โรคกลัวอ้วน

โรคกลัวอ้วน (Anorexia Nervosa)

โรคกลัวอ้วน (Anorexia Nervosa)

โรคกลัวอ้วน (Anorexia Nervosa)

โรคกลัวอ้วน

เป็นภาวะที่บุคคลปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารเพื่อคงน้ำหนักไว้ในระดับปกติ โดยมีทัศนคติที่ผิดต่อรูปร่าง และน้ำหนักตัวผิดปกติ คนที่เป็นโรคนี้ จะเป็นคนที่กลัวอ้วน กลัวเอามากๆ เห็นน้ำหนักตัวเองเป็นศัตรู ปฏิเสธอาหารอย่างมากจนผ่ายผอม ในสังคมปัจจุบันสนใจน้ำหนักตัว ไม่ต้องการอ้วน ไม่ต้องการหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน คาดว่ามีผู้ป่วยโรคกลัวอ้วนเสียจนผอมเกินไปราวร้อยละ 0.5-1.8 ของประชากร มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นราว 5-10 รายต่อประชากร 1 แสนคน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า ในผู้ป่วยทั้งหมดจะเป็นผู้ชาย ไม่เกินร้อยละ 5-10 อาการของโรคมักเริ่มตอนวัยรุ่น โดยเฉลี่ยจะเริ่มเป็นเมื่ออายุ 17 ปี มีบ้างที่เป็นตอนเรียนมัธยมต้น หรือตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พบมากในประเทศอุตสาหกรรม หรือประเทศที่เจริญแล้ว ประเทศด้อยพัฒนาจะพบน้อยกว่า

สาเหตุ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม ผู้ป่วยมักเป็นวัยรุ่นที่เป็น เด็กดี เด็กตัวอย่าง ของครอบครัว มีบุคลิกภาพที่สมบูรณ์แบบ ย้ำคิดย้ำทำ ขาดทักษะในการใช้ชีวิตในสังคม มีความเป็นตัวของตัวเอง มีปัญหาความขัดแย้งในจิตใจเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง รู้สึกไม่มีค่า มักทำตามความคาดหวังของผู้อื่นเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับเกิดจากการมองภาพตนเองบิดเบือน มองเห็นสัดส่วนร่างกายอ้วนไป ทั้งๆ ที่ไม่ได้อ้วน มักปฏิเสธว่าไม่หิว ไม่ป่วย บอกว่าสบายดี มักแยกแยะความหิวไม่ได้ บางรายพบปัจจัยที่เกี่ยวกับครอบครัว ถูกเลี้ยงดูแบบใกล้ชิด หรือปกป้องมากเกินไป

ปัจจัยทางสังคมที่สำคัญ ได้แก่ ค่านิยมยึดติดอยู่กับความผอมบาง ต้องการสวย เชื่อว่าผู้หญิงผอม คือ แฟชั่น คิดว่าคนอ้วนเป็นคนที่ดูแลตนเองไม่ดี หรือคิดว่าคุณค่าวัยรุ่นขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตาที่น่ารักหรือหุ่นดี การที่วัยรุ่นมีวิกฤติของชีวิต เช่น ความต้องการเป็นตัวของตัวเอง ค่านิยม สัมพันธภาพกับผู้อื่น บางครั้งอาจเกิดความขัดแย้งกับบิดามารดา โดยเฉพาะการมีสัมพันธภาพกับเพื่อนต่างเพศ

ปัจจัยเสี่ยงของโรค การเลี้ยงดูของพ่อแม่ ประวัติคนในครอบครัวเป้นโรคนี้ ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ โรคทางอารมณ์ ซึมเศร้า บุคคลิกภาพผิดปกติ ติดสารเสพติด นักร้อง นักแสดง นางแบบ นักเต้นบัลเลต์ ยิมนาสติก ในผู้ชายพบบ่อยในพวกเกย์และนักวิ่งมาราธอน อาการ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียน หรือนักศึกษาสาวที่ขยันเรียน มีความรับผิดชอบสูง ผลการเรียนดี เป็นคนค่อนข้าง “สมบูรณ์แบบ” บิดามารดามักประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานสูง ผู้ป่วยมักไม่ชอบงานสังคมสังสรรค์นัก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานราว 15% เช่น ควรหนัก 60 กิโลกรัม ก็หนักเพียง 50 กก. หรือควรหนัก 50 กก. ก็เหลือแค่ 42 กก. หรือน้อยกว่าเป็นต้น โรคนี้ถือเป็นความผิดปกติทางจิตใจชนิดหนึ่ง โดยมีความเชื่อผิดเกี่ยวกับน้ำหนักและรูปร่างตัวเอง บางคนยังเชื่อว่า น้ำหนักมากเกินไปทั้งๆ ที่ความจริงอยู่ในขั้นผอมแห้ง บางคนเชื่อว่าอวัยวะบางส่วนของตัวอ้วนไป ความคิดเต็มไปด้วยเรื่องเกี่ยวกับอาหาร น้ำหนักตัว และการควบคุมอาหาร ในที่สุดเมื่อสนใจแต่เรื่องพวกนี้ ก็จะไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น ทำให้การเรียน การทำงาน และมนุษยสัมพันธ์แย่ลง

ผู้ป่วยจะกลัวมากๆ เกี่ยวกับการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น และที่แปลกคือ เมื่อยิ่งผอม น้ำหนักลด กลับยิ่งกลัวมากขึ้นไปอีก ความกลัวน้ำหนักเพิ่มนั้น มากเสียยิ่งกว่ากลัวตายจากการปฏิเสธอาหาร แทนที่จะรู้สึกผ่อนคลายหรือเบาใจ เมื่อน้ำหนักลดลงได้เขากลับกลัวมากขึ้นไปอีก
จะพบอาการไม่มีประจำเดือนได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนี้ สาเหตุเกิดจากความเครียดอย่างรุนแรงจากการอดอาหาร ทำให้ฮอร์โมนของสมองที่ควบคุมการมีประจำเดือนลดลง การอดอาหารยังไปกดการหลั่งของฮอร์โมนเพศ ทำให้ขาดความสนใจทางเพศ การพัฒนาทางเพศจะล่าช้าในผู้ป่วยพวกนี้ สาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น ผู้ป่วยมักแยกตัวจากสังคม เพราะขาดความเชื่อมั่น นับถือตัวเองและกลัวว่าเมื่อเข้าสังคมแล้วจะดำเนินชีวิตอย่างที่ทำอยู่ไม่ได้

