การใส่ถุงเท้านอน

การใส่ถุงเท้านอน มันดีต่อสุขภาพ ยังไง ???

การใส่ถุงเท้านอน เราจะหลับได้ง่ายขึ้น เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

นี่คือเหตุผลดี ๆ ว่าทำไมเราควรใส่ถุงเท้านอน เพราะมันดีต่อสุขภาพแบบนี้ไง

การใส่ถุงเท้านอน มันดีต่อสุขภาพ

การใส่ถุงเท้านอน

หลายคนเคยได้ยินมาบ้างว่าเวลานอนให้ใส่ถุงเท้านอน อาจช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น และบางครั้งก็มีข้อมูลแว่ว ๆ ว่าใส่ถุงเท้านอนช่วยแก้หวัด แก้ไอได้ด้วย ประโยชน์ของการใส่ถุงเท้านอนมันดีขนาดนั้นเลยจริงไหม เราจะมาบอกให้ทราบถึงข้อดีของการใส่ถุงเท้านอนค่ะ

เพราะเท้าเป็นจุดรวมเส้นประสาท เมื่อเราใส่ถุงเท้า ร่างกายจะได้รับความอบอุ่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เส้นเลือดจะขยายตัวทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และส่งผลดีต่อร่างกายและการนอนหลับของเรา และเขายังบอกด้วยว่า หากใส่ถุงเท้านอน เราจะหลับได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยก็ 15 นาทีจากเวลาปกติเลยล่ะค่ะ ใครนอนหลับยากลองใส่ถุงเท้านอนสักคืนสิ

ผอมได้สบายๆ

กินเนื้อไก่ ยังไงให้หุ่นดี แคลอรี่ต่ำ ผอมได้สบายๆ

กินเนื้อไก่ ผอมได้สบายๆ

กินเนื้อไก่แคลอรี่ต่ำ ผอมได้สบายๆ

เนื้อไก่ เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังดูแลสุขภาพ เพราะเนื้อไก่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ให้พลังงานสูงและมีไขมันน้อย ช่วยสร้างความแข็งแรงแก่ร่างกายเสริมสมรรถภาพในการออกกำลังกายให้ดีขึ้น และคนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าการทานอกไก่อาจช่วยควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย ก่อนอื่นมาทราบถึงวิธีการเลือกเนื้อไก่ให้ถูกต้องกันก่อนค่ะ

1. เลือกซื้อจากร้านค้าที่สะอาดได้มาตรฐาน หรือร้านที่มีการรับรองคุณภาพจากกรมปศุสัตว์

2. เลือกอกไก่ที่ถูกเก็บรักษาด้วยความเย็น เพราะความเย็นช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และเลือกซื้อเนื้อไก่ที่มีสีธรรมชาติ เนื้อไม่คล้ำ

3. ไม่มีจุดเลือดออก ไม่มีรอยฟกช้ำ และไม่มีกลิ่นเหม็นหืน

4. เก็บเนื้อไก่ที่ซื้อมาใส่ตู้เย็นทันที โดยเก็บไว้ในช่องธรรมดาที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4.4 องศาเซลเซียสสำหรับใช้ประกอบอาหารภายใน 1-2 วัน หรือเก็บในช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -17.8 องศาเซลเซียส หากต้องการเก็บไว้ในระยะยาว

5. หากมั่นใจว่าแหล่งที่มาและการขนส่งเนื้อไก่สะอาดปลอดภัยดี ไม่แนะนำให้ล้างทำความสะอาดอกไก่ด้วยน้ำเปล่าก่อนปรุงอาหาร เพราะอาจทำให้เชื้อต่างๆ แพร่กระจายออกไปได้ เช่น เข้าสู่มือ เสื้อผ้า พื้นที่ปรุงอาหาร หรืออุปกรณ์ทำครัวอื่นๆ เป็นต้น เพราะการใช้ความร้อนจากการปรุงอาหารจะฆ่าเชื้อโรคเหล่านั้นได้อยู่แล้ว

 ผอมได้สบายๆ

ประเภทของไก่ที่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก

เชื่อหรือไม่ว่าไก่บ้านและไก่ดำมีปริมาณไขมันน้อยกว่าไก่เนื้อพันธุ์ที่เราทานกันปกติถึง 25-30% และแน่นอนว่าย่อมเป็นที่ถูกใจของคนที่กำลังลดความอ้วน แต่หลายคนอาจจะไม่ค่อยชอบเพราะไก่บ้านและไก่ดำที่มีไขมันน้อยกว่า ก็มาพร้อมกับเนื้อแข็ง แห้ง เหนียวกว่าเมื่อเทียบกับเนื้อไก่ปกติ

ปริมาณแคลอรี่ในส่วนต่างๆ ของไก่มีเท่าไหร่กันบ้าง (จำนวนกิโลแคลอรี่/ 100 กรัม)

ปีก 203 กิโลแคลอรี่
สะโพก 209 กิโลแคลอรี่
อก 165 กิโลแคลอรี่
น่อง 172 กิโลแคลอรี่

จะเห็นได้ว่าอกไก่จะให้ปริมาณแคลอรี่น้อยที่สุด แต่เนื้อไก่ส่วนที่มีไขมันและให้พลังงานมากมักเป็นส่วนที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากที่สุด คือส่วนของปีกและสะโพก ก็เพราะว่ามีความนุ่ม ชุ่ม ฉ่ำ ไม่แห้งจนเกินไปนั่นเอง แต่ไม่ต้องห่วงในครั้งนี้เรามีวิธีทำอกไก่ให้นุ่มน่าทาน ไม่แห้งจนกระด้างและมีความชุ่มชื้นของเนื้อไก่มาบอกกัน แถมยังเพิ่มความอร่อยมากขึ้นอีกด้วย

 ผอมได้สบายๆ

วิธีปรุงไก่ให้นุ่มน่าทาน
1. ควรเลือกเนื้อไก่ที่มีคุณภาพดี สด สะอาด และใหม่

2. หมักเนื้อไก่อย่างน้อย 2 ชั่วโมง หรืออาจจะค้างคืน สูตรหมักไก่แล้วแต่ชอบ หากอยากทานคลีนๆ แนะนำหมักไก่ด้วยนมสด เกลือ พริกไทย และเบคกิ้งโซดาเล็กน้อย หรือจะหมักด้วยน้ำมันมะกอกก็ได้ แต่สูตรน้ำนมอาจจะนุ่มกว่า

3. การใช้วิธีการปรุงด้วยเครื่องซูวี (sous-vide) ใครชอบทำอาหาร หรือชอบดูรายการทำอาหารน่าจะเคยได้ยินคำนี้ เป็นการนำเนื้อไปใส่ในถุงสุญญากาศ แล้วนำไปทำให้สุกด้วยการนำลงไปลอยในน้ำอุ่น 60 องศาเซลเซียส โดยอาจจะใช้เวลาในการทำให้สุกนานกว่าปกติ (อุณหภูมิน้ำ และเวลาในการนำลงไปแช่ แตกต่างกันตามขนาดของเนื้อไก่) แต่การใช้อุณหภูมิต่ำ ค่อยๆ ทำให้สุกผ่านถุงสุญญากาศ จะช่วยกักเก็บความนุ่มชุ่มชื้นของน้ำในไก่ไว้ได้มากกว่านำไปต้มในน้ำเดือดตรงๆ

