ซาวน่า

ซาวน่า หลังที่ฟิตเนสมีประโยชน์ หรือให้โทษต่อร่างกายกันแน่?

ซาวน่า หลังออกกำลังกายที่ฟิตเนส หลายคนอาจจะเคยใช้บริการซาวน่าก่อนอาบน้ำ ห้องซาวน่าจะเป็นห้องที่บุรอบๆ ด้วยไม้ มีหินร้อนๆ

ซาวน่า ที่ทำให้อุณหภูมิในห้องร้อนระอุ เราเข้าไปนั่งในห้องซาวน่าจนรู้สึกผิวหนังร้อน จากนั้นก็ออกมาอาบน้ำ เหงื่อที่ไหลออกมาขณะซาวน่าทำให้ใครหลายคนรู้สึกสบายตัว แต่จริงๆ แล้ววัตถุประสงค์ของซาวน่าคืออะไร มีประโยชน์จริง หรือมีอันตรายหรือไม่ มาหาคำตอบกัน

ซาวน่า

ประโยชน์ของซาวน่า

ตามปกติแล้วในห้องซาวน่าที่วางหินร้อนๆ เอาไว้ จะทำให้อุณหภูมิในห้องโดยรวมอยู่ที่ราวๆ 32-45 องศาเซลเซียส ทำให้คนที่เข้าไปในห้องซาวน่าสามารถเหงื่อออกได้ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป และอาจไม่ทันรู้ตัวว่าเหงื่อออก เพราะอากาศที่ร้อน และแห้งในห้องซาวน่าเรียกเหงื่อผ่านผิวหนังออกมา และแห้งไปกับอากาศภายในห้องแทบจะทันที อุณหภูมิบนผิวหนังจะร้อนอยู่ที่ราวๆ 37-40 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิบนผิวที่เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เราพอสังเกต หรือรู้สึกได้ แต่สิ่งที่เราอาจไม่ทันรู้สึกตัว คือ การเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้นราว 30% หัวใจสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายมากขึ้น รวมถึงผิวหนังที่แดงขึ้นจากการสูบฉีดของเลือดที่มากขึ้น หัวใจจะยังทำงานหนักไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะออกมาจากห้องซาวน่า เมื่อร่างกายสัมผัสกับอุณหภูมินอกห้องที่เย็นขึ้น

ซาวน่า ปลอดภัยหรือไม่?

ซาวน่าเป็นบริการที่ขึ้นชื่อในเมืองหนาวอย่างฟินแลนด์ ดังนั้นงานวิจัยที่เกี่ยวกับซาวน่าส่วนใหญ่มาจากฟินแลนด์ นักวิจัยทำสำรวจร่างกายของผู้ที่เป็นโรคหัวใจในเมืองเฮลซิงกิจำนวณ 1,631 คน หลังจากเข้ารับบริการซาวน่า ในช่วงเวลา 16 เดือน พบว่ามีเพียง 1.8% เท่านั้นที่มีอาการโรคหัวใจกำเริบขณะใช้บริการซาวน่าเป็นเวลา 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ในการทดลองที่แคนาดา ให้ผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวณ 16 คนใช้บริการซาวน่า 15 นาทีแล้วมาทดสอบหัวใจด้วยการวิ่งบนลู่วิ่ง พบว่าไม่มีผู้ป่วยรายได้ที่มีอาการของโรคหัวใจกำเริบ

ซาวน่ามีความปลอดภัยต่อคนทั่วไปที่สุขภาพดี รวมถึงผู้ป่วยที่ดูเหมือนจะมีความเสี่ยง (แต่ไม่มี) อย่างผู้ป่วยโรคหัวใจ (ที่มีอาการอยู่ในระดับที่คงที่) งานวิจัยจากญี่ปุ่นยังยืนยันอีกว่า การใช้บริการซาวน่าเป็นประจำ ยังช่วยให้การทำงานของหลอดเลือดดีขึ้นในผู้ป่วยที่หัวใจมีปัญหาการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคหัวใจยังคงต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการซาวน่า เพื่อศึกษาความเสี่ยง หรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในแต่ละบุคคลที่อาจมีสุขภาพที่แตกต่างกันไป

ซาวน่ายังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ลดอาการคันยุบยิบในผู้ป่วยที่มีอาการคันผิวหนังได้ (ความร้อนจากห้องซาวน่าไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง และปอด) และสำหรับประโยชน์จากการไหลเวียนโลหิตที่ดีขึ้น ในบางรายอาจทำให้รู้สึกผิวสุขภาพดีขึ้นตามมาด้วย

ใช้บริการซาวน่าอย่างไรให้ปลอดภัย?