ผู้ป่วยมักมีความประพฤติแบบย้ำคิด-ย้ำทำ ร่วมด้วย ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยพิธีรีตอง ส่วนตัวอาจนับเมล็ดข้าวที่รับประทาน คำนวณพลังงานที่ได้จากอาหาร ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วนของร่างกาย ผู้ป่วยโรคนี้จะปฏิเสธความเจ็บป่วยของตัวเองไม่ยอมรับว่าป่วย ทำให้รักษาลำบาก คิดว่าความคิดตนเองถูกต้อง ส่วนคนอื่นต่างหากที่เพี้ยนไป

อาการเตือนของโรค ตั้งใจอดอาหารด้วยตัวเอง และน้ำหนักลดลง กลัวการเพิ่มน้ำหนักตัว หลังรับประทานอาหารหรือชั่งน้ำหนักตัว พบการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ปฏิเสธการรับประทานอาหาร ปฏิเสธความหิว กลัวอ้วนอย่างที่ควบคุมไม่ได้ ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ชั่งน้ำหนักตัวบ่อยเกินปกติ มีขนอ่อนมากขึ้นตามตัวแขนขา หรือใบหน้า ขี้หนาว ประจำเดือนไม่มาหรือไม่สม่ำเสมอ ผมบางลง มีความรู้สึกว่าตัวเองอ้วนทั้งๆ ที่ความเป็นจริงผอมมาก มีความกังวลเรื่องรูปร่างมากเกินปกติ

พฤติกรรมของผู้ป่วยมีได้ 2 แบบ

1. แบบจำกัด (Restricting Type) หมายถึงจะรับประทานอาหารน้อย และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูง พวกนี้มักจะออกกำลังกายมาก และหนัก ในช่วงที่มีอาการ ไม่ได้มีการรับประทานครั้งละมากๆ หรือมีการขับอาหารจากร่างกาย เช่น ทำให้ตนเองอาเจียน หรือใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือยาสวนถ่ายอย่างพร่ำเพรื่อ หรือเป็นประจำ

2. แบบกินมาก/ออกมาก (Binge-Eating/Purging Type) หมายถึงเมื่อรับประทานอาหารแล้วใช้วิธีทำให้ตัวเองอาเจียน ใช้ยาถ่าย ยาขับปัสสาวะ หรือสวนอุจจาระ ในช่วงที่มีอาการ จะมีการรับประทานครั้งละมากๆ หรือมีการขับอาหารจากร่างกาย เช่น ทำให้ตนเองอาเจียน หรือใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือยาสวนถ่าย

เกณฑ์การวินิจฉัยโรค

น้ำหนักตัวต่ำกว่าร้อยละ 85 ของน้ำหนักตัวปกติตามอายุและส่วนสูง กลัวอ้วนอย่างมาก กลัวการที่น้ำหนักขึ้น แม้ว่าตนเองจะมีน้ำหนักตัวน้อย การรับรู้น้ำหนักตัว หรือรูปร่างของตนผิดปกติ พบปัญหาในการประเมินตนเองขึ้นอยู่กับเรื่องน้ำ หนักตัวหรือรูปร่างอย่างมาก หรือปฏิเสธปัญหาน้ำหนักตัวที่ต่ำอยู่ในขณะนั้น ภาวะขาดประจำเดือนในหญิงที่เริ่มมีประจำเดือนแล้ว ไม่มีประจำเดือนติดต่อกัน 3 รอบ

โรคแทรกซ้อนส่วนใหญ่เกิดจากผลของการอดอาหาร เป็นความพยายามของร่างกายที่จะอนุรักษ์พลังงานไว้ใช้ในภาวะที่ขาดแคลน ผู้ป่วยที่ใช้วิธีอาเจียน ถ่ายท้อง หรือขับปัสสาวะจะสูญเสียธาตุโปตัสเซียม เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะและกล้ามเนื้อเกร็งได้ โรคแทรกทางหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคนี้ อาจหัวใจเต้นช้าแค่ 40 ครั้งต่อนาที อาเจียนบ่อยๆ ทำให้เคลือบฟันสึกกร่อน และต่อมน้ำลายบวมคล้ายเป็นคางทูม กล้ามเนื้อกระเพาะและลำไส้จะลีบและอ่อนลงจาการที่ใช้งานน้อย ทำให้อาหารคงอยู่ในและท้องผูก ผิวหนังจะแห้ง ผมบนศีรษะบางลง มีขนอ่อนตามลำตัวและแขนขามากขึ้น อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง กระดูกบางลง กระดูกหักง่าย ไตทำงานผิดปกติ อาจเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง เม็ดโลหิตและเกร็ดเลือดลดน้อยลง

การดูแลและวิธีแก้ไข เสริมให้วัยรุ่นมีความเชื่อมั่นในตนเอง เสริมพลังอำนาจในตนเองให้รู้สึกว่าสามารถควบคุมเหตุการณ์ต่างๆ ได้ เรียนรู้ที่จะเคารพตนเอง เชื่อว่าตนเองเป็นอิสระ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ครอบครัวหรือ สังคมเท่านั้น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่
ส่งเสริมทักษะในการใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่น…

เด็กทารกสำลักนม

เด็กทารกสำลักนม ช่วยไม่ทัน อันตรายถึงชีวิต

เด็กทารกสำลักนม ช่วยไม่ทัน อันตรายถึงชีวิต

เด็กทารกสำลักนม ช่วยไม่ทัน อันตรายถึงชีวิต

 