เนื้อไก่ส่วนที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารเพื่อสุขภาพช่วยควบคุมน้ำหนักต้องยกให้เนื้อไก่ส่วนอกและเพื่อประโยชน์สูงสุดก็ต้องปรุงด้วยวิธีการต้มหรือนึ่งจะได้ไม่มีไขมันอันเป็นตัวการของความอ้วน ยังไงก็ตามหากต้องเลือกซื้อเนื้อไก่มาทำอาหารก็ควรเลือกให้เหมาะสมตามความต้องการ และกินในปริมาณที่พอเหมาะ ถ้าจะกินเนื้อส่วนที่มีไขมันมากก็กินในปริมาณที่พอดี จะได้ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องไขมันและคอเลสเตอรอล อีกทั้งจะได้มีสุขภาพดี ได้กินเนื้อไก่ไปอีกนานด้วยนะคะ

ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

ความมหัศจรรย์ของ มะเขือเทศ ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

มะเขือเทศ ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

ความมหัศจรรย์ ที่ควรอ่าน

มะเขือเทศ ทุกท่านคงจะรู้จักมะเขือเทศเป็นอย่างดี เพราะเป็นผลไม้ที่ใช้ในการประกอบอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มากมาย และเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับวิตามินซี วิตามินเค แร่ธาตุโปแตสเซียม และโบรอน สารสำคัญในมะเขือเทศที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ คือสารไลโคพีน (lycopene) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoid) ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย สารไลโคพีนนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าสารเบต้าเคโรทีน และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่นๆ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าสารไลโคพีนช่วยลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้มากถึงร้อยละ 20 สารไลโคพีนพบมากในมะเขือเทศแดงสด แตงโม และฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง

ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

มนุษย์รับประทานมะเขือเทศเป็นอาหาร ผัก รวมทั้งเครื่องดื่ม นอกจากมะเขือเทศจะมีรสชาติที่อร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีคุณค่าทางอาหารมากมาย มะเขือเทศมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lycopersicon esculentum เป็นพืชในวงศ์ Solanaceae มะเขือเทศเป็นพืชล้มลุกอายุประมาณหนึ่งปี เติบโตเร็ว ลำต้นมีขนปกคลุม มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบหยักเว้าลึก ดอกสีเหลืองรูปดาว ผลฉ่ำน้ำ ผลมะเขือเทศอาจมีรูปร่างกลมหรือรี สีเหลือง ส้ม หรือแดง

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

1. มะเขือเทศเป็นแหล่งวิตามิน A, B, C, E และแร่ธาตุโพแทสเซียม

2. น้ำจากผลมะเขือเทศที่คั้นใหม่ๆ ใช้ทำความสะอาดผิว ทำให้ผิวนุ่มเนียน และสวยงาม

3. อัลคาลอยด์ชนิด steroidal alkaloids เป็นกลุ่มสารที่ออกฤทธิ์รุนแรง จัดเป็นสารพิษ ในมะเขือเทศคือ tomatoside ซึ่งได้จากใบ และส่วนเหนือดิน ในผลสีเขียวจะมี alkaloid 0.03% แต่ในผลสุกไม่พบ alkaloid จึงไม่ควรรับประทานมะเขือเทศดิบ

4. คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของ steroidal alkaloid ของพืชในวงศ์ Solanaceae จะทำปฏิกิริยากับสเตียรอลที่เซลล์ผิว เป็นผลให้เม็ดเลือดแดงแตก ทำให้ผิวหนังและเนื้อบุผิวระคายเคืองอย่างแรง มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส รา และใช้เป็นยาฆ่าแมลงมีคุณสมบัติยับยั้งเอมไซม์โคลีนเอสเตอเรส กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและต่อมาจะทำให้เป็นอัมพาต หากรับประทานในขนาดที่จะทำให้เกิดพิษจะระคายเคืองทางเดินอาหารอย่างแรง

ไลโคพีน

1. จากการศึกษาวิจัย พบว่าผู้ที่รับประทานมะเขือเทศปริมาณสูง จะมีระดับของสารต้านอนุมูลอิสระชนิด carotenoid lycopene สูงในเลือด สารดังกล่าวลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

2. ไลโคพีน (lycopene) เป็นสารในตระกูลแคโรทีนอยด์ (carotenoid) พบมากในมะเขือเทศแดงสด ซอสมะเขือเทศ แตงโม และฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง

3. ผู้ป่วยเตรียมผ่าตัดต่อมลูกหมากที่ได้รับประทานซอสมะเขือเทศในปริมาณสูงเป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่าระดับไลโคพีนในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ลดความเสียหายของเซลเม็ดเลือดขาวและเซลต่อมลูกหมาก รวมทั้งลดระดับของสารพีเอสเอในเลือดอีกด้วย

4. มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มากมาย และเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับวิตามินซี วิตามินเค แร่ธาตุโปแตสเซียม และโบรอน สารอาหารในมะเขือเทศที่ได้รับความสนใจ คือ สารไลโคพีน ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย

5. สารไลโคพีนมีประสิทธิภาพเหนือว่าสารเบต้าเคโรทีน และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่นๆ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าสารไลโคพีนสามารถช่วยลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้มากถึงร้อยละ 20

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมะเขือเทศ

ที่ควรอ่านเพิ่มขึ้น

1. เคยมีคนทำวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของมะเขือเทศเอาไว้มากมาย อย่างเช่น พบว่าการกินอาหาร เช่น พาสต้าราดซอสมะเขือเทศทุกวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ จะช่วยลดอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากลงได้ ส่วนในผู้หญิงสูงอายุหลังวัยหมดประจำเดือน การกินอาหารที่มีแคโรทีนอยด์ และไลปีนสูง เช่น แครอท หรือมะเขือเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ แถมไลโคปีนปริมาณสูงๆ ยังช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลส่วนไม่ดี หรือ LDL ซึ่งช่วยให้โอกาสเกิดโรคหัวใจลดน้อยลงด้วย

2. มีการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ พบว่าผู้ชายวัยกลางคนที่มีระดับไลโคปีนในเลือดต่ำจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวาย อัมพาต และโรคหลอดเลือดตีบมากขึ้น ส่วนในเนเธอร์แลนด์ก็เคยมีการศึกษาคล้ายๆ กัน พบว่าคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำหากได้รับไลโคปีนในปริมาณสูง จะช่วยลดอัตราการเกิดเส้นเลือดตีบ และการเกิดหัวใจวายได้

