีเทา เกิดจากการติดเชื้อแทคทีเรีย ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดธรรมดาสามารถทานยาได้
4 . สีน้ำตาลมีเลือดปน อาจเป็นเนื้องอก หรือมะเร็งปากมดลูก ควรไปพบแพทย์เพื่อการตรวจรักษาอย่างละเอียด

สาเหตุของการเกิดตกขาวที่ผิดปกติ

1 . ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน
2 . มีเนื้องอก เป็นมะเร็ง
3 . มีสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด
4 . ความผิดปกติของฮอร์โมน
5 . ร่างกายอ่อนแอ โลหิตจาง
6 . เกิดการอักเสบของมดลูกหลังการคลอด มีการเคลื่อนของมดลูก
7 . ในผู้หญิงอายุน้อยอาจเกิดจากพยาธิเส้นด้าย ซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายอ่อนแอร่วมกับการไม่รักษาความสะอาด
8 . การนอนดึกจะกระตุ้นให้เป็นตกขาวมากขึ้น

การรักษา

1 . แพทย์จะรักษาอาการตามเชื้อที่ได้รับ
2 . ถ้าติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะสำหรับเชื้อแบคทีเรียชนิดนั้น และควรงดแอลกอฮอล์ระหว่างที่ทานยาปฏิชีวนะ เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา
3 . เชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ติดต่อทางเพศสันมพันธ์ จำเป็นต้องให้ยาคู่นอนด้วย
4 . ถ้าเป็นเชื้อรา แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีทั้งแบบเหน็บและแบบกิน

เมื่อมีตกขาวผิดปกติแล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำการรักษา หากติดเชื้อที่อันตรายจะทำให้มีโอกาสติดเชื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้อุ้งเชิงกรานอักเสบ อาจลามไปที่มดลูกและรังไข่ได้

วิธีใช้ยาเหน็บ

1 . ล้างมือให้สะอาด
2 . แกะยางจากแผง จุ่มน้ำเล็กน้อยเพื่อให้เม็ดยาชื้น เวลาเหน็บจะได้ง่ายขึ้น
3 . นอนหงายและชันเขา แยกขาออกจากกัน
4 . ค่อยๆ ใส่หลอดบรรจุยาเข้าไปในช่องคลอดหรือใช้นิ้วดันยาให้เข้าไป
5 . หากใช้อุปกรณ์ช่วยสอดยา ให้กดด้านหลอดบรรจุยาจนยาเหน็บเข้าไปในช่องคลอด จากนั้นนำหลอดบรรรจุยาออกมาจากช่องคลอด
6 . แนะนำให้ใช้ยาก่อนนอนเพราะจะได้นอนหลับไปเลย

ยาเหน็บหรือยาสอดเข้าช่องคลอดแต่ละชนิด จะมีข้อบ่งใช้และมีส่วนประกอบที่แตกต่างกัน ก่อนใช้ยาควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อน บางคนอาจมีอาการแพ้ยาได้ เช่น มีผื่น หน้าบวม ปากบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หรือเจ็บปาก เจ็บตาได้ ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ให้รีบพบแพทย์ทันที

คำแนะนำในการใช้ยาเหน็บ

ถ้ามีอาการตกขาวผิดปกติ ก่อนไปซื้อยาหรือพบแพทย์ อย่าลืมแจ้งอาการเจ็บป่วยปัจจุบัน โรคประจำตัว และอาการแพ้ยากับคุณหมอหรือเภสัชกรทราบทุกครั้ง เพื่อป้องกันอาการข้างเคียงของการใช้ยา และเพื่อเป็นการเลือกยาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณ

การป้องกัน

1 . ทำร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
2 . นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
3 . งดบุหรี่และแอลกอฮอลล์
4 . หลีกเลี่ยงการใช้แผ่นอนามัยแบบบางทุกวัน เพราะจะทำให้เกิดการอับชื้นและเกิดการสะสมเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราได้
5 . การเช็ดทำความสะอาดช่องคลอด ให้เช็ดจากช่องคลอดไปที่ทวารหนัก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้อุจจาระปนเปื้อนบริเวณช่องคลอด
6 . ไม่สวนล้างช่องคลอดโดยไม่จำเป็น
7 . ไม่ทานยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น
8 . ไม่ใส่กางเกงที่คับแน่นจนเกินไป
9 . ให้ผู้ชายทำความสะอาดอวัยวะเพศก่อนมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง
10. ควรหลีกเลี่ยงอาหารทอดและเผ็ด

ในช่องคลอดจะมีภาวะเป็นกรดอ่อนๆอยู่ ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ แต่ถ้าเรามีภาวะกรดลดลง เช่น ตั้งครรภ์ มีประจำเดือน กินยาฆ่าเชื้ออื่นๆ นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิร่างกายต่ำลง กินยากดภูมิ ก็จะทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้

รู้หรือไม่

– เด็กที่เป็นตกขาว ต้องพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ อาจมีอะไรแปลกปลอมอยู่ในช่องคลอด เช่น ของเล่นชิ้นเล็กๆ หรืออาจเกิดจากการถูกข่มขืน ซึ่งเด็กๆ ไม่ควรมีอาการตกขาว
– การฉีดน้ำสวนล้างช่องคลอดจะทำให้สภาพแวดล้อมในช่องคลอดเกิดการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียดีตายได้ เป็นการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อมากขึ้น
– ผู้หญิงตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไป หรือผู้หญิงที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ แนะนำให้ไปตรวจภายในเป็นประจำทุกปี
– การทำความสะอาดมากเกินไปอาจทำให้ช่องคลอดแห้ง ผิวหนังบาง ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
– อาการตกขาวสามารถพบได้ในเด็กทารกหลังคลอดไม่เกิน 1 สัปดาห์ เนื่องจากการได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนจากมารดา
– ภาวะขาดสารอาหารทำให้มีตกขาวได้