เด็กทารกสำลักนม

อาการสำลักนมในเด็กทารก เกิดจากน้ำนมที่ไหลเข้าปากเด็กเร็วเกินไปจนเกิดการกลืนไม่ทันจึงสำลัก ซึ่งการดื่มนมจากขวดจะมีโอกาสสำลักมากกว่านมจากเต้า

เด็กทารกสำลักนม

ผศ.นพ. วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโลหิตวิทยา และมะเร็งในเด็ก กล่าวว่า การป้องกันไม่ให้เด็กสำลัก คือต้องกินนมด้วยท่าทางที่ถูกต้อง เวลากินนมขวดจะต้องหนุนบริเวณส่วนบนของร่างกายให้สูงขึ้นเล็กน้อย และขวดนมควรตั้งฉากกับหน้าเด็ก ซึ่งเวลากินนมต้องมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเสมอ ถ้าเด็กมีอาการไอหรือขย้อน ก็ต้องหยุดแล้วเช็คก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ถ้าจะสังเกตว่าเด็กมีอาการสำลักหรือไม่ ก็คือจะเหมือนผู้ใหญ่สำลักอาหารครับ จะมีความทุกข์ทรมาน อาจมีอาหารแน่นิ่งไป ไม่หายใจ ร้องไม่มีเสียง หรือปากคนจะเขียวที่รอบปากและปลายมือได้ หรือบางคนอาจหมดสติและเสียชีวิตได้…

พบบ่วงแร้วดักสัตว์

จนท. พบบ่วงแร้วดักสัตว์ ระหว่างลาดตระเวน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ -บางคราม จ.กระบี่

จนท. พบบ่วงแร้วดักสัตว์ ระหว่างลาดตระเวน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ -บางคราม จ.กระบี่

จนท. พบบ่วงแร้วดักสัตว์ ระหว่างลาดตระเวน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ -บางคราม จ.กระบี่

พบบ่วงแร้วดักสัตว์

“เริ่มพบภัยคุกคามในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ -บางคราม จ.กระบี่ หลัง จนท. พบบ่วงแร้วดักสัตว์ระหว่างลาดตระเวน

พบบ่วงแร้วดักสัตว์

(5ต.ค.62) เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ -บางคราม จ.กระบี่ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ออกตรวจลาดตระเวนเชิงคุณภาพ บริเวนป่าแผ่นดินเสมอ ม.2 ต.คลองท่อมเหนือ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ รวมระยะทางการเดินลาดตระเวน 5.57กม. ตามเส้นทางลาดตระเวนพบภัยคุกคาม อุปกรณ์การดักสัตว์บ่วงเเร้วขนาดใหญ่จำนวน 3 บ่วง เจ้าหน้าที่ได้รื้อถอนทำลายแล้ว

พบบ่วงแร้วดักสัตว์

บ่วงแร้วเป็นภัยเงียบสำหรับสัตว์ป่าและเจ้าหน้าที่ หากไม่เดินสำรวจก็จะไม่พบ แต่เมื่อพบแล้วการเอาผิดทางกฎหมายก็ทำได้ยาก เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าใครเป็นคนวางบ่วงแร้ว

ที่มา :เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ -บางคราม จ.กระบี่…

งานวิจัยต่างประเทศ

งานวิจัยต่างประเทศ พบฝุ่น PM 2.5 มีผลต่อภาวะอ้วนและโรคเบาหวาน

งานวิจัยต่างประเทศ พบฝุ่น PM 2.5 มีผลต่อภาวะอ้วนและโรคเบาหวาน

งานวิจัยต่างประเทศ พบฝุ่น PM 2.5
มีผลต่อภาวะอ้วนและโรคเบาหวาน

งานวิจัยต่างประเทศ

ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (Uddc) ได้รวบรวมข้อมูลงานวิจัย
จากสำนักข่าวต่างประเทศ ถึงปัญหามลพิษ ฝุ่น PM 2.5 “
แค่หายใจก็อ้วนแล้ว เมืองจมฝุ่น PM 2.5 ทำคนเสี่ยงโรคอ้วน-เบาหวาน” โดยระบุว่า ฝุ่น PM 2.5 มีผลต่อร่างกายในเรื่องของความอ้วน และ โรคเบาหวาน เนื่องจากอนุภาคของ PM 2.5 ที่เล็กมากๆ ได้เข้าไปรบกวนระบบการทำงานในร่างกาย คือไปทำลายระบบเผาผลาญ และยังพบการทดลองในสัตว์พบว่า PM 2.5 มีผลต่อความอยากอาหาร 
รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ว่าข้อมูลวิจัยชุดนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นจริงหรือไม่ รศ.นพ.นิธิพัฒน์ ระบุว่า เคยมีการศึกษาเรื่องของ ฝุ่น PM 2.5 กับประชากร ที่ไต้หวัน นานกว่า 10 ปี ก็พบว่า มีการเพิ่มของประชากรที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 คือเบาหวานชนิดที่เป็นกันในผู้ใหญ่ สัมพันธ์กับในพื้นที่ ที่มี PM 2.5 สูง ก็จะมีคนไข้ที่เป็นเบาหวาน เยอะกว่าอีกพื้นที่หนึ่งที่มีปริมาณฝุ่นน้อยกว่า แต่ในส่วนกับโรคอ้วนนั้นยังไม่มีข้อมูลแสดงให้เห็น
โดยอธิบายว่า ขนาดของฝุ่นที่เล็กมากจะเข้าสู่เส้นเลือดฝอย เข้าไปรบกวนระบบการทำงานของร่างกาย จะมีฤทธิ์ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดเล็กๆ และสามารถทำให้การทำงานของหลอดเลือดผิดปกติ ในส่วนของการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ก็เชื่อว่า อาจจะเป็นเส้นเลือดเล็กๆ ในช่องท้องของเรา ที่ส่งเลือดไปเลี้ยงตับอ่อน ก็จะทำให้มีการทำลายเซลล์ตับอ่อน ที่มีหน้าที่สร้างอินซูลิน มันก็จะมีผลต่อการเกิดโรคเบาหวาน หรือ ส่วนหนึ่งอาจจะไปมีผลต่อการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ เนื้อเยื่อไขมันที่จะทำให้การตอบสนองต่ออินซูลินผิดปกติ