3. ไม่เพียงแต่มะเขือเทศจะมีไลโคปีนเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ อี และซี ซึ่งในวารสารสมาคมแพทย์แห่งสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่า วิตามินอี และซีทั้งสองตัวนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้ ส่วนวิตามินเอ ก็จะช่วยบำรุงสายตา และดีต่อสุขภาพผิว ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งสดใส โดยเฉพาะผิวหน้า ในขณะที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเทล อะวิฟก็ศึกษาพบว่า ผู้ชายที่รับประทานซอสมะเขือเทศประมาณ 3 ใน 4 ถ้วยต่อวัน จะช่วยพัฒนาความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับโรคหืดหอบได้ถึง 45% ด้วย

4. จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครรายงานว่าการได้รับไลโคปีนจากมะเขือเทศมากไปจะมีผลเสียอย่างไรหรือเปล่า ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่าหากเราเป็นคนชอบกินอาหารที่มีมะเขือเทศมากๆ แต่ก็เคยมีการศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอกว่า การป้องกันมะเร็งให้ได้ผลโดยการกินมะเขือเทศ ควรได้ไลโคปีนในปริมาณอย่างน้อย 6.5 มก.ต่อวัน เทียบเท่ากับการกินอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนผสมหลักประมาณ 10 ครั้งต่อสัปดาห์ คนส่วนใหญ่มักไม่มีปัญหาอะไรกับการกินมะเขือเทศมากๆ เว้นแต่บางคนอาจพบว่าเกิดผื่นแดงบนผิวหนัง หรือในคนที่แพ้สารประเภทซาลิไซเลทในยาบางอย่างก็อาจเกิดอาการหายใจลำบากได้ หากเกิดอาการเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์ขอคำแนะนำที่ถูกต้องจะดีกว่า

5. มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารการวิจัยทางเคมีด้านอาหาร และพืชการเกษตรกล่าวไว้ว่า การกินมะเขือเทศแบบปรุงสุกจะช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหาร และไลโคปีนได้ดีกว่าแบบดิบ ถึงแม้ว่าการให้ความร้อนอาจลดปริมาณวิตามินซีลงไป แต่คุณค่าส่วนอื่นๆ ก็ยังดีกว่าอาหารอีกหลายชนิด แถมยังช่วยให้ไลโคปีนอยู่ในสภาพพร้อมถูกดูดซึมโดยร่างกายเราได้ทันทีอีกด้วย

6. มะเขือเทศผลขนาดกลางๆ จะมีน้ำหนักประมาณ 5.3 ออนซ์ หรือ 148 กรัม ให้พลังงานประมาณ 35 แคลอรี และโคเลสเตอรอลระดับ 0 ให้ใยอาหาร ไขมัน และโปรตีนอย่างละประมาณ 1 กรัม และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 6 กรัม มีวิตามินเอ 20% วิตามินซี 40% โปแตสเซียม 10% และเหล็ก 2%

7. มะเขือเทศแช่เย็นจะมีรสชาติ และสีผิวที่ซีดจางลง หากต้องการกินมะเขือเทศ ควรนำออกจากตู้เย็นวางทิ้งไว้ก่อนสักชั่วโมงหนึ่งเพื่อให้รสชาติที่ถูกกักจากความเย็นกลับคืนมา…

เต็มปากเต็มคำ

จุใจ!!! เต็มปากเต็มคำ โตเกียวยักษ์ ไส้เยอะสุดคุ้ม

เต็มปากเต็มคำ

เชื่อว่า ขนมโตเกียว นั้นถือว่าเป็นขนมโปรดปรานในวัยเด็กของใครหลาย ๆ คนกันใช่ไหมละคะ เพราะเป็นเมนูอร่อยหน้าโรงเรียน น่ารับประทานได้ไม่ยาก แต่พอโตขึ้นมาก็แอบคิดถึงเจ้าขนมนี้อยู่ไม่น้อย สำหรับใครที่อยากย้อนวัยไปชิมรสอร่อยของขนมโตเกียว วันนี้เรามีสูตรเด็ด โตเกียวยักษ์ มาให้ได้ลองทำกัน รับรองกินชิ้นเดียวไม่พอต้องต่ออีกหลายชิ้นกันเลย

เต็มปากเต็มคำ โตเกียวยักษ์ ไส้เยอะสุดคุ้ม

ส่วนผสมโตเกียวยักษ์
1 . แป้งสาลีอเนกประสงค์1ถ้วยตวง
2 . ไส้กรอกต้ม5ชิ้น
3 . หมูสับต้มสุก100กรัม
4 . ไข่ไก่2ฟอง
5 . เกลือป่น1/4ช้อนชา
6 . เบกกิ้งโซดา1/4ช้อนชา
7 . ผงฟู1ช้อนชา
8 . นมสด1ถ้วยตวง
9 . น้ำตาลทราย1/4ถ้วยตวง
10. ซอสมะเขือเทศมายองเนส

วิธีทำโตเกียวยักษ์

1 . ขั้นตอนแรก ผสมวัตถุดิบสำหรับทำแป้งโตเกียว โดยเริ่มจากตีแป้ง เกลือ เบกกิ้งโซดาและผงฟูให้เข้ากัน แนะนำว่าให้ใช้ที่ร่อนในการผสมเพื่อทำให้เนื้อแป้งเนียนและเข้ากันได้ดีมากขึ้น เวลารับประทานจะได้เนียนนุ่มอร่อยกว่าเดิม

เต็มปากเต็มคำ

2 . เมื่อผสมแป้งในข้อ 1 เรียบร้อยแล้ว ให้นำนม น้ำตาลทราย และไข่ไก่ ผสมตามลงไป เสร็จแล้วตีให้เข้ากันเพื่อที่แป้งจะได้ไม่จับตัวเป็นเม็ดหรือขึ้นฟอง

 

เต็มปากเต็มคำ
3 . นำกระทะตั้งไฟอ่อน ๆ รอ และใช้สเปรย์น้ำมัน หรือจะหยดน้ำมันลงไปเล็กน้อยก็ได้ รวมถึงเนยสดที่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สามารถนำมาใช้ได้แทนน้ำมันเพื่อความหอมของโตเกียวยักษ์

เต็มปากเต็มคำ

4 . เมื่อกระทะร้อนได้ที่ ให้ตักแป้งผสมลงไปกลางกระทะ 1 ทัพพี แล้วปาดแป้งเป็นแผ่นกลมให้ทั่วกระทะ ขั้นตอนนี้ต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันแป้งจับเป็นก้อนบนกระทะ

5 . เมื่อแป้งสุกแล้ว (ใช้เวลาประมาณ 1 – 2 นาที) นำเอามายองเนสและซอสมะเขือเทศปาดลงบนแผ่นแป้ง แล้วจึงนำไส้กรอก หมูสับมาใส่ตรงกลางไส้ เสร็จแล้วค่อย ๆ ม้วนโตเกียวยักษ์บนกระทะให้สวยงาม แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟความอร่อยแล้วชิ้นโตกันได้แล้ว