ภาวะตกขาวผิดปกติเป็นปัญหาที่ผู้หญิงทุกคนควรเอาใจใส่ หากพบการตกขาวผิดปกติควรไปพบแพทย์ เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

ตั้งท้องพร้อมกัน

เผยภาพความน่ารัก 2 คุณแม่แก๊งนางฟ้า เจนี่ – แอน ตั้งท้องพร้อมกัน

ตั้งท้องพร้อมกัน

เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ – แอน อลิชา เผยภาพความน่ารักของกิจกรรมคนท้องแก่ อุ้มท้องโตควงแขนช้อป
ปิ้ง มิตรภาพสองเพื่อนซี้ที่ท้องพร้อมกัน

ใกล้คลอดเต็มทีแล้ว สำหรับสาว ๆ จากแก๊งนางฟ้า ที่ตั้งท้องพร้อมกันถึง 3 คน ซึ่งตอนนี้ก็เหลือ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ หรือ เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร ที่ตั้งท้องลูกคนแรก และ แอน อลิชา ที่ตั้งท้องลูกคนที่สอง และกำลังนับถอยหลังรอจะได้เห็นหน้าลูกน้อยในท้องกันแล้ว

ตั้งท้องพร้อมกัน

ล่าสุด 27 พ.ย. 62 สาวแอน ก็ได้ออกมาอัปเดตภาพน่ารัก ๆ ของสองเพื่อนซี้มาให้แฟน ๆ ได้ชมกันด้วย กับภาพกิจกรรมของคนท้องแก่ที่เจ้าตัวควงแขน สาวเจนี่ อุ้มท้องโตไปช้อปปิ้งกันตามประสาสาว ๆ โดย สาวแอน ยังได้เผยด้วยว่า ท้องพร้อมเพื่อนมันก็สนุกตรงนี้ เพราะมีเรื่องราวมากมายให้แบ่งปัน ซึ่งตัวเองในฐานะแม่ลูกหนึ่ง ก็ถือเป็นรุ่นพี่ในการเป็นแม่ พร้อมบอกว่า สาวเจนี่ จะเป็นแม่ที่ดีในแบบของตัวเองแน่นอน

งานนี้ก็มีแฟน ๆ เข้าไปคอมเมนต์กันเพียบว่า เอ็นดูสองคุณแม่ที่น่ารักมาก ๆ ประทับใจกับมิตรภาพของแก๊งนี้จริง ๆ ที่คอยอยู่เคียงข้างกันในทุกช่วงเวลาและเหตุการณ์สำคัญของชีวิตเลย

เยลลี่ ” มะม่วง ” เมนูหวานๆ สายพันธุ์ไทย

หนึ่งในผลไม้ที่ถูกใจทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ แถมราคายังไม่แพง และหาซื้อได้ง่ายสุดๆ คงหนีไม่ “ มะม่วง ” ที่อร่อยได้ทั้งแบบดิบ และสุก แถมแต่ละ สายพันธุ์ไทย ยังมีรสชาติที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

ประโยชน์ของ มะม่วงสุก สายพันธุ์ไทย

มะม่วงสุก จะมีสีเหลือง จึงเต็มไปด้วยวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันสายตามัวมองเห็นไม่ชัดในเวลากลางคืน และยังมีฤทธิ์เป็นยาระบาย มีกากใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายอีกด้วย

สายพันธุ์ไทย

 

ข้อควรระวังในการทานมะม่วง

สำหรับมะม่วงสุก เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงเช่นกัน ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นผลไม้ที่มีพลังงานสูง ยิ่งทานเป็นเมนูข้าวเหนียวมะม่วงยิ่งแล้วใหญ่ สำหรับคนปกติที่ไม่มีโรคประจำตัวอะไร สามารถทานมะม่วงสุกได้ ¾ ผล หลังมื้ออาหาร

ส่วนผสม

1. มะม่วงสุก 1 ลูก
2. น้ำต้มสุก 300 กรัม
3. มะม่วงสุกหั่นเต๋า 1/2 ลูก
4. น้ำมะนาว 1 กรัม
5. แผ่นเจลาติน 4 แผ่น
6. น้ำตาลทราย 30 กรัม

วิธีทำ

1. นำแผ่นเจลาตินแช่ในน้ำเย็น
2. นำมะม่วงปั่นกับน้ำต้มสุก จนได้น้ำมะม่วงเนื้อละเอียดแล้วเทใส่หม้อ ตามด้วยน้ำตาลทราย และเปิดไฟให้ร้อนพอประมาณ
3. ใส่แผ่นเจลาตินที่แช่น้ำจนนิ่มลงไปในหม้อ คนให้ละลายเข้ากัน ปิดไฟยกลงจากเตา
4. ใส่น้ำมะนาวลงในหม้อ (* ควรใส่น้ำมะนาวตอนที่ยกหม้อมะม่วงลงจากเตาแล้ว เพื่อไม่ให้มะนาวขม)
5. เทเยลลี่มะม่วงลงในถ้วยหรือแก้วที่เตรียมไว้ จากนั้นนำมะม่วงสุกหั่นเป็นเต๋าโรยลงไปผสมกับเยลลี่ นำไปเข้าตู้เย็น ประมาณ 15 นาที ก็จะได้ทานเยลลี่มะม่วงเย็นๆ คลายร้อนกันแล้นนน

หมายเหตุ – ถ้าอยากเพิ่มความอร่อยจะแต่งหน้าด้วยวิปครีมและมะม่วงหั่นเต๋าก็ได้นะ