  1. ใช้บริการซาวน่าในช่วงที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่อยู่ในสภาวะอ่อนเพลีย ขาดอาหาร มีไข้ เป็นหวัด และอื่นๆ (หากมีโรคประจำตัว ควรอยู่ในระดับอาการคงที่ ควบคุมได้ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ)
  2. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนใช้บริการซาวน่า
  3. ออกกำลังกายก่อนเข้าบริการซาวน่า โดยอาจจะเดินหรือวิ่ง 30 นาที เดินหรือวิ่งขึ้นลงบันได 3-4 ครั้งโดยไม่หยุด ให้หัวใจได้ออกกำลังเล็กน้อย แต่ผู้ป่วยโรคหัวใจไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป
  4. ระมัดระวังไม่ปรับอุณหภูมิของห้องซาวน่าสูงจนเกินไป ให้อยู่ในระดับที่ร้อน แต่พอทนไหว
  5. สามารถใช้เวลาในห้องซาวน่าได้ตั้งแต่ 5-20 นาที แต่หากรู้สึกหน้ามืด ตาลาย จะเป็นลม ควรรีบออกมาก่อน
  6. นั่งอยู่ด้านนอกห้องซาวน่าจนกว่าผิวหนัง และร่างกายโดยรวมปรับให้เข้ากับอากาศภายนอกห้องซาวน่าได้ก่อน แล้วค่อยเข้าไปอาบน้ำ
  7. จิบน้ำช้าๆ 2-4 แก้วหลังเข้ารับบริการซาวน่า เพื่อทดแทนเหงื่อที่เสียไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

สัญญาณอันตราย

สัญญาณอันตราย “ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน”แพทย์แนะประชาชนดูแลรักษาสุข

สัญญาณอันตราย ลดโอกาสเสี่ยงไซนัสอักเสบเฉียบพลัน เนื่องจากสาเหตุเกิดจากโรคหวัด

สัญญาณอันตราย ทำให้เยื่อบุจมูกบวม รูเปิดไซนัสอุดตัน เกิดการอักเสบของไซนัสเฉียบพลันได้

สัญญาณอันตราย

โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน เป็นโรคที่มีปัจจัยเสี่ยงจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน และโรคจมูกอักเสบที่เกิดจากภูมิแพ้ หรือปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก เช่น การสัมผัสความเย็นเป็นเวลานาน ระคายเคืองด้วยอากาศแห้งและเย็น รวมถึงการเปลี่ยนอุณหภูมิฉับพลัน

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเสริมว่า โรคไซนัสอักเสบเป็นโรคที่เกิดการอักเสบติดเชื้อของโพรงอากาศในจมูก ซึ่งปกติโพรงไซนัสจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ตำแหน่ง เป็นคู่ๆ ได้แก่ โพรงอากาศบริเวณหน้าผาก โพรงอากาศระหว่างหัวตา โพรงอากาศบริเวณแก้ม และโพรงอากาศบริเวณฐานกะโหลก โดยการอักเสบเกิดขึ้นได้กับไซนัสทุกตำแหน่ง แต่ตำแหน่งที่พบไซนัสอักเสบได้บ่อยที่สุดคือ บริเวณโหนกแก้ม

อาการโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

ผู้ป่วยมักมีอาการปวดที่บริเวณใบหน้าเมื่อเกิดการอักเสบ เช่น โหนกแก้ม ระหว่าง หัวตา หน้าผาก รอบกระบอกตา คัดจมูก มีน้ำมูกออกข้นเหลืองหรือเขียว หรือมีเสมหะไหลจากด้านหลังจมูกลงในคอ หายใจมีกลิ่นเหม็น อีกทั้งความรู้สึกในการรับรู้กลิ่น หรือรสชาติจะลดลงไปด้วย

การรักษาโรคไซนัสอักเสบ

ในส่วนของการรักษาโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ควรพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี เนื่องจากถ้ารักษาไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้เชื้อลุกลามจนกลายเป็นภาวะแทรกซ้อนต่อตาได้ สำหรับการรักษาไซนัสอักเสบมีหลายวิธี เช่น

  1. การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
  2. ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ ควรใช้ควบคู่ไปกับยาปฏิชีวนะ
  3. ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งควรได้รับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 10-14 วัน เป็นการรักษาอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายช่วยให้อาการทางไซนัสดีขึ้น

การป้องกันโรคไซนัสอักเสบ

เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดอาการไซนัสอักเสบ หรือลดอาการรุนแรงที่เกิดขึ้น ควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยออกกำลังกายเป็นประจำแบบไม่ต้องหักโหม เพื่อเป็นการเสริมสร้างให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหากร่างกายอ่อนแอจะมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม “โปรตีน” ลงไปในอาหารเช้าให้มากขึ้น

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม “อาหารเช้าอุดมไปด้วยโปรตีนที่ดี ช่วยลดความอยากอาหารระหว่างวันได้”

