โรคร้ายที่มากับ “มลพิษทางอากาศ” วิกฤตฝุ่นมลพิษเกิดขึ้นหลาย

โรคร้ายที่มากับ วิกฤตฝุ่นมลพิษเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วในกรุงเทพมหานคร อันมีปัจจัยมาจากสภาพอากาศที่นิ่ง และ อากาศปิด

โรคร้ายที่มากับ ประกอบกับสภาพภายในกรุงเทพฯที่มีการก่อสร้างขนาดใหญ่ทุกมุมเมืองรวมไปถึงการจราจรที่ติดขัด การใช้รถยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 10 ปี มอเตอร์ไซต์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงรถเมล์ และ รถขนส่งสาธารณะล้วนแล้วแต่เป็นรถที่ปล่อยควันเสีย ทั้งหมดนี้ทำให้คนกรุงในปัจจุบันต้องหายใจในสภาพอากาศที่เหมือนตายผ่อนส่ง

โรคร้ายที่มากับ

ตามรายงานของ องค์การอนามัยโลก (WHO) นั้นระบุเอาไว้ว่ามลพิษทางอากาศนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเพียงแค่คุณเดินกลับบ้าน หรือ ออกไปวิ่งนอกบ้าน หรือแม้แต่อยู่ในบ้าน มลพิษทางอากาศก็สามารถแทรกเข้าสู่ตัวบ้านของคุณได้

แล้วสาเหตุการเสียชีวิตนั้นไม่ได้เป็นการเสียชีวิตในทันทีทันใด แต่เป็นการตายแบบผ่อนส่งเนื่องจาก ร่างกายสะสมเอามลพิษทางอากาศมาเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้นมาดูกันว่าโรคที่จะเกิดจากมลพิษทางอากาศตามรายงานของ องค์การอนามัยโลก นั้นมีอะไรบ้าง

มลพิษทางอากาศเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
รายงานของ องค์การอนามัยโลก ระบุว่ามลพิษทางอากาศที่ถูกสะสมเข้าร่างกายเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองถึง 1.4 ล้านราย

มลพิษทางอากาศเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ
รายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่ามลพิษทางอากาศทำส่งผลกระทบต่อทางเดินหายใจและฝุ่นมลพิษขนาดเล็กที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ทุกปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจอันมาจากมลพิษทางอากาศสูงถึง 2.4 ล้านราย

มลพิษทางอากาศเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคปอด
เมื่อต้องอาศัยในเมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศ การหายใจในทุกวันไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้าน ล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ และแน่นอนว่าส่งผลกระทบสู่ปอด องค์การอนามัยโลกมีรายงานแล้วว่ามีผู้เสียชีวิตจาก โรคปอด 1.8 ล้านรายต่อปี

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.sanook.com…

สัญญาณอันตราย

สัญญาณอันตราย “ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน”แพทย์แนะประชาชนดูแลรักษาสุข

สัญญาณอันตราย ลดโอกาสเสี่ยงไซนัสอักเสบเฉียบพลัน เนื่องจากสาเหตุเกิดจากโรคหวัด

สัญญาณอันตราย ทำให้เยื่อบุจมูกบวม รูเปิดไซนัสอุดตัน เกิดการอักเสบของไซนัสเฉียบพลันได้

สัญญาณอันตราย

โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน เป็นโรคที่มีปัจจัยเสี่ยงจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน และโรคจมูกอักเสบที่เกิดจากภูมิแพ้ หรือปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก เช่น การสัมผัสความเย็นเป็นเวลานาน ระคายเคืองด้วยอากาศแห้งและเย็น รวมถึงการเปลี่ยนอุณหภูมิฉับพลัน

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเสริมว่า โรคไซนัสอักเสบเป็นโรคที่เกิดการอักเสบติดเชื้อของโพรงอากาศในจมูก ซึ่งปกติโพรงไซนัสจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ตำแหน่ง เป็นคู่ๆ ได้แก่ โพรงอากาศบริเวณหน้าผาก โพรงอากาศระหว่างหัวตา โพรงอากาศบริเวณแก้ม และโพรงอากาศบริเวณฐานกะโหลก โดยการอักเสบเกิดขึ้นได้กับไซนัสทุกตำแหน่ง แต่ตำแหน่งที่พบไซนัสอักเสบได้บ่อยที่สุดคือ บริเวณโหนกแก้ม

อาการโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

ผู้ป่วยมักมีอาการปวดที่บริเวณใบหน้าเมื่อเกิดการอักเสบ เช่น โหนกแก้ม ระหว่าง หัวตา หน้าผาก รอบกระบอกตา คัดจมูก มีน้ำมูกออกข้นเหลืองหรือเขียว หรือมีเสมหะไหลจากด้านหลังจมูกลงในคอ หายใจมีกลิ่นเหม็น อีกทั้งความรู้สึกในการรับรู้กลิ่น หรือรสชาติจะลดลงไปด้วย

การรักษาโรคไซนัสอักเสบ

ในส่วนของการรักษาโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ควรพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี เนื่องจากถ้ารักษาไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้เชื้อลุกลามจนกลายเป็นภาวะแทรกซ้อนต่อตาได้ สำหรับการรักษาไซนัสอักเสบมีหลายวิธี เช่น

  1. การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
  2. ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ ควรใช้ควบคู่ไปกับยาปฏิชีวนะ
  3. ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งควรได้รับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 10-14 วัน เป็นการรักษาอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายช่วยให้อาการทางไซนัสดีขึ้น

การป้องกันโรคไซนัสอักเสบ

เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดอาการไซนัสอักเสบ หรือลดอาการรุนแรงที่เกิดขึ้น ควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยออกกำลังกายเป็นประจำแบบไม่ต้องหักโหม เพื่อเป็นการเสริมสร้างให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหากร่างกายอ่อนแอจะมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

เคมีบำบัด

เคมีบำบัด ไม่จำเป็นต่อผู้ป่วย “มะเร็งเต้านม” ทุกคนเสมอไป

เคมีบำบัด ตั้งเเต่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว เอมี่ อดัม ยิ่งให้ความสำคัญต่อการใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้นกว่าเดิม

เคมีบำบัด คุณอดัมโชคดีที่การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเเมมโมแกรมช่วยพบก้อนมะเร็งในระยะเริ่มต้น โดยก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็กมากเพียง 3-4 มิลลิเมตรเท่านั้น เล็กกว่ายางลบบนแท่งดินสอ เธอเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกเท่านั้นตามด้วยการฉายรังสีและคุณอดัมบอกว่าเธอไม่ต้องเข้ารับเคมีบำบัด

มะเร็งเต้านม

ด็อกเตอร์ เอมมิลี่ อัลไบรท์ (Dr. Emily Albright) ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านมที่มหาวิทยาลัย Missouri Health Care กล่าวว่ามีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นหลายคนขึ้นกว่าเดิมที่ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine ชี้ว่า การทดสอบพันธุกรรมสามารถระบุได้ถึงความเป็นไปได้ที่มะเร็งจะหวนคืน

ผลการศึกษานี้พบว่าผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่อการหวนคืนของมะเร็งต่ำ ไม่จำเป็นต้องเข้ารับเคมีบำบัด ส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการหวนคืนของมะเร็งเต้านมควรเข้ารับเคมีบำบัดเพราะมีส่วนช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดี แต่ด็อกเตอร์อัลไบรท์ กล่าวว่า แพทย์ไม่แน่ใจว่าควรเเนะนำอย่างไรแก่ผู้ป่วยที่มีเสี่ยงในระดับปานกลางต่อการหวนคืนของมะเร็งเต้านม

แต่ด็อกเตอร์อัลไบรท์ กล่าวว่า ผลการศึกษาล่าสุดนี้สร้างความชัดเจนว่าสำหรับผู้ป่วยที่เสี่ยงน้อยต่อการหวนคืนของมะเร็งเต้านม เคมีบำบัดไม่มีประโยชน์เพราะไม่จำเป็นต่อผู้ป่วย

แพทย์สามารถระบุความเป็นไปได้ของการหวนคืนของมะเร็งด้วยการทดสอบทางพันธุกรรม เคมีบำบัดมีผลข้างเคียงให้ผู้ป่วยเกิดอาการคลื่นไส้ ผมร่วงเเละมีอาการเหนื่อยล้า นอกจากนี้ยังเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อหัวใจเเละเส้นประสาทอีกด้วย

ด็อกเตอร์อัลไบรท์กล่าวว่าผลการศึกษานี้มีผลดีกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจำนวนมากที่ตรวจพบก้อนมะเร็งตั้งเเต่ในระยะเริ่มต้น