 …

ลองทำได้เอง

วิธีลดกลิ่นเท้าง่ายๆ ลองทำได้เอง

วิธีลดกลิ่นเท้าง่ายๆ ลองทำได้เอง

ลองทำได้เอง

วิธีลดกลิ่นเท้าง่ายๆ ลองทำได้เอง

วันนี้เราจะมาพูดกันเรื่องปัญหากลิ่นเท้าซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่สาวๆ จะต้องใส่ใจ เพราะเสน่ห์ของผู้หญิงทุกคนหากจะให้เป๊ะจริงๆ จะต้องเป๊ะตั้งเเต่หัวจรดเท้า หากเพื่อนๆ เเต่งตัวมาซะสวย เสื้อผ้าหน้าผมเป๊ะตั้งเเต่หัวจรดเท้าเเต่ดันมาพลาดที่กลิ่นเท้าเหม็นก็คงทำให้เพื่อนๆ สูญเสียความมั่นใจไปมากเลยใช่มั้ยล่ะจ๊ะ เพราะว่าเท้าเรามันอยู่ในที่ต่ำ ต้องอยู่ในรองเท้าซึ่งทั้งร้อนเเละอับตลอดทั้งวัน บาคาร่า

ยิ่งสาวๆ คนไหนที่เหงื่อออกง่ายย่อมมีความเสี่ยงที่จะมีกลิ่นเท้าเเรง เพราะมีการหมักหมมเเละสะสมตัวของเเบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นได้ง่ายเป็นพิเศษ กลิ่นเท้าของพวกเธอจึงมักเหม็นได้ง่าย เเล้วเราจมีวิธีการรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างไร วันนี้เราได้รวบรวมเคล็ดลับ 7 ข้อมาเเนะนำให้เพื่อนๆ ลองทำกันดูจ้า

1. ล้างเท้าด้วยความใส่ใจทุกวัน
เเม้ว่าเท้าของเราจะเป็นอวัยวะที่อยู่ในส่วนต่ำที่สุดของร่างกาย จนทำให้สาวๆ หลายคนละเลยที่จะใส่ใจมันเป็นพิเศษ ไม่เหมือนกับใบหน้าเเละผิวกาย การที่เราทำเช่นนั้นย่อมไม่ถูกต้องอย่างเเน่นอน เพราะผิวหนังทุกส่วนของร่างกายเราควรได้รับการเอาใจใส่ทำในการทำความสะอาดอย่างเท่าเทียมกัน ในเเต่ละวันหลังเลิกงานหรือก่อนเข้านอนเพื่อนๆ ควรล้างเท้าด้วยความใส่ใจด้วยครีมอาบน้ำ หรือสบู่เหลวฆ่าเชื้อโดยเฉพาะบริเวณง่ามนิ้ว ตาตุ่ม เเละส้นเท้า เพื่อป้องกันการสะสมตัวของเเบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่น เเล้วหลังจากนั้นก็เช็คให้เเห้งเเล้วตามด้วยการทาโลชั่นบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นเเก่ผิวด้วยจ้าา โดยที่เราควรทำเเบบนี้ทุกวัน หากทำได้รับรองว่าเท้าคุณจะไม่มีกลิ่นเหม็นติดเท้า

2. ใช้หินขัดเท้า
สำหรับสาวๆ ที่ส้นเท้าเริ่มเเตกด้าน การล้างทำความสะอาดเเบบทั่วไปอาจไม่เพียงพอเเล้วล่ะจ้าา เพราะตามรอยเเตกรอยด้านต่างๆ นั้นเชื้อโรค เชื้อรา เเละเเบคทีเรียมันชอบเข้าไปซ่อนเเละคอยขยายอาณาจักรของมันอยู่ หากไม่ทำอะไรสักอย่างเเล้ว นอกจากจะเกิดกลิ่นเหม็นเเล้วเพื่อนๆ จะคันเท้าไม่เป็นอันกินอันนอนด้วย เเต่เรามีทางเเก้มาบอกคือเเนะนำให้เพื่อนๆ ขัดหรือสครับเท้าด้วยหินพัมมิส (Pumice Stone) โดยใช้ขัดนวดเป็นวงกลมให้ทั่วเท้า โดยเฉพาะบริเวณที่เเตกด้านอย่างส้นเท้า เมื่อขัดเสร็จให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่นเเล้วตามด้วยน้ำเย็น จากนั้นเช็ดเท้าให้เเห้งเเล้วตามด้วยการทาโลชั่นบำรุง เราอยากเเนะนำให้เพื่อนๆ ขัดเท้าด้วยหินเเบบนี้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง รับรองได้ว่าจะสามารถช่วยลดปัญหากลิ่นเท้าได้ดีมากๆ เลย

3. ใช้ตัวช่วยที่เป็นสมุนไพร
สมุนไพรไทยหลายตัวมีสรรพคุณช่วยในการรักษากลิ่นเท้าที่รุนเเรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น น้ำมันสะระเเหน่ น้ำมันยูคาลิปตัสผสมเกลือทะเล หรือทีทรีออยล์ (Tea Tree Oil) เเต่หากเพื่อนๆ ไม่สะดวกที่จะหาสมุนไพรมาใช้กับเท้าก็สามารถเลือกซื้อโปรดักส์ที่ทำจากสมุนไพร เช่น สบู่มาดามเฮง สบู่อิงอร สบู่เบนเนท หรือ สบู่เดทตอล มาใช้ได้ เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีสรรพคุณในการจัดการกับเชื้อเเบคทีเรียได้เป็นอย่างดีเเละมีความอ่อนโยนมากจ้าา #4. ตัดเล็บเท้าให้สั้นไว้เสมอ