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม นักวิจัยให้ผู้ใหญ่ร่างกายแข็งแรงปกติทานอาหารเช้า 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นซีเรียลที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง อีกส่วนเป็นนม 1 แก้วที่มีโปรตีน 12.4 กรัม หรือนมที่ผสมกับนมโปรตีนเข้ามข้น หรือผงเวย์โปรตีนที่เพิ่มโปรตีนมากขึ้นถึง 28 กรัม และตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเอาไว้

เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม

หลังจากอาหารเช้า 2-3 ชั่วโมง ทุกคนได้ทานอาหารกลางวันที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอีกครั้ง หลังจากนั้นนักวิจัยจะเริ่มสอบถามถึงระดับความอยากอาหารโดยละเอียด นักวิจัยพบว่าคนที่ทานโปรตีนเพิ่มมากกว่าคนอื่นในอาหารเช้ามีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง และระดับความอยากอาหารลดลงด้วยในวันเดียวกัน

เหตุผลเพราะ โปรตีนใช้เวลาย่อยนานกว่าคาร์โบไฮเดรต จึงเป็นที่มาของความอยากอาหารที่น้อยลงไปด้วย แต่การศึกษานี้ยังนำว่า ยิ่งทานโปรตีนมากขึ้น เวลาในการย่อยอาหารก็ยิ่งนานขึ้นไปด้วย การทานโปรตีนให้มากขึ้นจึงส่งผลดีต่อคนที่ต้องทำกิจกรรม

หรือทำงานในช่วงตอนกลางวันอย่างยาวนานโดยมีเวลาทานอาหารน้อย หรือแค่ครั้งเดียว รวมไปถึงคนที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่อย่าทานโปรตีนมากเกินไปในช่วงเวลาก่อนเข้านอน เพราะอาจส่งผลให้ร่างกายทำงานหนักเพื่อย่อยอาหารในช่วงเวลาที่เราควรจะนอน จนทำให้เรานอนไม่หลับได้

แม้ว่าโปรตีนที่ใช้ในการศึกษานี้จะเป็นนมที่มีโปรตีนเข้มข้น และผงเวย์โปรตีน และนักวิจัยกล่าวว่า โปรตีนที่เราควรทานเพิ่มในตอนเช้า จะเป็นโปรตีนชนิดใดก็ได้ ขอให้เป็นโปรตีนที่ดี มีไขมันต่ำก็เพียงพอ อาจจะเป็นไก่ ปลา นมถั่วเหลือง หรือไข่ก็ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

กรดอะมิโนจำเป็น

กรดอะมิโนจำเป็น จำเป็นอย่างไร? หาได้จากที่ไหนบ้าง?

กรดอะมิโนจำเป็น สารประกอบอินทรีย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโปรตีน เป็นหนึ่งในหน่วยโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายมนุษย์

กรดอะมิโนจำเป็น ร่างกายเราต้องการกรดอะมิโน 20 ชนิด เพื่อให้ร่างกายเติบโตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรดอะมิโนชนิดที่เราได้ยินบ่อยสุดคงเป็น กรดอะมิโนจำเป็น อย่างนั้นเรามาดูกันว่า กรดอะมิโนจำเป็น…จำเป็นอย่างไรต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

กรดอะมิโนจำเป็น

รู้จักกับ… กรดอะมิโนจำเป็น

กรดอะมิโนจำเป็น คือกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น กรดอะมิโนจำเป็นมีอยู่ด้วยกัน 9 ชนิด ได้แก่

ฮีสทิดีน (Histidine)

ไอโซลิวซีน (Isoleucine)

ลิวซีน (Leucine)

วาลีน (Valine)

ไลซีน (Lysine)

เมไธโอนีน (Methionine)

ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine)

ทรีโอนีน (Threonine)

ทริปโตแฟน (Tryptophan)

กรดอะมิโนจำเป็น… จำเป็นอย่างไร

กรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 9 ชนิด ล้วนแต่ทำหน้าที่สำคัญต่อร่างกาย ดังนี้

ฮีสทิดีน (Histidine) ใช้ในการผลิตฮีสตามีน (histamine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่สำคัญมากในการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน การย่อยอาหาร การทำหน้าที่ทางเพศ รวมถึงวงจรการนอนหลับและตื่นนอน ฮีสทีดีนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ปลอกไมอีลิน (Myelin sheath) ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มที่คอยป้องกันเซลล์ประสาททำงานได้เป็นปกติ

ไอโซลิวซีน (Isoleucine) หนึ่งในกรดอะมิโนจำเป็นในกลุ่ม Branched Chain Amino Acids (BCAAs) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลังงานในกล้ามเนื้อ (muscle metabolism) ช่วยในการรักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การผลิตฮีโมโกลบิน (hemoglobin) และการควบคุมพลังงาน