เต็มปากเต็มคำ

เคล็บลับเวลาทำโตเกียว 
อย่างแรกที่แนะนำสำหรับมือใหม่ก็คือ ให้ใช้กระทะเทปลอนเพื่อป้องกันแผ่นแป้งติดกระทะ รวมถึงต้องเลือกเปิดไฟอ่อน ๆ ในการทำ เมื่อกระทะร้อนแล้วให้ใช้เนยหรือน้ำมันทากระทะก่อนเสมอเพื่อความเนียนสวยของแผ่นแป้งโตเกียวยักษ์ และท้ายสุด สำหรับใครที่อยากให้แป้งออกมามีกลิ่นหอมหวานกว่าเดิม สามารถเหยาะกลิ่นวานิลลาลงไปในขั้นตอนการผสมแป้ง เพื่อที่จะทำให้โตเกียวยักษ์มีกลิ่นหอมเย้ายวนน่าทานมากขึ้น

เห็นไหมคะว่าไม่ยากอย่างที่คิด ? แถมยังได้กินขนมในความทรงจำแบบอันใหญ่จุใจอีกด้วย อย่าลืมลองนำสูตร “โตเกียวยักษ์” ไปทำได้ที่บ้าน แบ่งปันความอร่อยให้ทุกคนในครอบครัวได้ชิมกันดูนะคะ รับรองว่าแปลกใหม่! น่าประทับใจอย่างแน่นอน

เคล็ดลับสุขภาพดี

เคล็ดลับสุขภาพดี ทำตามนี้ ชะลอความแก่แน่นอน

เคล็ดลับสุขภาพดี ทำตามนี้ ชะลอความแก่แน่นอน

เคล็ดลับสุขภาพดี แม้งานจะรัดตัว หรือเหนื่อยกายเหนื่อยใจกับการจราจรขนาดไหน แต่ต้องไม่ลืมดูแลสุขภาพให้ฟิตแข็งแรง ต่อต้านสัญญาณแห่งความร่วงโรยของวัย เรามีเคล็ดลับชะลอวัยที่รวบรวมมาฝากกัน

เคล็ดลับสุขภาพดี1. ดื่มนมเป็นประจำ
นมเป็นอาหารที่มีคุณค่าสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญและยังหาได้ง่าย ยิ่งสำหรับวัยทำงานที่ต้องใช้สมองและความแข็งแรงของกระดูกจึงควรดูแลตัวเองเป็นพิเศษ จึงควรดื่มนมที่มีแคลเซียมสูงเพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่

เคล็ดลับสุขภาพดี2. ลดอาหารรสจัด
กระแสการกินคลีนใคร ๆ ก็รู้ว่าดีกับร่างกายมากแค่ไหน แต่สำหรับหลาย ๆ คนที่ไม่มีเวลาอาจจะเพียงแค่ลดอาหารรสจัด ไม่ว่าจะ เค็มจัด หวานจัด ฯลฯ แล้วเพิ่มอาหารที่ปรุงแต่งน้อยเช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีตเข้าไป รวมถึงการรับประทานผักผลไม้ให้มาก ๆ และไม่ลืมดื่มน้ำสะอาดวันละ 6 – 8 แก้วด้วย

 

3. เลิกสูบบุหรี่
บุหรี่เต็มไปด้วยสารพิษนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น นิโคติน หรือสารก่อมะเร็งอื่น ๆ และที่สำคัญบุหรี่ยังเป็นสาเหตุสำคัญของผิวหนังเหี่ยวย่นแก่ก่อนวัยอีกด้วย ทางที่ดีการเลิกสูบบุหรี่เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้สุขภาพดีขึ้นอย่างแน่นอน

เคล็ดลับสุขภาพดี4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายของเราทำงานไม่ปกติ มีผลต่อความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ และยังมีโทษต่าง ๆ อีกมากมายในระยะยาวอีกด้วย

เคล็ดลับสุขภาพดี
5. กำจัดความเครียด
ความเครียดเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ มากมาย ทั้งโรคหัวใจ โรคระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ฯลฯ รวมทั้งยังเป็นสาเหตุทำให้แก่เร็วอีกด้วย วิธีคลายเครียดง่าย ๆ คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน หรือทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นดนตรี หรือนั่งสมาธิ เป็นต้น
เคล็ดลับสุขภาพดี
6. พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลังเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะขณะนอนหลับนอกจากจะให้ร่างกายได้พักผ่อนแล้ว ยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่สึกหรอ และยังปรับสมดุลฮอร์โมนและระบบต่าง ๆ ในร่างกายอีกด้วย รู้แบบนี้แล้วจึงควรพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 – 8 ชั่วโมง

การแพ้ยา

การแพ้ยา เกิดจากอะไร

การแพ้ยา

เป็นภาวะการเกิดปฏิกิริยาของร่างกายที่มีกับยา โดยภูมิต้านทานของร่างกายแสดงการต่อต้านยา ด้วยสัญญาณว่าเป็นภัยต่อร่างกายทำให้เกิดการหลั่งสารหลายชนิดขึ้นในร่างกาย เช่น ฮีสตามีน (Histamine) สารที่หลั้งออกมานี้จะก่อให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ เช่น อักเสบ บวม แดง คัน ไปจนถึงการเกิดปฏิกิริยาต่างๆ ที่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้

การแพ้ยา
การแพ้ยา แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด

 

1.การแพ้ยาที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด

ก.อะนาฟัยแลกซีส เป็นอาการแพ้ที่พยได้น้อยแต่ว่ารุนแรงถึงชีวิต เนื่องจากหลอดลมตีบความดันโลหิตต่ำ หมดสติ อาการที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ต้องทำการรักษาอย่างทันท่วงที มิฉะนั้นอาจเสียชีวิตได้ยาที่มีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้เช่นนี้ เช่น เพนนิซิลิน ยาฉีดทุกชนิด

ข.อาการแพ้อื่นๆ เช่น มีอาการผื่นคัน บวม มีไข้ หากหยุดยา 2-3 วัน ไข้ก็จะหายไป บางครั้งอาจเกิดอาการหอบหืดคัดจมูกได้

2.การแพ้ยาแบบทิ้งช่วง

ร่างกายจะแสดงอาการหรือมีการตอบสนองต่อยาหลังจากได้รับยาไปแล้ว 1-2 วัน อาการที่พบได้แก่ ผื่นแดงอักเสบเม็ดเลือดขาวลดลง โลหิตจาง แผลในกระเพาะอาหารจนถึงไตถูกทำลาย

เมื่อแพ้ยาควรทำอย่างไร

– ถ้าแพ้เพียงเล็กน้อย เช่น มีผื่นแดง คัดจมูกให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