สาวๆ ควรตัดเล็บเท้าให้สั้นอยู่ตลอดเวลา เพราะเล็บเท้าที่ยาวจะเป็นเเหล่งซ่อนเเละสะสมตัวของเชื้อโรค เชื้อรา เเละเเบคทีเรีย ได้เป็นอย่างดีในเท้าของเรา นอกจากนี้ยังจะช่วยป้องกันการเกิดเล็บขบได้อีกด้วย เพื่อนๆ จึงควรใส่ใจตัดเล็บอย่างพิถีพิถัน เพราะเมื่อคุณมีเล็บเท้าที่สั้นก็จะช่วยให้เราทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดกลิ่นเท้าเหม็นรุนเเรงได้

5. ซักรองเท้าเเละถุงเท้าด้วย
สำหรับรองเท้าที่สาวๆ สวมใส่เป็นประจำควรนำออกมาซักทำความสะอาดบ้าง ส่วนถุงเท้าควรใช้ครั้งเดียวเเล้วซัก ไม่ควรใส่ซ้ำ โดยเฉพาะรองเท้าผ้าใบที่เราใช้ใส่เดินเล่นหรือเล่นกีฬาซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกควรต้องหมั่นเอามาซักกันบ้างนะจ๊ะ เพื่อจัดการกับเชื้อโรคเเละคราบเหงื่อไคลที่สะสมตัวอยู่ในรองเท้า โดยระหว่างที่ซักก็อย่าลืมใส่น้ำยาฆ่าเชื้ออย่าง เดทตอล ลงไปด้วย เเละเมื่อซักเสร็จเเล้วขั้นตอนการทำให้เเห้งก็มีความสำคัญ เพื่อนๆ ควรนำรองเท้าเเละถุงเท้าที่ซักตากจนเเห้งสนิทเเล้วมาใส่ อย่าใส่ตอนที่มันยังเเห้งไม่สนิท หรือยังเปียกหมาดๆ อยู่ เพราะนั่นเเหล่ะจะเป็นสาเหตุทำให้เท้าของเพื่อนๆ มีกลิ่นเหม็นเน่ามาก

6. เปลี่ยนเเผ่นรองพื้นรองเท้าบ่อยๆ
หากเพื่อนๆ ไม่มีเวลาซักรองเท้าบ่อย อาจจะซักได้เเค่เดือนละครั้งก็ไม่เป็นไรจ้า เเต่ระหว่างนั้นเราก็มีวิธีที่สามารถชะลอหรือบรรเทาการเกิดกลิ่นเท้าได้หลายวิธี เช่น การเปลี่ยนเเผ่นรองพื้นรองเท้าอันใหม่ก็เป็นหนึ่งในวิธีนั้นที่คุณจะได้สามารถสลับสับเปลี่ยนเเผ่นรองพื้นรองเท้าได้บ่อยๆ โดยที่ไม่ต้องซักรองเท้าบ่อยก็ได้ ซึ่งจะช่วยลดปัญหากลิ่นเท้าเหม็นได้ดีเลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเเผ่นรองพื้นรองเท้านี่เเหละที่เป็นส่วนสำคัญที่สะสมเเบคทีเรียในรองเท้าที่ทำให้เกิดกลิ่น

7. ใช้สเปรย์ระงับกลิ่นเท้า
มาถึงข้อสุดท้ายที่ถือเป็นทีเด็ดเลยสำหรับการจัดการกับกลิ่นเท้าของสาวๆ ได้อย่างอยู่หมัด คือการเลือกใช้ตัวช่วยชั้นยอดอย่างสเปรย์ระงับกลิ่นเท้าชนิดที่เป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่น (deodorant) เเละต้านการขับเหงื่อ (antipersipirant) เเบบไร้น้ำหอมเจือปนที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาเเละห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะช่วยระงับกลิ่นเเละต้านการขับเหงื่อที่เท้าได้ดี จึงเป็นที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน วิธีการใช้งานก็เเสนง่ายคือฉีดพ่นให้ทั่วเท้าเเละฝ่าเท้าก่อนใส่ถุงเท้าทุกครั้ง สารเคมีในน้ำยาจะเข้าไปช่วยยับยั้งเชื้อเเบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นเท้าได้ดีระดับหนึ่งเลยล่ะ

เเละนี่ก็คือเคล็ดลับ 7 ข้อสำหรับใช้ต่อสู้กับปัญหากลิ่นเท้าทุกกรณี ไม่ว่ากลิ่นเท้าของสาวๆ จะรุนเเรงเเค่ไหน หากทำได้อย่างครบถ้วนตามที่เราได้เเนะนำไปก็รับรองได้เลยว่าเอาอยู่ เเล้วคุณจะมั่นใจไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องเท้าเหม็นอีกต่อไป ไม่เชื่อก็ลองทำตามกันดูจ้า

เป็นอย่างไรกันบ้าง หลังจากที่ได้อ่านจบไป เพื่อนๆ คิดว่าสามารถทำตามคำเเนะนำเหล่านี้ได้หรือไม่?…

พื้นที่พักผ่อนด้วย

พื้นที่พักผ่อนด้วย ซุ้มไม้ไผ่ สร้างพื้นที่สีเขียว ด้วยวัสดุที่คุ้นตา

พื้นที่พักผ่อนด้วย ซุ้มไม้ไผ่ สร้างพื้นที่สีเขียว ด้วยวัสดุที่คุ้นตา

พบเจอแบบบ้านตัวอย่าง ไอเดีย DIY ของใช้ภายในบ้าน รวมทั้งไอเดียการจัดสวน บริบทของบ้าน ครั้งนี้ มากับแบบ ซุ้มไม้ไผ่ สวยงาม และเข้ากับรสนิยมของคนไทย และเป็นวัสุดที่หาได้ง่ายตามบ้านเรา บาคาร่า