แต่ด็อกเตอร์อัลไบรท์ กล่าวว่าเมื่อเราเรียนรู้มากขึ้นเกี่่ยวกับชีววิทยา เราสามารถปรับรูปแบบการรักษาให้เหมาะแก่ผู้ป่วยแต่ละคนเพราะมีก้อนเนื้อมะเร็งบางอย่างที่เเม้จะมีขนาดเล็ก แต่อาจมีความร้ายเเรงกว่า ขณะที่ก้อนมะเร็งบางก้อนอาจมีขนาดใหญ่ แต่กลับมีความร้ายแรงน้อยกว่า

การตรวจคัดกรองมะเร็งเป็นกุญเเจสำคัญที่ช่วยตรวจพบมะเร็งเต้านมของคุณอดัมได้เเต่เนิ่นๆ การตรวจทรวงอกด้วยเเมมโมแกรมสามารถตรวจหาก้อนเนื้อในทรวงอกได้สองปีก่อนหน้าที่ผู้หญิงจะสามารถคลำเจอก้อนเนื้อได้

คุณอดัมกล่าวว่าผู้ป่วยจะมีความโล่งใจอย่างมากหากไม่ต้องเข้ารับเคมีบำบัดและเนื่องจากการศึกษานี้ จะมีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นที่สามารถรับการบำบัดมะเร็งเต้านมโดยไม่ต้องประสบกับผลข้างเคียงทางลบต่อร่างกายจากเคมีบำบัด

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

กรดอะมิโนจำเป็น

กรดอะมิโนจำเป็น จำเป็นอย่างไร? หาได้จากที่ไหนบ้าง?

กรดอะมิโนจำเป็น สารประกอบอินทรีย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโปรตีน เป็นหนึ่งในหน่วยโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายมนุษย์

กรดอะมิโนจำเป็น ร่างกายเราต้องการกรดอะมิโน 20 ชนิด เพื่อให้ร่างกายเติบโตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรดอะมิโนชนิดที่เราได้ยินบ่อยสุดคงเป็น กรดอะมิโนจำเป็น อย่างนั้นเรามาดูกันว่า กรดอะมิโนจำเป็น…จำเป็นอย่างไรต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

กรดอะมิโนจำเป็น

รู้จักกับ… กรดอะมิโนจำเป็น

กรดอะมิโนจำเป็น คือกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น กรดอะมิโนจำเป็นมีอยู่ด้วยกัน 9 ชนิด ได้แก่

ฮีสทิดีน (Histidine)

ไอโซลิวซีน (Isoleucine)

ลิวซีน (Leucine)

วาลีน (Valine)

ไลซีน (Lysine)

เมไธโอนีน (Methionine)

ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine)

ทรีโอนีน (Threonine)

ทริปโตแฟน (Tryptophan)

กรดอะมิโนจำเป็น… จำเป็นอย่างไร

กรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 9 ชนิด ล้วนแต่ทำหน้าที่สำคัญต่อร่างกาย ดังนี้

ฮีสทิดีน (Histidine) ใช้ในการผลิตฮีสตามีน (histamine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่สำคัญมากในการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน การย่อยอาหาร การทำหน้าที่ทางเพศ รวมถึงวงจรการนอนหลับและตื่นนอน ฮีสทีดีนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ปลอกไมอีลิน (Myelin sheath) ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มที่คอยป้องกันเซลล์ประสาททำงานได้เป็นปกติ

ไอโซลิวซีน (Isoleucine) หนึ่งในกรดอะมิโนจำเป็นในกลุ่ม Branched Chain Amino Acids (BCAAs) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลังงานในกล้ามเนื้อ (muscle metabolism) ช่วยในการรักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การผลิตฮีโมโกลบิน (hemoglobin) และการควบคุมพลังงาน

ลิวซีน (Leucine) หนึ่งในกรดอะมิโนจำเป็นในกลุ่ม Branched Chain Amino Acids (BCAAs) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการรักษาบาดแผล และการผลิตโกรทฮอร์โมน

วาลีน (Valine) กรดอะมิโนจำเป็นในกลุ่ม Branched Chain Amino Acids (BCAAs) ช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโตและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการผลิตพลังงาน

ไลซีน (Lysine) มีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์โปรตีน การดูดซึมแคลเซียม การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การผลิตฮอร์โมน เอนไซม์ พลังงาน คอลลาเจน และอีลาสตีน

เมไธโอนีน (Methionine) ทำหน้าที่สำคัญในกระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) และการขจัดพิษ ทั้งยังจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ การดูดซึมสังกะสี ซีลีเนียม และแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย

ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) สารตั้งต้นของสารสื่อประสาทอย่าง ไทโรซีน (Tyrosine), โดพามีน (Dopamine), เอพิเนฟรีน (Epinephrine) และนอร์อิปิเนฟริน (norepinephrine) เป็นส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้างและการทำงานของโปรตีนและเอนไซม์ รวมไปถึงการผลิตกรดอะมิโนชนิดอื่นด้วย

ทรีโอนีน (Threonine) ส่วนประกอบสำคัญของโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง เช่น คอลลาเจน และอีลาสติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ทั้งยังช่วยในการเผาผลาญไขมันและระบบภูมิคุ้มกันด้วย

ทริปโตแฟน (Tryptophan) เกี่ยวข้องกับความรู้สึกง่วงซึม (drowsiness) และการทำงานของส่วนต่างๆ ในร่างกาย ช่วยรักษาภาวะสมดุลของไนโตรเจน ทั้งยังเป็นสารตั้งต้นของ เซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยควบคุมการย่อยอาหาร การนอนหลับ และอารมณ์

อาหารเหล่านี้… แหล่งกรดอะมิโนจำเป็น

กรดอะมิโนจำเป็นเป็นสิ่งที่ร่างกายสังเคราะห์เองไม่ได้ ต้องรับจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น แต่เราไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็นทุกมื้อ โดยอาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบทุกชนิดในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย เรียกว่า โปรตีนสมบูรณ์ (Complete protein) ได้แก่

เนื้อสัตว์

อาหารทะเล

เนื้อสัตว์ปีก

ไข่

ผลิตภัณฑ์จากนม

ถั่วเหลือง

คีนัว (Quinoa)

บักวีต (Buckwheat)

นอกจากอาหารซึ่งเป็นโปรตีนสมบูรณ์ข้างต้นแล้ว อาหารพืช (Plant-based food) อื่นๆ ที่เป็นแหล่งโปรตีน เช่น ถั่วที่โตบนดิน หรือถั่วเปลือกแข็ง (อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น) ถั่วฝัก (ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา เป็นต้น)

ประโยชน์เพิ่มเติม ที่ได้จากกรดอะมิโนจำเป็น
อาจช่วยพัฒนาอารมณ์และการนอนหลับ
ทริปโตแฟน (Tryptophan) จำเป็นในการผลิตเซราโทนิน สารเคมีซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ การนอนหลับ และพฤติกรรม หากระดับเซราโทนินต่ำจะส่งผลให้ซึมเศร้าและรบกวนการนอน มีผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า อาหารเสริมที่มีทริปโตแฟนเป็นส่วนประกอบสามารถช่วยลดอาการของโรคซึมเศร้า ช่วยให้อารมณ์ดี และพัฒนาคุณภาพการนอน

ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกาย
กรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs ทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ไอโซลิวซีน (Isoleucine), ลิวซีน (Leucine) และวาลีน (Valine) ถูกใช้เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้า

ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกายและเล่นกีฬา และใช้ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายอย่างแพร่หลาย มีการวิจัย 8 ชิ้นที่ชี้ว่า อาหารเสริมที่มีกรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs เป็นส่วนประกอบ สามารถช่วยในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อและลดความเหนื่อยล้าหลังจากเล่นกีฬาได้อย่างดีมาก

ช่วยป้องกันกล้ามเนื้อลีบ
อาการกล้ามเนื้อลีบเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดได้บ่อยกับผู้ป่วยติดเตียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ จากการศึกษาวิจัยพบว่า กรดอะมิโนจำเป็นช่วยป้องกันกล้ามเนื้อเสียหาย และช่วยรักษาน้ำหนักตัวที่ปราศจากไขมัน (Lean Body Mass) ในผู้สูงอายุและนักกีฬาได้

ทั้งยังมีการศึกษาวิจัยในกลุ่มอาสาสมัครอายุ 22 ปีเป็นระยะเวลา 10 วันที่แสดงให้เห็นว่า อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับกรดอะมิโนจำเป็นรวมปริมาณ 15 กรัมต่อวันนั้น การสังเคราะห์โปรตีนกล้ามเนื้อ (Muscle Protein Synthesis / MPS) ซึ่งเป็นกระบวนการกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ ในขณะที่อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับยาหลอกมีการสังเคราะห์โปรตีนกล้ามเนื้อลดลงถึง 30%

อาจช่วยในการลดน้ำหนัก
ผลการศึกษาวิจัยในมนุษย์และสัตว์พิสูจน์ให้เห็นว่า กรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดไขมันได้ ยกตัวอย่าง งานศึกษาวิจัยระยะเวลา 8 สัปดาห์ในกลุ่มอาสาสมัครชายอายุ 36 ปีที่ออกกำลังกายเน้นในส่วนของกล้ามเนื้อพบว่า