– ถ้ามีผื่นคันมาก อาจใช้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานบรรเทาอาการได้

– ถ้าแพ้รุนแรงต้องหยุดยาทันทีและรีบไปพบแพทย์ เพื่อให้การรักษาได้ทันท่วงที

– เมื่อแพ้ยาใดแล้วต้องจดจำชื่อสามัญทางยาของยาที่แพ้นั้นหรือจดใส่สมุดบันทึก ไม่ควรจำสีหรือรูปร่างลักษณะของเม็ดยา เนื่องจากไม่อาจบ่งบอกได้แน่นอนว่าเป็นยาอะไร หากไม่มีชื่อยาบนซองหรือฉลากที่ใช้ควรกลับไปขอชื่อยาบนซองหรือฉลากที่ใช้ ควรกลับไปขอชื่อสามัญทางยาจากแหล่งที่ได้รับยานั้น

– งดใช้ยาที่เคยแพ้ และเพื่อไปพบแพทย์หรือซื้อยา ควรแจ้งให้ทราบว่าเคยแพ้ยาอะไร เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยานั้นหรือยาที่มีส่วนผสมของยาที่เคยแพ้ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงกว่าที่เคยเป็นได้

ที่สำคัญคือ ไม่ควรใช้ยาพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็นโดยเฉพาะที่ยาที่ท่านไม่ทราบเลยว่าเป็นยาอะไร เช่น ยาชุด ยาที่ไม่มีฉลาก หากเจ็บป่วยมาก ต้องได้รับการรักษาด้วยยา ควรพบแพทย์หรือขอคำแนะนำเรื่องยาจากเภสัชกรจะดีที่สุด

โรคผีอำ

โรคผีอำ มีจริงหรือ ???

โรคผีอำ

อาการหมดแรงอย่างสมบูรณ์หรือเพียงบางส่วน ทำให้มีลักษณะเหมือนเป็นอัมพาตทั้งตัว ขยับแขนขาไม่ได้ ลืมตาไม่ได้ พูดไม่ได้ หรือหายใจลึกๆ ไม่ได้ ในขณะที่รู้สึกว่าตนเองตื่นอยู่ มักจะมีการเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงหลอน หรือฝันร้ายร่วมด้วย ทำให้ตกใจกลัวมากขึ้น คนที่เกิดผีอำมักจะรู้สึกถึงสภาพหมดแรงที่เกิดขึ้นได้ดี ทั้งที่อยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น เพราะกำลังจะหลับหรือกำลังจะตื่น และมักจะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีเมื่อตื่นขึ้น ผู้ที่เกิดผีอำครั้งแรกมักจะตกใจกลัวมาก จนรู้สึกเสมือนว่า ตนเองกำลังจะตาย โดยเฉพาะถ้าเห็นภาพหลอนหรือได้ยินเสียงหลอนที่คุกคามชีวิตของตนด้วย เมื่อตกใจตื่นขึ้นในอีกไม่กี่นาทีต่อมา จึงอาจร้องเอะอะโวยวาย ร้องไห้ หอบเหนื่อย หน้าซีด ตัวสั่น หรือแสดงอาการตกใจกลัวอื่นๆ

โรคผีอำ

สาเหตุ

1. อาการผีอำที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังจะหลับ มักจะเกิดจากโรคลมหลับ และโรคผีอำตามกรรมพันธุ์

2. อาการผีอำที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังจะตื่น อาจจะเกิดจากโรคลมหลับ หรืออาจจะเกิดในคนที่อดนอนหรือนอนไม่พอมาหลายวัน หรือเข้านอนผิดเวลาได้

3. อาการผีอำมักเกิดทันทีเมื่อหมดช่วงการหลับแบบตากระตุก จะเป็นอยู่ไม่กี่นาที แล้วค่อยๆ หายหรือหายทันที เมื่อถูกเรียก ถูกสัมผัส ถูกปลุก โดยใครก็ได้ ผู้ที่เป็นผีอำจะรู้สึกว่าตนนั้นตื่นอยู่ แต่ขยับเขยื้อนไม่ได้ ทั้งที่ตนได้พยายามขยับเขยื้อนแล้ว พยายามตะโกนเรียกให้คนช่วยแล้ว แต่ไม่มีคนได้ยิน เพราะไม่มีเสียงออกมา และเมื่อตื่นขึ้นจะจำเหตุการณ์ และเล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้

4. อาการที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่าผีอำนั้น แท้ที่จริงคือ ล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้าโดยเฉพาะหลังจากทำงานหรือดูหนังสือ แม้กระทั่งดูโทรทัศน์ เมื่อเรานอนด้วยความล้า ก็เกิดการประสานกันระหว่างสารเคมีกับสภาพชีวเคมีของร่างกาย เกิดอาการทั้งกดทั้งค้าง ทำให้เราขยับเขยื้อนไม่ไหว

5. ในขณะนั้นเราตื่นอยู่ สมองเราก็ทำงานได้ แต่ร่างกายเรา ขยับเขยื้อนไม่ไหว เหมือนมีคนมาคุมเราอยู่ มาจับเราอยู่ มาตรึงเราอยู่ เราเลยเกิดเชื่อมโยงว่ามีผีมาจับตัวเรา ในที่สุดแล้วก็ไม่ใช่ผีสางที่ไหน ที่แท้คือความไม่สัมพันธ์กันระหว่างสมองกับร่างกายของเรา ซึ่งเป็นอาการชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นเอง

6. อาการผีอำเกิดจากการที่กล้ามเนื้อของร่างกายเข้าสู่ภาวะการหลับที่เรียกว่า REM แต่สมองส่วนที่เป็นจิตสำนึกยังตื่นอยู่ อาการผีอำเป็นอาการที่ร่างกายกับจิตสำนึกหลับไม่พร้อมกัน หรือ ตื่นขึ้นมาไม่พร้อมกัน

7. ผีอำเป็นสภาวะที่คล้ายๆ กับการฝัน เพราะขณะที่ถูกผีอำคนคนนั้นจะอยู่ในสภาวะที่ขยับตัวไม่ได้ ในภาวะหลับแบบตากระตุก (REM sleep) จะมีการฝัน กล้ามเนื้อต่างๆ จะผ่อนคลายหมด ขยับตัวไม่ได้ ยกเว้นต้องตื่น คำว่าตื่น หมายถึงต้องมีการเขย่าตัวรุนแรง แล้วในช่วงเวลานั้นถ้ามีสิ่งเร้าอะไรที่มาทำให้ไม่สบาย เช่น อาจจะมีหมอนข้างมาวางอยู่บนตัวหรือขา หรืออาจจะนอนในท่าที่ไม่สบายนักก็จะมีการแปลภาวะนั้นเป็นความไม่สบาย แล้วบางทีก็ไปผูกเรื่องกับความฝัน ทำให้อยากจะออกจากสถานการณ์นั้น แต่ว่าทำไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อมันคลายไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นในภาวะอย่างนั้น ก็จะเป็นสภาวะที่รู้สึกเหมือนกับว่าใครมากดทับ เป็นสภาวะที่หลีกหนีไปไม่ได้ แต่สักพักหนึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง

การรักษา โรคผีอำ

1. ผีอำไม่มีอันตราย ในคนปกติก็เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องการการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น

2. เมื่อรู้สึกว่าโดนผีอำอยู่ ให้รีบตั้งสติทันที อย่าตกใจ การออกจากผีอำจะได้ผลดีที่สุดเมื่อรีบทำตั้งแต่มันเกิด พยายามขยับกล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อนิ้ว อะไรที่เล็กๆก่อน เพราะหากขยับได้ มันจะทำให้เราหลุดออกทันที

3. ถ้านานๆ เป็นครั้ง หรือเกิดจากการอดนอน นอนไม่พอ หรือนอนผิดเวลา ไม่ต้องรักษา นอกจากนอนพักผ่อนให้พอ และอย่านอนผิดเวลาเท่านั้น ถ้าเป็นบ่อยหรือเป็นมาก กลัวมาก หรือไม่สามารถหลับให้พอได้เอง การใช้ยาที่ลดการหลับแบบตากระตุก เช่น ยาอิมิพรามีน (imipramine เม็ดละ 25 มิลลิกรัม) 1-2 เม็ดก่อนนอน จะช่วยให้หลับแบบตาไม่กระตุกเพิ่มขึ้น ทำให้อาการผีอำและอาการหลอน ซึ่งเกิดในการหลับแบบตากระตุก ลดลง และทำให้อาการผีอำดีขึ้น หรือหายไปได้

4. ผ่อนคลายความเครียดก่อนนอนสัก 1- 2 ชั่วโมง ไม่ทำอะไรที่มันตื่นเต้น เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นเกมส์ ก่อนนอนอาจจะอาบน้ำอุ่น หรือดื่มนมอุ่นๆ โดยเฉพาะนมถั่วเหลือง จะทำให้หลับสบายขึ้น หรืออาจจะใช้วิธีสะกดจิตเข้าช่วยโดยการโปรแกรมจิตใหม่ก็จะช่วยได้

5. กรณีที่มีอาการมากๆ อาจใช้ยาคลายเครียด หรือยาต้านเศร้า ซึ่งจะทำให้หลับสนิทขึ้นโดยไม่ฝันมากนัก คือคนที่ผีอำจะฝันปนอยู่ด้วย เราก็ทำความฝันนั้นให้น้อยลง อาการผีอำก็จะลดลงเหมือนกัน หลักง่ายๆ เวลาโดนผีอำให้นอนเฉยๆ สักพักอาการจะหายไปเอง

น้ำซาวข้าว

น้ำซาวข้าว ของดีอย่าทิ้ง ตัวช่วยที่ต้องมีติดบ้าน

น้ำซาวข้าว ประโยชน์เหลือล้น

น้ำซาวข้าว หรือ น้ำที่ได้จากการล้างข้าวสารก่อนหุง เป็นสิ่งที่หลายๆ คนมองข้าม เชื่อไหมคะว่า น้ำซาวข้าวที่เราเททิ้งกันทุกวัน นอกจากจะมีสารอาหารแล้ว ยังเป็นตัวช่วยดีๆ ในการทำความสะอาดอีกด้วย ทั้งประหยัด สารพัดประโยชน์ แถมออร์แกนิค ไม่ทำลายธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยแก่ผู้ใช้ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ตามไปดูเคล็ดลับ และประโยชน์ดีๆ ที่นำมาฝากกันเลยดีกว่า รับรองว่าถ้ารู้แล้วจะไม่กล้าเททิ้งเลยล่ะ

น้ำซาวข้าว
1. น้ำซาวข้าวช่วยให้ผ้าข๊าวขาว
ให้ผ้าขาว สีหมองดูเก่า กลับมาเหมือนใหม่ใช้ได้อีกครั้ง ด้วยการนำผ้าขาวมาแช่ในน้ำซาวข้าวทิ้งไว้ประมาณ 3 – 4 วัน โดยแต่ละวันเราต้องเปลี่ยนน้ำซาวข้าวใหม่ทุกวันด้วยนะคะ เพื่อไม่ให้น้ำซาวข้าวบูด แล้วนำไปซักตามปกติ เท่านี้ก็ได้ผ้าข๊าวขาวแล้วค่ะ

น้ำซาวข้าว
2. คราบบนจานชามหายวับด้วยน้ำซาวข้าว
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ ว่าน้ำซาวข้าวสามารถล้างจานได้ แบบไร้คราบมัน ไร้กลิ่น เพียงนำมาผสมกับน้ำยาล้างจานเล็กน้อย แล้วขัดบริเวณที่เป็นคราบมันให้ทั่ว และนำมาล้างน้ำเปล่าตามปกติ คุณสมบัติของน้ำซาวข้าวคล้ายน้ำยาล้างจาน แต่ต่างตรงที่น้ำซาวข้าวจะช่วยขจัดคราบไขมัน กลิ่นคาว กลิ่นอาหาร แบบไม่ทิ้งสารตกค้างไว้บนเครื่องครัวอย่างแน่นอนค่ะ


3. น้ำซาวข้าวช่วยให้พื้นไม้สะอาดเงาวิ๊งแบบออร์แกนิค
พื้นไม้สะอาดวิ๊งสุดๆ แค่นำไม้ถูพื้นมาชุบกับน้ำซาวข้าว แล้วถูให้ทั่วตามบริเวณซอกมุมต่างๆ เสร็จแล้วก็ใช้ผ้าแห้งเช็ดตามอีกรอบ รอให้แห้ง เท่านี้ก็ช่วยให้พื้นบ้านสะอาดเงางาม โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี หมดกังวลสำหรับบ้านที่มีเด็กเล็ก หรือสัตว์เลี้ยงไปได้เลยค่ะ

น้ำซาวข้าว
4. น้ำซาวข้าวล้างสารพิษที่ติดมากับผักผลไม้
สุขภาพของตนเองและคนในครอบครัวต้องมาเป็นที่หนึ่งเสมอ ถ้าคุณแม่บ้านจะเลือกซื้อผักผลไม้ทั้งทีต้องคัดสรรอย่างดี และปลอดสารพิษ แต่เพื่อให้แน่ใจ เราควรใช้ตัวช่วยในการล้างสารพิษอีกรอบจะดีกว่า ด้วยการใช้น้ำซาวข้าวล้างผักผลไม้ โดยนำไปล้างด้วยน้ำเปล่าหนึ่งรอบ จากนั้นนำมาแช่น้ำซาวข้าวทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที และนำมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกหนึ่งครั้ง เท่านี้ก็ช่วยขจัดสารพิษที่ติดมาให้ลดลงไปได้เยอะ กินอร่อย สบายใจ ปลอดภัยแน่นอน