สร้างเป็นซุ้มไม้ ด้วยการตอกตะปู ทำโครงสร้าง เหล็กมารับ หรือใช้เชือกมัด เลือกทำเลไว้ตามในสวน รวมทั้งตามทางเดินรอบบ้าน อัดแน่นด้วยพรรณไม้ รวมทั้งไม้เลื้อยสวยงาม เพื่อนๆลองเลื่อนชมภาพไอเดียกันต่อได้ที่ด้านล่างเลยครับ ไอเดียดีๆแบบนี้ บอกได้เลย ว่าไม่มีหวง

 

พื้นที่พักผ่อนด้วย

ปลาร้ามีหนอน

ปลาร้ามีหนอน อันตราย เกิดจากแมลงวันไปวางไข่ อาจอร่อยแต่ไม่ควรกิน

ปลาร้ามีหนอน อันตราย เกิดจากแมลงวันไปวางไข่ อาจอร่อยแต่ไม่ควรกิน

ปลาร้ามีหนอน อันตราย เกิดจากแมลงวันไปวางไข่

เฟซบุ๊ก Drama-addict แจงกระแส ข่าวเด็กกินส้มตำตาย บางคนป้องปลาร้ามีหนอน บอกปลอดภัย อร่อย พบเป็นหนอนแมลงวัน ไม่สะอาด เสี่ยงต่อระบบทางเดินอาหาร บาคาร่า

จากกรณีที่ น้องฝน วัย 16 ปี นักเรียนชั้น ม.4 เสียชีวิตปริศนา หลังจากกินส้มตำ โดยพบว่ามีอาการท้องเสีย ก่อนจะเสียชีวิตกะทันหัน แพทย์ระบุถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่า เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร ซึ่งจากการสอบถามแม่ค้า พบใช้ปลาร้าแบบที่มีหนอน ปลาร้าแท้ ไม่ได้ผ่านการต้ม ยืนยันว่าปลาร้าที่มีหนอนเป็นปลาร้าอร่อยนั้น

เปิดใจร้านส้มตำ กินแล้วตาย รับในปลาร้ามีหนอนไต่ ไม่ได้ต้ม ยิ่งมีหนอนยิ่งอร่อย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เฟซบุ๊ก Drama-addict ได้กล่าวถึงกรณีที่โลกออนไลน์บางส่วนยืนยันว่า ปลาร้ามีหนอนนั้นปลอดภัย ส่วนที่หนอนไม่ขึ้นคือผิดปกติ โดยมองว่าแนวคิดดังกล่าวนั้นดูไม่สมเหตุสมผล

ทั้งนี้ปลาร้า ทำจากการหมักดอง หากทำสะอาด ถูกวิธี จะไม่มีหนอนขึ้น แม้ปลาจะมีตัวอ่อนพยาธิหนอนก็จะตายทั้งหมด ส่วนปลาร้าที่มีหนอน พบว่าเป็นหนอนแมลงวัน ไม่ใช่หนอนที่มาจากการหมัก ดังนั้น หนอนที่เห็นมาจากแมลงวันไปวางไข่ อาจจะอร่อยจริง แต่ไม่สะอาด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการและที่ปรึกษากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เคยกล่าวว่า ปลาร้าที่ถูกมาตรฐานและเป็นไปตามความสุขลักษณะ ต้องไม่มีหนอน เพราะการพบหนอนในอาหารทุกชนิด รวมทั้งปลาร้า แสดงว่า ปล่อยให้แมลงวันไปวางไข่ หมายถึงไม่สะอาด ผิดหลักมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารหรือ มกอช. และเสี่ยงต่อสุขภาพ ต่อระบบทางเดินอาหารได้

ขอขอบคุณภาพจาก : อมรินทร์ ทีวี
ขอขอบข้อมูลจาก : เฟซบุ๊ก Drama-addict…

เรียกคืนยารักษา

เรียกคืนยารักษา ‘โรคกระเพาะ’ หลังพบสารปนเปื้อนก่อมะเร็ง

เรียกคืนยารักษา ‘โรคกระเพาะ’ หลังพบสารปนเปื้อนก่อมะเร็ง

เรียกคืนยารักษา ‘โรคกระเพาะ’ หลังพบสารปนเปื้อนก่อมะเร็ง

เรียกคืนยารักษา
คณะกรรมการอาหารและยา เรียกคืนยา Ranitidine ยารักษา

โรคแผลในกระเพาะอาหารและในลำไส้เล็กส่วนต้น หลังพบสาร

ปนเปื้อนที่อาจก่อมะเร็ง ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์

วอนบุคลากรทางการแพทย์และผู้บริโภคอย่าตื่นตระหนก เพราะ

ปริมาณที่พบสารอยู่ในระดับต่ำและมีความเสี่ยงต่ำในการก่อมะเร็ง

บาคาร่า

วันที่ 28 ก.ย.2562 นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา

เปิดเผยว่า

ตามที่องค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศตรวจพบสารปนเปื้อน

N-Nitrosodimethylamine (NDMA) ในผลิตภัณฑ์ยาชื่อสามัญ Ranitidine ที่จำหน่ายใน

สหรัฐอเมริกา รวมถึงยาชื่อการค้า Zantac ซึ่งเป็นยาต้นแบบ โดยระบุว่าปริมาณที่ตรวจพบ NDMA

นั้นพบในปริมาณสูงกว่าค่าเกณฑ์การยอมรับในอาหารทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และสหรัฐอเมริกา

อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ภายหลังทางสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้ประกาศเรียกเก็บยา

Ranitidine 8 ชื่อการค้า ได้แก่ Aciloc, Apo-Ranitidine, Hyzan, Neoceptin R-150, Vesyca,

Xanidine, Zantac และ Zynol โดยระบุชัดเจนว่าการเรียกคืนยาในครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการเฝ้าระวัง

โดยให้มีการเรียกคืนเฉพาะในโรงพยาบาลและร้านขายยาเท่านั้น ส่วนของผู้ป่วยที่ได้รับยาไปนั้นยัง

สามารถใช้ยาดังกล่าวต่อไปได้ เนื่องจากยา Ranitidine เป็นยาที่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาแผลใน

กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นอักเสบ ซึ่งมีระยะเวลาในการรับประทานไม่ยาวนานต่อเนื่อง

จึงไม่มีความเสี่ยงในการบริโภค

ทั้งนี้ N-Nitrosodimethylamine (NDMA) เป็นสารในกลุ่ม Nitrosamines ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ตามการจัดระดับของ International Agency for Research on Cancer (IARC) และเป็นสารที่สามารถพบได้ในสิ่งแวดล้อม ทั้งในดินและแหล่งน้ำ รวมถึงน้ำดื่มและอาหารทั่วไป ทั้งนี้การปนเปื้อน NDMA ในยา Ranitidine อาจมีสาเหตุแตกต่างจากการปนเปื้อนในยากลุ่ม Angiotensin II Receptor Blockers (ARBs) โดยหน่วยงานในต่างประเทศอยู่ระหว่างการศึกษาและสืบสวนหาสาเหตุที่ชัดเจนของการปนเปื้อนดังกล่าว

เรียกคืนยารักษา
นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหาร และยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนตำรับยา Ranitidine จำนวนทั้งหมด 34 ทะเบียน แบ่งเป็นยาที่ผลิตในประเทศจำนวน 23 ทะเบียน และยานำเข้าจากต่างประเทศจำนวน 11 ทะเบียน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เฝ้าระวังและติดตามข่าวการตรวจวิเคราะห์ยา Ranitidine ทั้งในสหรัฐอเมริกา และข่าวการเรียกคืนยาในสิงคโปร์ พบว่ามีผลิตภัณฑ์ยาที่มีชื่อการค้าเดียวกันกับที่ถูกเรียกคืนในประเทศสิงคโปร์ คือ ชื่อการค้า Xanidine เลขทะเบียน 1A 67/33 ผลิตโดยบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด ซึ่งใช้วัตถุดิบที่ผลิตจาก SMS Lifesciences India Ltd. สาธารณรัฐอินเดีย และ ชื่อการค้า Aciloc 150 เลขทะเบียน 1C 90/39 และ Aciloc 300 เลขทะเบียน 1A 91/39 นำเข้าโดยบริษัท ฟาร์มาแลนด์ (1982) จำกัด จากผู้ผลิตยาสำเร็จรูป คือ Cadila Pharmaceuticals Limited สาธารณรัฐอินเดีย และผู้ผลิตวัตถุดิบ คือ Saraca Laboratories Ltd. สาธารณรัฐอินเดีย

อย. จึงได้ประสานการดำเนินงานร่วมกับผู้รับอนุญาตทั้ง 2 ราย เรียกเก็บยาคืนโดยบริษัทยินดีรับเปลี่ยนยาสำเร็จรูปรุ่นการผลิตที่พบว่ามีการใช้วัตถุดิบรุ่นเดียวกับยาสำเร็จรูปที่พบการปนเปื้อนในประเทศสิงคโปร์ และทาง อย. ได้ดำเนินการแจ้งเตือนภัยเร่งด่วนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้รับทราบ นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลยาของ บริษัท สยามฟาร์มาซูติคอล จำกัด ชื่อการค้า ZANTIDON ทาง อย. จึงประสานกับบริษัทฯ ในการเรียกคืนยาดังกล่าวโดยสมัครใจ ทั้งรูปแบบเม็ด และฉีด เลขทะเบียน 1A 1033/40, 1A 324/33 และ 1A 6/30

สำหรับผู้รับอนุญาตรายอื่นถึงแม้จะยังไม่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการเรียกเก็บยาคืนในต่างประเทศ แต่ อย.ยังคงเร่งตรวจสอบหาสาเหตุการปนเปื้อน NDMA ในยา Ranitidine หากพบสาเหตุที่แท้จริงจะดำเนินการตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ในระหว่างรอผลการสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการปนเปื้อน อย. จะดำเนินการเก็บตัวอย่างวัตถุดิบ และยาสำเร็จรูปจากทุกแหล่ง ส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หากพบมีการปนเปื้อนจะดำเนินการให้เรียกเก็บยาคืนและระงับการจำหน่าย และหากผลการสืบสวนหาสาเหตุมีความคืบหน้าประการใด อย. จะเร่งดำเนินการกำหนดมาตรการและแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบต่อไป…

อาหารห้ามกินเด็ดขาด

อาหารห้ามกินเด็ดขาด สำหรับผู้ทานเจ ในเทศกาลกินเจนี้

อาหารห้ามกินเด็ดขาด สำหรับผู้ทานเจ ในเทศกาลกินเจนี้

อาหารห้ามกินเด็ดขาด สำหรับผู้ทานเจ

อาหารห้ามกินเด็ดขาด
อาหารเจ มีประโยชน์หลากหลายประการทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจ

บาคาร่า

 

ทั้งนี้ ประโยชน์จากถั่วนั้นมีโปรตีนสูงไม่แพ้เนื้อสัตว์ รวมถึงการทานผักนั้นย่อมได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย นอกจากนี้คุณค่าทางใจจากการละเว้นเนื้อสัตว์ก็เป็นสิ่งที่ดี การทานเจจึงเป็นที่นิยมเป็นประจำทุกปีมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีอาหารมากมายที่รสชาติอร่อยได้ไม่แพ้เนื้อสัตว์เลย อีกทั้งยังหาซื้อง่ายอีกด้วย มีหลายๆคนยังเข้าใจผิดอยู่ว่า การทานเจ กับ การทานมังสวิรัติ คือสิ่งเดียวกัน ซึ่งอันที่จริง การทานมังสวิรัตินั้นคือการละเว้นการทานเนื้อสัตว์ แต่การทานเจมีข้อห้ามและกฏปฏิบัติในการทานที่มากกว่านั้น ซึ่งได้แก่ ละเว้นการทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด ละเว้นการรับประทานนม และผลิตภัณฑ์ที่มาจากนม เช่น เนย ชีส โยเกิร์ต ละเว้นการรับประทานไข่ และผลิตภัณ์จากสัตว์ชนิดอื่น เช่น น้ำผึ้ง ละเว้นการรับประทานผักที่มีกลิ่นแรง ได้แก่ กระเทียม หัวหอม ต้นหอม ผักชี กุยช่าย ละเว้นการรับประทานสิ่งมึนเมา