เมื่ออาสาสมัครกินอาหารเสริมที่มีกรดอะมิโนในกลุ่ม BCAAs ปริมาณ 14 กรัมเป็นประจำทุกวัน สามารถลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายได้อย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับการกินเวย์โปรตีน หรือดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่

ผลเสียก็มี… หากบริโภคมากเกินไป
หากร่างกายได้รับกรดอะมิโนจำเป็นมากเกินไป อาจเกิดผลกระทบดังนี้

ระบบทางเดินอาหารทำงานน้อยลง เช่น ท้องอืด

ปวดท้อง

ท้องเสีย

เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ (เนื่องจากไปเพิ่มกรดยูริกในร่างกาย ซึ่งนำไปสู่อาการข้อต่ออักเสบ)

ความดันโลหิตลดลงแบบเสียสุขภาพ

ทำให้รูปแบบการกินเปลี่ยนแปลง

ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อคงความสมดุลของร่างกาย
อาหารส่วนใหญ่มีกรดอะมิโนในปริมาณที่ปลอดภัย แต่หากคุณวางแผนที่ควบคุมน้ำหนักด้วยการกินอาหารที่มีโปรตีนสูง ต้องการกินอาหารเสริมที่มีกรดอะมิโน หรือกินอาหารเสริมเพื่อการออกกำลังกายแบบเข้มข้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

5 พฤติกรรมเสี่ยง

5 พฤติกรรมเสี่ยง “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”วัยรุ่นไม่ค่อยให้ความสนใจ

5 พฤติกรรมเสี่ยง หากพูดถึง “หมอนรองกระดูก” แล้ว วัยรุ่นส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยให้ความสนใจสักเท่าไร แต่ถ้าเริ่มทำงานไปได้สักพัก

5 พฤติกรรมเสี่ยง หรือบางทีอาจได้ยินเองจากปากของหมอ เมื่อคุณไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก็เป็นได้

หมอนรองกระดูก คืออะไร?
หมอนรองกระดูก คือเนื้อเยื่อที่ลักษณะด้านนอกเป็นเหมือนพังผืดเหนียวๆ ซ้อนกันเป็นวงรอบหลายๆ ชั้น และด้านในนุ่มๆ หยุ่นๆ คล้ายวุ้น พบในบริเวณส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ที่วางพาดยาวไปตั้งแต่คอ อก จนถึงเอว

5 พฤติกรรมเสี่ยง

หมอนรองกระดูก มีหน้าที่ และความสำคัญอย่างไร?
หมอนรองกระดูกทำหน้าที่เป็นข้อต่อในการขยับของกระดูกสันหลัง และรับแรงกระแทกเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น นั่ง ยืน กระโดด เอนหลัง บิดตัว และอื่นๆ เหมือนกับเป็น “โช้คอัพ” ให้กับกระดูกสันหลังของเรา ของนอกจากนี้หมอนรองกระดูกยังคอยปกป้องไม่ให้กระดูกสันหลังเคลื่อนที่อีกด้วย

ทำไมวัยทำงานถึงเสี่ยงหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท?
ที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ ในหมู่วัยทำงาน อายุระหว่าง 20-50 ปีนั้น เพราะเป็นวัยที่ใช้ร่างหนัก พักผ่อนน้อย และอาจจำเป็นต้องทำงานในสถานที่ และเวลาที่จำกัดอยู่เสมอๆ รวมถึงพฤติกรรมเหล่านี้ที่เสี่ยงต่ออาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

 

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท มีอาการอย่างไร?
เมื่อกระดูกสันหลังได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง หรือหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมสภาพ ของเหลวภายในหมอนรองกระดูกอาจไหลทะลักออกมา แล้วไปกดทับเส้นประสาทรอบๆ จนทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นได้ สัญญาณของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือ

– ปวดบริเวณเอว คอ อก หรือหลังช่วงล่าง ปวดจิ๊ดๆ เหมือนไฟฟ้าช็อต ปวดๆ หายๆ มากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป

– บางครั้งอาการปวดอาจร้าว หรือเจ็บแปลบไปถึงต้นขา น่อง หรือเท้าได้

– อาจมีอาการชาในบริเวณที่ปวด

– บริเวณเอว หลังช่วงหลัง หรือคอรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ขยับลำบาก