น้ำซาวข้าว

5. กลิ่นคาวของอาหารทะเลจะหมดไป ถ้าใช้น้ำซาวข้าว
อาหารทะเลนั้นมีกลิ่นติดอุปกรณ์ทำครัวที่รุนแรง แต่ปัญหากลิ่นคาวนั้นจะหมดไป เพียงเติมน้ำซาวข้าวจำนวน 3 ถ้วย ตามด้วยการบีบมะกรูด หรือมะนาวจำนวน 3 – 5 ลูกลงไป คนให้เข้ากัน แล้วนำอาหารทะเลมาล้างทำความสะอาดให้ทั่ว และล้างน้ำเปล่าอีกรอบ เท่านี้อาหารทะเลก็จะไร้กลิ่นคาว พร้อมทำอาหารได้แล้วค่ะ

น้ำซาวข้าว
6. ขจัดกลิ่นติดมือแสนกวนใจง่ายๆ ด้วยน้ำซาวข้าว
หลังจากทำอาหารเสร็จ หลายคนคงเจอปัญหากลิ่นติดมือกันใช่ไหมคะ ทั้งกลิ่นคาว กลิ่นเครื่องเทศ เครื่องปรุงต่างๆ ล้างยังไงกลิ่นก็ไม่หาย ลองนำน้ำซาวข้าวมาล้างมือแทนน้ำเปล่าดูสิคะ จะพบว่ากลิ่นติดมือกวนใจพวกนี้จะหมดไป แถมมือยังนุ่ม อ่อนกว่าวัยไปอีก แอบกระซิบเพิ่มเติม ถ้าเติมน้ำมะกรูด หรือน้ำมะนาวเพิ่มลงไปด้วยเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขจัดกลิ่นมากขึ้น และหอมขึ้นอีกด้วย ลองทำตามกันดูนะคะ

น้ำซาวข้าว
7. น้ำซาวข้าวช่วยชุบชีวิตที่เหี่ยวเฉาให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง
บ้านใครมีไม้ดอก หรือไม้ประดับที่กำลังดูเหี่ยวเฉาอยู่ อย่าเพิ่งวิตกไปค่ะ ลองวิธีนี้ดูก่อน โดยนำน้ำซาวข้าวที่เหลือจากการใช้งานมารดน้ำดูสิคะ ในน้ำซาวข้าวมีสารอาหารอยู่มาก ถ้าหากนำไปรดต้นไม้เป็นประจำ จะช่วยบำรุงใบ และดอกให้เจริญงอกงาม กลับมามีชีวิตชีวาขึ้น หรือจะนำน้ำซาวข้าวไปผสมกับเศษอาหาร หรือส่วนผสมอื่นๆ ทำเป็นน้ำหมักชีวภาพไว้รดต้นไม้ก็ได้ประโยชน์ แถมประหยัดเงินซื้อปุ๋ยได้อีกด้วย

ประโยชน์เหลือล้นขนาดนี้ เททิ้งไม่ลงกันเลยใช่ไหมล่ะคะ แต่อย่าลืมว่าน้ำซาวข้าวครั้งแรกอาจมีสิ่งสกปรกเจือปนอยู่ ดังนั้นถ้าจะใช้น้ำซาวข้าวไปล้างภาชนะ หรือผัก ผลไม้ต่างๆ ควรใช้เป็นน้ำซาวข้าว น้ำที่ 2 จะดีกว่า และถ้าหากต้องการข้าวสารคุณภาพดี ราคาประหยัด มาหุงทานที่บ้าน

ท้องผูก

โรค ท้องผูก ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

ปัญหา ท้องผูก เชื่อว่า หลายๆ คนคงจะมีมาเป็นเวลานานและจะคิดไปว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ความเป็นจริงหากปล่อยให้ท้องผูกติดต่อกันเป็นเวลานานจนเรื้อรังอาจส่งผลให้เกิดผลเสียหลายอย่าง ทั้งทางร่างกาย รวมไปถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ดังนั้นถ้ารู้เท่าทันอาการท้องผูกจะช่วยให้เรารับมือและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกวิธี

เช็คกันแบบไหนที่เรียกว่าท้องผูก

ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ท้องผูกหมายถึงการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่จริงๆ แล้วอาการท้องผูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งหรือความสม่ำเสมอในการขับถ่าย ตราบใดที่สามารถถ่ายได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องเบ่ง อุจจาระนิ่มจับตัวเป็นก้อนดี แม้ 2-3 วันจะถ่ายสักครั้งก็ไม่ถือว่าผิดปกติ

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่า การขับถ่ายเป็นเรื่องยาก และหลายครั้งที่จะต้องอยู่ในห้องน้ำเป็นเวลานานหลายชั่วโมงเพื่อเบ่งถ่ายอุจจาระมากหรือเบ่งยาก อุจจาระแข็งมีลักษณะเป็นเม็ดกระสุนหรือเป็นก้อนแข็ง บางครั้งต้องใช้นิ้วล้วงช่วย ทำให้ถ่ายไม่สุดเหมือนมีอะไรมาอุดกั้นอยู่ รู้สึกอึดอัดแน่นท้อง ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าคุณมีอาการท้องผูกอย่างแน่นอน

ท้องผูก

ท้องผูกเกิดจากอะไร

1. โรคทางกาย เช่น เบาหวาน ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ แคลเซียมในเลือดสูง โรคทางสมองและไขสันหลัง เป็นต้น

2. โรคของลำไส้ เช่น มะเร็งหรือเนื้องอกของลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ลำไส้ตีบตัน ลำไส้บิดพับกัน ความผิดปกติที่ทวารหนัก เป็นต้น

3. ยาที่รับประทานประจำ เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยากันชัก ยาลดความดันโลหิต ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของมอร์ฟีน ธาตุเหล็กแคลเซียมอลูมิเนียม เป็นต้น

4. การทำงานของลำไส้หรือกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักควบคุมการขับถ่ายทำงานผิดปกติ เช่น การเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ช้ากว่าปกติ กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักทำงานไม่ประสานกับการเบ่งหรือภาวะลำไส้แปรปรวน

เช็คอาการเสี่ยงท้องผูกหรือไม่

1. มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 50 ปี
2. มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
3. มีอาการโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
4. ถ่ายอุจจาระดำหรือเป็นเลือดอาเจียนดำหรือเป็นเลือด
ท้องผูกจนมีอาการของลำไส้อุดตัน(ปวดท้องมากอึดอัดแน่นท้องคลื่นไส้อาเจียน)
5. น้ำหนักลดผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
6. ท้องผูกที่รบกวนมากและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือรับประทานยาระบายเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น