อาหารห้ามกินเด็ดขาด

การทานเจนั้นก็มีหลักการทานให้สุขภาพดีเช่นกัน ณ ปัจจุบันพบว่า ทานเจอาจทำให้คุณอ้วนได้ เพราะของทอดจากน้ำมันซึ่งให้พลังงานแคลอรี่สูงมาก ทั้งนี้หากทำตามข้อปฏิบัติทั้ง 4 นี้ รับรองว่าเจนี้น้ำหนักไม่ขึ้นเเน่นอนเน้นทานผัก-ผลไม้ที่น้ำตาลน้อย เช่น แอปเปิ้ลหรือฝรั่ง
หลีกเลี่ยงอาหารเจที่มีรสชาติเค็มจัดหรือหวานจัด ควบคุมปริมาณการทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตให้น้อย เน้นทานโปรตีนให้มากเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ

อาหารห้ามกินเด็ดขาด

สูตรหน้าใสด้วยขมิ้นชัน

สูตรหน้าใสด้วยขมิ้นชัน สมุนไพรที่ไม่ตกยุค

สูตรหน้าใสด้วยขมิ้นชัน สมุนไพรที่ไม่ตกยุค

สูตรหน้าใสด้วยขมิ้นชัน

สูตรหน้าใสด้วยขมิ้นชัน

ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่ให้ประโยชน์ด้านความงามและดูแลผิวพรรณมาตั้งแต่อดีต เพราะในสมุนไพรชนิดนี้สามารถใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ ต้านการอักเสบ อีกทั้งยังช่วยให้ผิวแข็งแรง ลดรอยสิว จุดด่างดำ และช่วยทำให้ผิวเปล่งประกายมีสุขภาพดี วันนี้เราจึงมีสูตรหน้าใสที่ทำได้ง่ายๆ จากขมิ้นชัน มาเสิร์ฟให้สาวๆ ทุกคนที่สนใจได้ลองนำไปปรับใช้กันดูค่ะ บาคาร่า

สูตรหน้าใสด้วยขมิ้นชัน

1.ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดปัญหาผิวแห้ง
สูตรหน้าใสสูตรนี้สามารถทำได้ด้วยการใช้ขมิ้นชัน 1/2 ช้อนชา นมสด 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำกุหลาบ 1-2 หยด ผสมเข้าด้วยกัน พอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้นและเพิ่มความนุ่มนวลมากขึ้น

2.ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
สำหรับคนที่มีปัญหาสีผิวกระดำกระด่างไม่สม่ำเสมอกัน เพียงใช้ขมิ้น 1 ช้อนชา น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น สูตรนี้จะช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลดปัญหารอยดำต่างๆ อย่างได้ผล

3.รักษาสิว
ผงขมิ้นชันมีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นต้นตอของการเกิดสิว โดยจะทำการกำจัดน้ำมันส่วนเกินและทำลายเชื้อโรคต่างๆ เพียงผสมผงขมิ้นเข้ากับน้ำมันมะพร้าวแล้วทาบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ก็จะช่วยให้สิวยุบลงและหายไปได้อย่างรวดเร็ว

4.ทำให้ผิวขาวและเนียนนุ่ม
การใช้ขมิ้นจะช่วยให้ผิวที่คล้ำดูจางลง แถมยังช่วยเพิ่มความขาวใสให้ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ โดยการนำเอาผงขมิ้น 1 ช้อนชา ผสมในน้ำมะเขือเทศเข้มข้น 1 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยโยเกิร์ต 1 อีกช้อนโต๊ะ แล้วทาลงบนผิวให้ทั่ว จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น จะสัมผัสได้ถึงความนุ่มและเนียนใสเหมือนผิวเด็กได้ตั้งแต่ครั้งแรกเลยทีเดียว

5.ลบรอยหมองคล้ำ ให้ผิวดูกระจ่างใส
ผงขมิ้นเป็นสูตรหน้าใสตามธรรมชาติที่จะช่วยลดรอยหมองคล้ำได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ผสมผงขมิ้น โยเกิร์ต และน้ำผึ้ง ในปริมาณที่เท่ากัน แล้วทาให้ทั่วใบหน้า เว้นรอบดวงตาเอาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีแล้วล้างออก ทำติดต่อกันอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง รับรองได้ว่าคุณจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

6.ช่วยกระชับรูขุมขน ชะลอริ้วรอย
เพียงแค่นำไข่ไก่ 1 ฟอง แยกเอาแต่เฉพาะไข่ขาว ผสมขมิ้น 1 ช้อนโต๊ะและน้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันพอกให้ทั่วใบหน้า ผิวของคุณจะกระชับ รูขุมขนดูเล็กลง ที่สำคัญยังช่วยล็อคความอ่อนเยาว์ และกำจัดริ้วรอยก่อนวัยได้อย่างเห็นผล

7.กำจัดสิวหัวดำ
สิวหัวดำเจ้าปัญหา กำจัดได้ไม่ยาก ด้วยการผสมขมิ้นชันกับนมสด นำมาขัดเป็นวงกลมอย่างเบามือบริเวณที่มีปัญหาสิว จากนั้นทำซ้ำอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเห็นว่าสิวหัวดำลดลง ผิวหน้าดูเรียบเนียนใสมากขึ้น

สูตรหน้าใสที่มาจากขมิ้นชันเหล่านี้ ถือว่าเป็นสูตรที่สามารถทำเองได้ไม่ยุ่งยาก แถมยังเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัย ส่งต่อพลังแห่งความงามที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น รับรองได้เลยว่าหลังใช้ได้ไม่นาน สาวๆ จะต้องติดใจ จนลืมผลิตภัณฑ์ราคาแพงกันอย่างแน่นอน…