– กล้ามเนื้อบริเวณคอ หลัง เอว อก ต้นขา น่องขา หรือหลังเท้าอ่อนแรง

– หากอาการรุนแรง อาจรู้สึกชาไปถึงรอบอวัยวะเพศ รอบก้น และการขับถ่าย หรือปัสสาวะลำบาก

พฤติกรรมเสี่ยง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
1. ก้มๆ เงยๆ บ่อยๆ หรือมากเกินไป

2. ยกของหนักซ้ำๆ ท่าเดิมๆ

3. ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องทำงานอยู่ในบริเวณที่มีการสั่นสะเทือนบ่อยๆ เช่น เขตก่อสร้าง

4. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก

5. อยู่ท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป

วิธีรักษา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
วิธีรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เป็นอยู่ โดยอาจเริ่มจากการทานยาเพื่อลดความปวด และการอักเสบ จากนั้นจึงทำกายภาพบำบัด และอาจฉีดยาลดการอักเสบที่เส้นประสาท ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจต้องเข้ารับการผ่าตัด

ป้องกันหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้อย่างไร?
1. ไม่ยกของหนัก หรือยกของท่าเดิมๆ มากเกินไป

2. ควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานทุกๆ 2-3 ชั่วโมง

3. หมั่นออกกำลังกาย ทำการบริหารเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหลัง และหน้าท้องให้แข็งแรง

ท่ากายบริหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลัง และหน้าท้อง ป้องกันอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
1) นอนหงาย ยกขาขึ้นข้างหนึ่งให้สูงจากพื้นประมาณ 1คืบ เข่าเหยียดตรง กระดกปลายเท้าเข้าหาตัว ค้างไว้ 5 วินาที แล้วทำสลับกับขาอีกข้าง

2) นอนหงาย ใช้มือทั้งสองกอดเข่าข้างหนึ่ง โน้มเข่าลงมาให้ชิดลำตัว ค้างไว้ 5 วินาที แล้วทำสลับกับเข่าอีกข้าง

3) นอนหงาย ชันเข่าขึ้น ประสานมือสองข้างไว้ด้านหลังบริเวณเอว จากนั้นแขม่วท้อง กดหลังลงค้างไว้ 5 วินาที

ในแต่ละท่า ควรทำซ้ำ 3-5 ครั้ง ทุกวัน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

วิธี

วิธี “วัดความดันโลหิต” ด้วยตัวเอง ทำอย่างไรให้ถูกต้องการเตรียมตัวก่อนตรวจ

วิธี “วัดความดันโลหิต” ด้วยตัวเอง ความดันโลหิตของคุณสามารถบอกบางอย่าง เกี่ยวกับสภาวะสุขภาพของคุณได้ โชคดีที่คุณไม่จำเป็นต้องไปหาแพทย์

วิธี “วัดความดันโลหิต” ด้วยตัวเองเพื่อทำการตรวจวัดระดับความดันโลหิตทุกครั้ง บทความนี้จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการตรวจ วัดความดันโลหิต ด้วยตัวเองที่บ้าน

วิธี

การเตรียมตัวก่อนทำการตรวจ

สิ่งที่คุณควรเตีรยมตัวก่อนทำการวัดระดับความดันโลหิตมีดังนี้

  • คุณจำเป็นต้องฟังเสียงชีพจร ฉะนั้น คุณจึงควรหาที่เงียบสงบ ควรนั่งพักเป็นเวลาอย่างน้อย 5 นาที ก่อนที่จะทำการวัดระดับความดันโลหิต
  • ควรทำกระเพาะปัสสาวะให้ว่าง เพื่อที่คุณจะได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ อย่าวัดระดับความดันโลหิตหากคุณรู้สึกตึงเครียด เพิ่งออกกำลังกาย รับประทานคาเฟอีน หรือสูบบุหรี่ ภายใน 30 นาทีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อผลการตรวจได้
  • ควรนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ เอนหลังหลังให้พิงกับเก้าอี้ ไม่ควรไขว้ขา และวางเท้าราบกับพื้น
  • หากคุณกำลังใส่เสื้อแขนยาว ควรม้วนแขนเสื้อขึ้นไป หากกำลังใส่เสื้อผ้ารัดแขนแน่นๆ ให้ถอดออกเสีย
  • วางแขนไว้ที่ระดับเดียวกับหัวใจ