ลิวซีน (Leucine) หนึ่งในกรดอะมิโนจำเป็นในกลุ่ม Branched Chain Amino Acids (BCAAs) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการรักษาบาดแผล และการผลิตโกรทฮอร์โมน

วาลีน (Valine) กรดอะมิโนจำเป็นในกลุ่ม Branched Chain Amino Acids (BCAAs) ช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโตและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการผลิตพลังงาน

ไลซีน (Lysine) มีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์โปรตีน การดูดซึมแคลเซียม การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การผลิตฮอร์โมน เอนไซม์ พลังงาน คอลลาเจน และอีลาสตีน

เมไธโอนีน (Methionine) ทำหน้าที่สำคัญในกระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) และการขจัดพิษ ทั้งยังจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ การดูดซึมสังกะสี ซีลีเนียม และแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย

ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) สารตั้งต้นของสารสื่อประสาทอย่าง ไทโรซีน (Tyrosine), โดพามีน (Dopamine), เอพิเนฟรีน (Epinephrine) และนอร์อิปิเนฟริน (norepinephrine) เป็นส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้างและการทำงานของโปรตีนและเอนไซม์ รวมไปถึงการผลิตกรดอะมิโนชนิดอื่นด้วย

ทรีโอนีน (Threonine) ส่วนประกอบสำคัญของโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง เช่น คอลลาเจน และอีลาสติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ทั้งยังช่วยในการเผาผลาญไขมันและระบบภูมิคุ้มกันด้วย

ทริปโตแฟน (Tryptophan) เกี่ยวข้องกับความรู้สึกง่วงซึม (drowsiness) และการทำงานของส่วนต่างๆ ในร่างกาย ช่วยรักษาภาวะสมดุลของไนโตรเจน ทั้งยังเป็นสารตั้งต้นของ เซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยควบคุมการย่อยอาหาร การนอนหลับ และอารมณ์

อาหารเหล่านี้… แหล่งกรดอะมิโนจำเป็น

กรดอะมิโนจำเป็นเป็นสิ่งที่ร่างกายสังเคราะห์เองไม่ได้ ต้องรับจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น แต่เราไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็นทุกมื้อ โดยอาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบทุกชนิดในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย เรียกว่า โปรตีนสมบูรณ์ (Complete protein) ได้แก่

เนื้อสัตว์

อาหารทะเล

เนื้อสัตว์ปีก

ไข่

ผลิตภัณฑ์จากนม

ถั่วเหลือง

คีนัว (Quinoa)

บักวีต (Buckwheat)

นอกจากอาหารซึ่งเป็นโปรตีนสมบูรณ์ข้างต้นแล้ว อาหารพืช (Plant-based food) อื่นๆ ที่เป็นแหล่งโปรตีน เช่น ถั่วที่โตบนดิน หรือถั่วเปลือกแข็ง (อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น) ถั่วฝัก (ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา เป็นต้น)

ประโยชน์เพิ่มเติม ที่ได้จากกรดอะมิโนจำเป็น
อาจช่วยพัฒนาอารมณ์และการนอนหลับ
ทริปโตแฟน (Tryptophan) จำเป็นในการผลิตเซราโทนิน สารเคมีซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ การนอนหลับ และพฤติกรรม หากระดับเซราโทนินต่ำจะส่งผลให้ซึมเศร้าและรบกวนการนอน มีผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า อาหารเสริมที่มีทริปโตแฟนเป็นส่วนประกอบสามารถช่วยลดอาการของโรคซึมเศร้า ช่วยให้อารมณ์ดี และพัฒนาคุณภาพการนอน

ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกาย
กรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs ทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ไอโซลิวซีน (Isoleucine), ลิวซีน (Leucine) และวาลีน (Valine) ถูกใช้เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้า

ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกายและเล่นกีฬา และใช้ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายอย่างแพร่หลาย มีการวิจัย 8 ชิ้นที่ชี้ว่า อาหารเสริมที่มีกรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs เป็นส่วนประกอบ สามารถช่วยในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อและลดความเหนื่อยล้าหลังจากเล่นกีฬาได้อย่างดีมาก

ช่วยป้องกันกล้ามเนื้อลีบ
อาการกล้ามเนื้อลีบเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดได้บ่อยกับผู้ป่วยติดเตียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ จากการศึกษาวิจัยพบว่า กรดอะมิโนจำเป็นช่วยป้องกันกล้ามเนื้อเสียหาย และช่วยรักษาน้ำหนักตัวที่ปราศจากไขมัน (Lean Body Mass) ในผู้สูงอายุและนักกีฬาได้