ดังนั้นหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติมที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก เพราะปัญหาท้องผูกไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลยหรือนิ่งนอนใจ หากปล่อยไว้ให้เรื้อรังอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างริดสีดวงทวาร เกิดแผลที่ทวารหนักหรือลำไส้ตรง ภาวะอุจจาระอัดแน่น รวมไปถึงอาจเป็นอาการแสดงเริ่มต้นของโรคและปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา ซึ่งไม่เป็นผลดีกับร่างกายในระยะยาว

เมื่อ ท้องผูก แก้ได้อย่างไร

1. การปรับเปลี่ยนการทานอาหารการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ได้แก่ รับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง
2. รับประทานยา (ไฟเบอร์และยาระบาย) เป็นหลัก
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
4. ควรดื่มน้ำเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 ถึง 2 ลิตรต่อวัน
5. สร้างกิจวัตรในการถ่ายอุจจาระให้สม่ำเสมอและให้เป็นเวลา
6. หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายต่อเนื่องและยาวนานโดยไม่จำเป็น หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกร

และภายใน

อยากสวยทั้งภายนอก และภายใน ต้องจัด ผลไม้ 5 สี

ผู้หญิง และความสวยนั้นเป็นของคู่กันใช่ไหมล่ะคะ แต่จะดีแค่ไหน หากสาว ๆ ทุกคนสามารถสวยได้ทั้งภายนอก และภายใน นอกจากความสวยภายนอกที่เราสามารถแต่งเติมเสริมแต่งไปให้สวยได้ตามใจแล้ว ภายในก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเช่นกันนะคะ เพราะเรื่องสุขภาพนั้นไม่เข้าใครออกใคร อีกทั้งยังไม่สามารถแต่งเติมอะไรเข้าไปได้อีกด้วย วันนี้ เราเลยอยากชวนสาว ๆ ไปทำความรู้จักกับ “ผลไม้ 5 สี” ที่จะช่วยให้สวยแบบเพรียบพร้อมทั้งภายนอก และภายใน พร้อมออกเดตในวาเลนไทน์นี้ด้วยความสวยและสุขภาพดีแบบครบครัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

อยากสวยทั้งภายนอก และภายใน

และภายใน
ผลไม้สีเขียว
สีเขียวของผลไม้นั้น ได้มาจากเม็ดสีของสารธรรมชาติที่เรียกว่า “คลอโรฟิลด์” ซึ่งสารชนิดนี้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส และเปล่งปลั่ง ลดการเกิดริ้วรอย ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดี ลดอาการท้องผูกเนื่องจากอุดมไปด้วยกากใยธรรมชาติ และให้ไฟเบอร์สูง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ให้พลังงานต่ำ จึงช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น ฝรั่ง กีวี องุ่นเขียว แอปเปิ้ลเขียว หรือลูกแพร์สีเขียว ซึ่งปกติการกินแบบสด ๆ ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ถ้าจะนำมากินคู่กับอาหารชนิดอื่นก็ไม่เลวเลยทีเดียว เช่น สมูทตี้ หรือโยเกิร์ตผลไม้ ฯลฯ

ผลไม้สีแดง
สำหรับสีแดงนั้นได้มาจาก ไลโคปีน เบตาไซซีน และสารแอนโทไซยานิน ซึ่งสารต่าง ๆ เหล่านี้มีส่วน
ช่วยในการยับยั้งการเกิดมะเร็ง มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังเป็น
สารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี ให้ประโยชน์มากมายเรื่องผิวพรรณ ช่วยทำให้แผลเป็นจางลง และช่วยลดการ
เกิดสิวอีกด้วย ผลไม้สีแดงที่หาทานได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น สตรอเบอร์รี บีทรูท เชอรี แตงโม กระเจี๊ยบ
แดง และอื่น ๆ อีกมากมาย และจะดีแค่ไหนถ้าเรามาลองทำ ยำผลไม้สีแดง จัดจ้านถึงใจ ได้ความสดชื่น แบบนี้ก็น่าสนใจใช่ไหมล่ะคะ

ผลไม้สีขาว
กล้วย สาลี่ ลองกอง ลิ้นจี่ ลางสาด แห้ว ละมุด และพุทรา สีขาวของผลไม้เหล่านี้เกิดจากสารอาหารที่
เรียกว่า แซนโทน กรดไซแนปติก และอัลลิชิน ซึ่งสารต่าง ๆ เหล่านี้มีส่วนช่วยในการลดอาการอักเสบ
รักษาระดับน้ำตาลในเลือด มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ลดไขมันในเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ และความดันโลหิต ช่วยลดอาการปวดต่าง ๆ ตามข้อ และลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอีกด้วย ลอง
เลือกกินกล้วยหอมสุกตอนเช้า 1 ผล ตามด้วยน้ำเปล่าสักแก้ว แบบนี้ก็สวย และเป็นเมนูไดเอตได้อีก
ด้วย

ผลไม้สีเหลือง หรือสีส้ม
แคโรทีนอยด์ เป็นสารที่พบในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีส้ม อย่างเช่น ข้าวโพด มะม่วง เสาวรส แคนตาลูป สัปปะรด และ มะละกอเป็นต้น ซึ่งสารตัวนี้นั้นมีส่วนช่วยในการรักษาสุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยชะลอการเสื่อมถอยของจอประสาทตา มีส่วนช่วยพัฒนาการมองเห็นของเด็ก และสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและสดใส ลองมิกซ์ มะม่วง เสาวรสและสับปะรด มาปั่นกับโยเกิร์ตเป็น สมูทตี้ ดี ๆ สักแก้ว รับรองฟินเลยล่ะค่ะ

ผลไม้สีม่วง และน้ำเงิน
ปิดท้ายกันด้วย มันม่วง เผือก บลูเบอร์รี แบล็กเบอร์รี องุ่นสีม่วง ลูกพรุน และผลไม้อื่น ๆ ที่จัดอยู่ไหนผลไม้ตระกูลสีม่วง และน้ำเงิน ผลไม้เหล่านี้ได้รับเม็ดสีจากสาร แอนโทไซยานิน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีและอีถึง 2 เท่า มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของหลอดเลือด และปกป้องหลอดเลือด ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดได้ มีส่วนในการยับยั้งเชื้ออีโคไลในทางเดินอาหาร ต่อต้านไวรัส

นอกจากจะต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว หากสามารถกินผลไม้ให้ครบ 5 สีด้วยแล้ว ก็คงจะดีต่อสุขภาพของเราไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดี ๆ เพราะใครจะรู้ว่าผลไม้แต่ละสีนั้นจะให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย แถมผลไม้ส่วนใหญ่นั้นยังให้พลังงานต่ำ มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวพรรณของสาว ๆ เปล่งปลั่ง และดูสุขภาพดีอีกด้วยค่ะ เกิดเป็นผู้หญิงทั้งทีจะสวยภายนอกจากเดียวคงไม่พอ ต้องดูแลมาจากข้างในด้วยนะคะ จะได้คงความสวยและความสุขภาพดีแบบนี้ไปนาน ๆ