ขั้นตอนในการวัดระดับความดันโลหิต

คุณสามารถวัดระดับความดันโลหิตได้ด้วยตัวเอง

  • เริ่มต้นจากการวัดชีพจร วางนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ตรงกลางพับข้อศอก
  • พันผ้ารอบต้นแขน ส่วนขอบล่างของผ้า (ส่วนหัวของหูฟังแพทย์) ควรอยู่เหนือพับข้อศอก 2.5 เซนติเมตร บริษัทผู้ผลิตอาจจะใส่ลูกศรเพื่อช่วยให้คุณทราบตำแหน่งของหูฟังของแพทย์

หากคุณใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบควบคุมด้วยมือ

  • ใส่หูฟังของแพทย์เพื่อฟังเสียงหัวใจเต้น แขนข้างหนึ่งถือเกจวัดความดัน (ดูเหมือนนาฬิกา) และแขนอีกข้างถือส่วนกระเปาะไว้
  • ปิดวาวล์ไหลเวียนอากาศที่กระเปาะ (ตรงเข็มนาฬิกาข้างกระเปาะ)
  • บีบกระเปาะให้ปลอกแขนวัดความดันโลหิตพองขึ้น ขณะที่คอยจับตาดูเกจวัดความดัน หยุดบีบเมื่อเกจ์ขึ้นไปถึง 30 มิลลิเมตรปรอท เหนือความดันตัวบน (systolic pressure) ที่คาดการณ์ไว้ (ตัวเลขบนของค่าความดันโลหิต) คุณจะรู้สึกแน่นที่ต้นแขน
  • ขณะที่กำลังจับตามองดูเกจวัดความดัน ให้ค่อยๆ เปิดวาล์วไหลเวียนอากาศที่กระเปาะ
  • ตั้งใจฟังเสียงให้ดี เมื่อได้ยินเสียงชีพจรให้จดจำค่าตัวเลขที่เกจวัดความดัน นับเป็นค่าเลขตัวบน เมื่อคุณได้ยินเสียงครั้งสุดท้ายให้จดบันทึกตัวเลขเป็นค่าความดันตัวล่าง (diastolic pressure)
  • คุณจะไม่ได้ยินเสียงชีพจร หากคุณปล่อยให้ปลอกแขนวัดความดันโลหิตยุบเร็วเกินไป ควรทำตามขั้นตอนข้างบนอีกครั้ง หลังจากผ่านไป 1 นาที

หากคุณใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิตอล

  • กดปุ่มที่เครื่องวัดความดัน
  • ปลอกแขนวัดความดันโลหิตจะพองตัวขึ้น และคุณจะรู้สึกแน่นที่ต้นแขน
  • ให้จดบันทึกค่าที่แสดงขึ้นบนหน้าจอของเครื่องวัดความดัน

แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณทำการวัดความดันโลหิตในเวลาที่แน่นอน คุณสามารถจดบันทึก และนำไปให้แพทย์ดูเมื่อถึงเวลาที่แพทย์นัดพบ

ทำความเข้าใจกับผลการตรวจ
คุรควรวัดระดับความดันโลหิตของคุณ 2 ถึง 3 ครั้งในคราวเดียว และใช้ตัวเลขที่คุณเห็นบ่อยที่สุด ผลการตรวจของคุณจะมีสองตัวเลข ตัวเลขบนคือค่าความดันตัวบน (120 มิลลิเมตรปรอท หรือน้อยกว่านั้น คือค่าปกติ) ตัวเลขล่างคือค่าความดันตัวล่าง (80 มิลลิเมตรปรอท หรือน้อยกว่านั้น คือค่าปกติ) หากตัวเลขบนของคุณคือ 140 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า หรือตัวเลขล่างของคุณคือ 90 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า นั่นหมายความว่าคุณมีโรคความดันโลหิตสูง (hypertension) หากค่าความดันโลหิตของคุณนั้นมากกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท แต่น้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท หมายความว่าคุณมีภาวะความดันโลหิตสูงเบื้องต้น (pre-hypertension)

แม้ว่าคุณจะยังไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ความเสี่ยงของคุณก็มีมาก ควรติดต่อแพทย์ ควรจำไว้ว่าเวลาส่วนใหญ่นั้น คุณจะไม่มีอาการใดๆ ของภาวะความดันโลหิต ควรตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ วิธีการนี้ไม่เจ็บ รวดเร็ว และง่าย และคุณสามารถตรวจจับความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว หากคุณมีภาวะความดันโลหิตสูง การวัดระดับความดันโลหิตจะช่วยให้คุณจัดการกับโรคได้ดีขึ้น และช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

หลอดเลือดแดง

หลอดเลือดแดง ส่วนปลายอุดตันที่ขา รักษาด้วยการขยายเส้นเลือดด้วย “บอลลูน”