ทั้งยังมีการศึกษาวิจัยในกลุ่มอาสาสมัครอายุ 22 ปีเป็นระยะเวลา 10 วันที่แสดงให้เห็นว่า อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับกรดอะมิโนจำเป็นรวมปริมาณ 15 กรัมต่อวันนั้น การสังเคราะห์โปรตีนกล้ามเนื้อ (Muscle Protein Synthesis / MPS) ซึ่งเป็นกระบวนการกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ ในขณะที่อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับยาหลอกมีการสังเคราะห์โปรตีนกล้ามเนื้อลดลงถึง 30%

อาจช่วยในการลดน้ำหนัก
ผลการศึกษาวิจัยในมนุษย์และสัตว์พิสูจน์ให้เห็นว่า กรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดไขมันได้ ยกตัวอย่าง งานศึกษาวิจัยระยะเวลา 8 สัปดาห์ในกลุ่มอาสาสมัครชายอายุ 36 ปีที่ออกกำลังกายเน้นในส่วนของกล้ามเนื้อพบว่า

เมื่ออาสาสมัครกินอาหารเสริมที่มีกรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs ปริมาณ 14 กรัมเป็นประจำทุกวัน สามารถลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายได้อย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับการกินเวย์โปรตีน หรือดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่

ผลเสียก็มี… หากบริโภคมากเกินไป
หากร่างกายได้รับกรดอะมิโนจำเป็นมากเกินไป อาจเกิดผลกระทบดังนี้

ระบบทางเดินอาหารทำงานน้อยลง เช่น ท้องอืด

ปวดท้อง

ท้องเสีย

เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ (เนื่องจากไปเพิ่มกรดยูริกในร่างกาย ซึ่งนำไปสู่อาการข้อต่ออักเสบ)

ความดันโลหิตลดลงแบบเสียสุขภาพ

ทำให้รูปแบบการกินเปลี่ยนแปลง

ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อคงความสมดุลของร่างกาย
อาหารส่วนใหญ่มีกรดอะมิโนในปริมาณที่ปลอดภัย แต่หากคุณวางแผนที่ควบคุมน้ำหนักด้วยการกินอาหารที่มีโปรตีนสูง ต้องการกินอาหารเสริมที่มีกรดอะมิโน หรือกินอาหารเสริมเพื่อการออกกำลังกายแบบเข้มข้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

5 พฤติกรรมเสี่ยง

5 พฤติกรรมเสี่ยง “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”วัยรุ่นไม่ค่อยให้ความสนใจ

5 พฤติกรรมเสี่ยง หากพูดถึง “หมอนรองกระดูก” แล้ว วัยรุ่นส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยให้ความสนใจสักเท่าไร แต่ถ้าเริ่มทำงานไปได้สักพัก

5 พฤติกรรมเสี่ยง หรือบางทีอาจได้ยินเองจากปากของหมอ เมื่อคุณไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก็เป็นได้

หมอนรองกระดูก คืออะไร?
หมอนรองกระดูก คือเนื้อเยื่อที่ลักษณะด้านนอกเป็นเหมือนพังผืดเหนียวๆ ซ้อนกันเป็นวงรอบหลายๆ ชั้น และด้านในนุ่มๆ หยุ่นๆ คล้ายวุ้น พบในบริเวณส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ที่วางพาดยาวไปตั้งแต่คอ อก จนถึงเอว

5 พฤติกรรมเสี่ยง

หมอนรองกระดูก มีหน้าที่ และความสำคัญอย่างไร?
หมอนรองกระดูกทำหน้าที่เป็นข้อต่อในการขยับของกระดูกสันหลัง และรับแรงกระแทกเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น นั่ง ยืน กระโดด เอนหลัง บิดตัว และอื่นๆ เหมือนกับเป็น “โช้คอัพ” ให้กับกระดูกสันหลังของเรา ของนอกจากนี้หมอนรองกระดูกยังคอยปกป้องไม่ให้กระดูกสันหลังเคลื่อนที่อีกด้วย

ทำไมวัยทำงานถึงเสี่ยงหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท?
ที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ ในหมู่วัยทำงาน อายุระหว่าง 20-50 ปีนั้น เพราะเป็นวัยที่ใช้ร่างหนัก พักผ่อนน้อย และอาจจำเป็นต้องทำงานในสถานที่ และเวลาที่จำกัดอยู่เสมอๆ รวมถึงพฤติกรรมเหล่านี้ที่เสี่ยงต่ออาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

 

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท มีอาการอย่างไร?
เมื่อกระดูกสันหลังได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง หรือหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมสภาพ ของเหลวภายในหมอนรองกระดูกอาจไหลทะลักออกมา แล้วไปกดทับเส้นประสาทรอบๆ จนทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นได้ สัญญาณของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือ

– ปวดบริเวณเอว คอ อก หรือหลังช่วงล่าง ปวดจิ๊ดๆ เหมือนไฟฟ้าช็อต ปวดๆ หายๆ มากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป

– บางครั้งอาการปวดอาจร้าว หรือเจ็บแปลบไปถึงต้นขา น่อง หรือเท้าได้

– อาจมีอาการชาในบริเวณที่ปวด

– บริเวณเอว หลังช่วงหลัง หรือคอรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ขยับลำบาก

– กล้ามเนื้อบริเวณคอ หลัง เอว อก ต้นขา น่องขา หรือหลังเท้าอ่อนแรง

– หากอาการรุนแรง อาจรู้สึกชาไปถึงรอบอวัยวะเพศ รอบก้น และการขับถ่าย หรือปัสสาวะลำบาก

พฤติกรรมเสี่ยง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
1. ก้มๆ เงยๆ บ่อยๆ หรือมากเกินไป

2. ยกของหนักซ้ำๆ ท่าเดิมๆ

3. ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องทำงานอยู่ในบริเวณที่มีการสั่นสะเทือนบ่อยๆ เช่น เขตก่อสร้าง

4. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก

5. อยู่ท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป

วิธีรักษา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
วิธีรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เป็นอยู่ โดยอาจเริ่มจากการทานยาเพื่อลดความปวด และการอักเสบ จากนั้นจึงทำกายภาพบำบัด และอาจฉีดยาลดการอักเสบที่เส้นประสาท ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจต้องเข้ารับการผ่าตัด

ป้องกันหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้อย่างไร?
1. ไม่ยกของหนัก หรือยกของท่าเดิมๆ มากเกินไป

2. ควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานทุกๆ 2-3 ชั่วโมง

3. หมั่นออกกำลังกาย ทำการบริหารเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหลัง และหน้าท้องให้แข็งแรง

ท่ากายบริหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลัง และหน้าท้อง ป้องกันอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
1) นอนหงาย ยกขาขึ้นข้างหนึ่งให้สูงจากพื้นประมาณ 1คืบ เข่าเหยียดตรง กระดกปลายเท้าเข้าหาตัว ค้างไว้ 5 วินาที แล้วทำสลับกับขาอีกข้าง

2) นอนหงาย ใช้มือทั้งสองกอดเข่าข้างหนึ่ง โน้มเข่าลงมาให้ชิดลำตัว ค้างไว้ 5 วินาที แล้วทำสลับกับเข่าอีกข้าง

3) นอนหงาย ชันเข่าขึ้น ประสานมือสองข้างไว้ด้านหลังบริเวณเอว จากนั้นแขม่วท้อง กดหลังลงค้างไว้ 5 วินาที

ในแต่ละท่า ควรทำซ้ำ 3-5 ครั้ง ทุกวัน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว ในตอนเช้า ที่จะทำให้สาวๆ อยากลอง

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว ที่มีความเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ หาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด เป็นพืชผักสวนครัวประจำบ้านที่หาได้ไม่ยาก นอกจากจะนำเอามาใช้ปรุงอาหารและทำเมนูต่างๆ

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว ยังเนรมิตรให้กลายเป็นยาบำรุงสุขภาพขั้นเทพที่ดีต่อร่างกายได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่การดื่มน้ำมะนาวในตอนเช้า กับ 4 ข้อมูลดีๆ ต่อไปนี้ ที่จะทำให้สาวๆ หันมาเลือกดูแลตัวเองด้วยวิธีนี้กันมากขึ้น

4 ข้อดีในการดื่มน้ำมะนาว

กระตุ้นให้อารมณ์ดีขึ้น

น้ำมะนาวสามารถช่วยเพิ่มความรู้สึกและความสดชื่นมากขึ้นได้ เพียงแค่สาวๆ ดื่มน้ำมะนาวในช่วงเช้าก็จะช่วยทำให้ความง่วงที่เกิดจากการนอนดึกหายไปได้ แล้วทดแทนด้วยความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะกลิ่นหอมๆ ของมะนาวที่มาจากน้ำมันที่ถูกคั้นออกมาจากส่วนของผิว ผสมลงไปกับน้ำมะนาว จะช่วยปลุกความสดชื่นให้กับร่างกาย ที่สำคัญน้ำมันที่ระเหยออกมานี้ยังช่วยลดอาการวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี การดื่มหลังตื่นนอนทันที ยังช่วยทำให้รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่หอมสดชื่น ลดกลิ่นปากได้ในตัวอีกด้วย

ช่วยเรื่องการย่อยอาหาร

น้ำมะนาวนั้นเรียกได้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะระบบย่อยอาหารเนื่องจากน้ำมะนาวมีกรดที่สามารถชำระล้างสารพิษออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี สารอาหารที่พบในน้ำมะนาวที่อัดแน่นกันอยู่อย่างเข้มข้นยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับให้ดีขึ้นในด้านการผลิตน้ำดีเพื่อช่วยย่อยอาหาร อีกทั้งยังช่วยลดอาการท้องอืดและเสียดท้องได้ หากเผชิญกับปัญหาระบบย่อยอาหารอยู่ล่ะก็ ลองดื่มน้ำมะนาวในตอนเช้าๆ รับรองว่าปัญหานี้จะไม่มากวนใจ รู้สึกได้ถึงความเบาสบายตัวได้ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

ช่วยลดน้ำหนัก

หากคุณกำลังหาทางเลือกที่ดีสำหรับการลดน้ำหนักอย่างได้ผลและมีความปลอดภัยควบคู่กันอยู่แล้วล่ะก็ ลองดื่มน้ำมะนาวในช่วงเช้า โดยนำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วค่อยๆ จิบจนหมดแก้วแบบไม่ต้องเร่งรีบจนเกินไป ทำแบบนี้ในทุกๆ เช้าที่ตื่นนอน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเพิ่มระดับความสามารถในการลดน้ำหนักได้อีกระดับ เนื่องจากน้ำมะนาวที่ผสมน้ำอุ่นฃช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้เป็นอย่างดีและยังช่วยย่อยอาหารได้เร็วขึ้น ยิ่งควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วยแล้ว บอกเลยว่าความผอมจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไต

มีการค้นพบและได้ทำการวิจัยออกมาแล้วว่า การดื่มน้ำมะนาวสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไตได้ โดยเวลาที่เหมาะสมในการดื่มคือช่วงเช้าหลังจากที่คุณตื่นนอน เนื่องจากกรดซิตริกที่มีอยู่ในมะนาวนั้นสามารถช่วยชำระล้างสารตะกอนต่างๆ ที่จับตัวเป็นก้อนบริเวณไตและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไตได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของสาวๆ ที่รู้สึกว่าเป็นคนติดรสเค็ม หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของไต ลองเลือกดื่มน้ำมะนาวคั้นสดผสมน้ำอุ่นในตอนเช้าเช่นนี้ จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ไตทำงานได้ดีขึ้นได้

เห็นข้อดีของน้ำมะนาวแบบนี้กันแล้ว อย่าลืมลองนำไปใช้เป็นทางเลือกเพื่อการดูแลสุขภาพ ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ของทุกเช้าที่สาวๆ ทำได้อยู่แล้ว เพียงแค่มีวินัยและใส่ใจสุขภาพตัวเองไม่กี่นาที ก็เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อแล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ทำไมก่อนกินควรอ่า

ทำไมก่อนกินควรอ่าน “ฉลากโภชนาการ” ก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว-หวาน

ทำไมก่อนกินควรอ่าน “ฉลากโภชนาการ” หากเราเลือกซื้ออาหารที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว อาหารหวาน อาหารแห้ง ขนมคบเคี้ยวต่างๆ

ทำไมก่อนกินควรอ่าน “ฉลากโภชนาการ” อีกมากมาย ทั้งหมดที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยตามร้านค้าต่างๆ ล้วนแล้วแต่มาพร้อมกับ “ฉลากโภชนาการ” ที่มีประโยชน์ต่อการเลือกซื้อเลือกหาอาหารให้เราได้เลือกก่อนทานได้มาก

ฉลากโภชนาการ คืออะไร?
ฉลากโภชนาการ เป็นฉลากที่บ่งบอกถึงรายละเอียดของส่วนประกอบในอาหารชนิดนั้นๆ รวมสารอาหาร และพลังงานที่เราจะได้รับหลังทานอาหารชนิดนั้นๆ เข้าไปในร่างกาย ดังนั้นฉลากโภชนาการจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่รักสุขภาพ ที่อยากหลีกเลี่ยงส่วนประกอบของอาหารที่อาจทำร้ายร่างกาย ผู้ป่วยที่แพทย์สั่งให้ลด หรืองดการทานอาหารบางประเภท รวมทั้งผู้ที่แพ้อาหารบางชนิด ที่ควรส่องดูส่วนประกอบของอาหารชนิดนั้นๆ ก่อนซื้อมาทาน

ทำไมก่อนกินควรอ่า

ผู้ที่ควรใส่ใจอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้ออาหารทานมากเป็นพิเศษ
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันเส้นเลือด เบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ และหลอดเลือด เป็นต้น

ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

ผู้ที่แพ้อาหารบางชนิด
ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงส่วนประกอบของอาหารบางประเภท เช่น โรคเบาหวานหลีกเลี่ยงน้ำตาล โรคไต ความดันโลหิตสูงหลีกเลี่ยงโซเดียม และโรคหัวใจ และหลอดเลือดหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ เป็นต้น ดังนั้นการอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้ออาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำให้ติดเป็นนิสัย

ฉลากโภชนาการ มีข้อมูลอะไรบ้าง?
สำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา หรือ อย. ระบุว่า การอ่านฉลากก่อนซื้อเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ได้รับอาหารสำเร็จรูป หรือกึ่งสำเร็จรูปตรงตามความต้องการเนื่องจากฉลากอาหารเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานที่จะบอกว่าอาหารนั้นผลิตที่ใด มีส่วนประกอบ วิธีการปรุง การเก็บรักษาอย่างไร ผลิต และ/หรือหมดอายุเมื่อใด รวมถึงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร คำเตือนที่ควรระวัง และที่สำคัญได้รับอนุญาตจาก อย.หรือไม่ โดยดูจากเลขสารบบอาหาร xx-x-xxxxx-y-yyyy ซึ่งจะมีตัวเลข 13 หลักอยู่ภายในกรอบเครื่องหมาย อย. อีกส่วนที่ผู้บริโภคควรให้ความสนใจเนื่องจากเป็นแหล่งข้อมูลที่จะช่วยให้เราดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

วิธีอ่านฉลากโภชนาการ
1. ถ้าบริโภคอาหารตามปริมาณที่ระบุใน “หนึ่งหน่วยบริโภค” ก็จะได้รับพลังงาน และสารอาหารต่าง ๆ ตามข้อมูลที่แสดงใน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค”

2. ถ้าภาชนะบรรจุขนาดใหญ่ ไม่ควรบริโภคหมดในวันเดียว ควรสังเกต “จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ” ด้วย ซึ่งจะมีข้อแนะนำว่าควรแบ่งบริโภคกี่ครั้ง และบริโภคตามข้อแนะนำที่ระบุไว้

3. ต้องการทราบว่าอาหารนั้นให้พลังงานเท่าไร และให้สารอาหารอะไรบ้าง อาทิ โปรตีน โซเดียม โคเลสเตอรอล ฯลฯ ในปริมาณเท่าไร ให้ดูที่ “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” โดยเมื่อบริโภคตามปริมาณที่ระบุไว้ในหนึ่งหน่วยบริโภคก็จะได้รับสารอาหารตามนั้น เช่น จากตัวอย่าง หนึ่งหน่วยบริโภค คือ 1/8 ซอง (25 กรัม) ถ้าบริโภคตามปริมาณดังกล่าวจะได้รับพลังงาน 210 กิโลแคลอรี

4. ต้องการทราบว่าบริโภคอาหารนั้นแล้วจะได้รับสารอาหาร อาทิ ไขมัน แคลเซียม ฯลฯ คิดเป็นร้อยละเท่าไรของปริมาณที่แนะนำให้คนไทยรับประทาน ให้ดูที่ “ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน”

สังเกต “หน่วยบริโภค” ให้ดีๆ
ทั้งนี้พบว่าผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือต้องการลดการบริโภคไขมัน โซเดียม โดยใช้ประโยชน์จากฉลากโภชนาการ มักเข้าใจผิดว่าเมื่อบริโภคอาหารนั้นหมดทั้งซอง หรือทั้งกล่อง จะได้รับพลังงานและสารอาหารเท่ากับจำนวนตัวเลขที่แสดงอยู่ใน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” ซึ่งไม่แน่เสมอไป

โปรดสังเกต ”จำนวนหน่วยบริโภคต่อซอง หรือ ต่อกล่อง” ด้วย หากระบุตัวเลขมากกว่า 1 เช่น จากตัวอย่างระบุว่า “จำนวนหน่วยบริโภคต่อซอง : 8” ถ้าบริโภคหมดซองในครั้งเดียว ก็จะได้รับพลังงานและสารอาหารต่าง ๆ ถึง 8 เท่าของตัวเลขที่แสดงใน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค“

โดยหากบริโภคขนมซองที่แสดงเป็นตัวอย่างหมดทั้งซองจะได้พลังงานจากขนมซองนั้นถึง 1,680 กิโลแคลอรี ซึ่งถ้าเพิ่มการบริโภคขนมซองนี้โดยบริโภคหมดทั้งซองติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ในขณะที่ยังคงบริโภคอาหารในปริมาณใกล้เคียงกับที่เคยบริโภค และมีกิจวัตรประจำวันเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นถึง 1.5 กิโลกรัม และหากบริโภคติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน น้ำหนักตัวจะขึ้นประมาณ 6 กิโลกรัม

ดังนั้นเมื่อมองเห็นอาหารที่มีบรรจุภัณฑ์ขนาดกลางและขนาดใหญ่แสดงตัวเลขพลังงาน ไขมัน โซเดียม ที่ดูน้อย อย่าเพิ่งตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคแบบเพลิดเพลินหมดทั้งซอง ควรต้องดูให้แน่ใจตามข้อมูลที่กล่าวไว้ข้างต้นด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเคล็ดลับการเลือกซื้อดีๆ ที่ผู้รักสุขภาพควรบอกต่อกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com