หลอดเลือดแดง ส่วนปลายอุดตัน หรือ Peripheral Artery Disease มักมีสาเหตุมาจากการมีไขมันหรือหินปูนไปเกาะที่ผนังเส้นเลือดแดง จนเกิดการอักเสบและเกิดพังผืดเกาะสะสมบริเวณดังกล่าว จนทำให้รูของผนังเส้นเลือดแคบและตีบลง

หลอดเลือดแดง ส่วนปลายอุดตัน หรือ Peripheral Artery Disease มักมีสาเหตุมาจากการมีไขมันหรือหินปูนไปเกาะที่ผนังเส้นเลือดแดง จนเกิดการอักเสบและเกิดพังผืดเกาะสะสมบริเวณดังกล่าว จนทำให้รูของผนังเส้นเลือดแคบและตีบลง โดยกระบวนการเหล่านี้เรียกว่า Atherosclerosis เมื่อเกิดการอุดตันของเส้นเลือดแดง จะทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง และทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายของเส้นเลือดไม่เพียงพอ

หลอดเลือดแดง

โรคนี้มักเกิดในผู้ป่วยสูงอายุและมีปัจจัยเสี่ยงในผู้ที่สูบบุหรี่, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง ทั้งนี้จะมีอาการ ปวดน่องและขาเวลาเดิน (Claudication), ปวดขาในระยะพัก (Rest Pain) ซึ่งบ่งบอกว่ามีอาการรุนแรง และเกิดแผลหรือเนื้อตาย (Ulceration / Gangrene) ในที่สุด

โดยแนวทางการรักษา สามารถทำได้โดย การทำ Angioplasty ซึ่งได้แก่ การรักษาการตีบของเส้นเลือดโดยใช้บอลลูนเข้าไปถ่างขยายเส้นเลือด โดยในปัจจุบันการทำ Angioplasty เป็นทางเลือกที่ดีในการรักษาโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral Arterial Disease, PAD) เพราะใช้เวลาในการพักรักษาที่โรงพยาบาลน้อย

อย่างไรก็ตาม ก่อนการรักษาแพทย์จะมีการตรวจวินิจฉัยเพื่อประเมินการรักษา โดยจะใช้เครื่องมือ ได้แก่

  • Duplex ultrasound ซึ่งเป็นการใช้คลื่นเสียง Ultrasound (B – Mode) เพื่อแสดงตำแหน่งของการอุดตัน และใช้ Doppler Scan Mode เพื่อดูลักษณะของ Wave และ Flow ที่ตำแหน่งต่างๆ ซึ่งช่วยบอกความรุนแรงของการตีบตันได้
  • Magnetic resonance angiography (MRA) เป็นการตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
  • Computed tomography angiography (CTA) เป็นการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ร่วมกับการฉีด สารทึบรังสี แล้วนำข้อมูลที่ได้มาสร้างภาพสามมิติ ( 3D Reconstruction )

อย่างไรก็ตาม เมื่อคนไข้มีอาการ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน ควรรีบพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่จะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเนื้อตายเน่าของขาหรือเท้า ซึ่งอาจนำไปสู่การรักษาที่ต้องการต้องตัดทิ้งได้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ทำไมก่อนกินควรอ่า

ทำไมก่อนกินควรอ่าน “ฉลากโภชนาการ” ก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว-หวาน

ทำไมก่อนกินควรอ่าน “ฉลากโภชนาการ” หากเราเลือกซื้ออาหารที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว อาหารหวาน อาหารแห้ง ขนมคบเคี้ยวต่างๆ

ทำไมก่อนกินควรอ่าน “ฉลากโภชนาการ” อีกมากมาย ทั้งหมดที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยตามร้านค้าต่างๆ ล้วนแล้วแต่มาพร้อมกับ “ฉลากโภชนาการ” ที่มีประโยชน์ต่อการเลือกซื้อเลือกหาอาหารให้เราได้เลือกก่อนทานได้มาก

ฉลากโภชนาการ คืออะไร?
ฉลากโภชนาการ เป็นฉลากที่บ่งบอกถึงรายละเอียดของส่วนประกอบในอาหารชนิดนั้นๆ รวมสารอาหาร และพลังงานที่เราจะได้รับหลังทานอาหารชนิดนั้นๆ เข้าไปในร่างกาย ดังนั้นฉลากโภชนาการจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่รักสุขภาพ ที่อยากหลีกเลี่ยงส่วนประกอบของอาหารที่อาจทำร้ายร่างกาย ผู้ป่วยที่แพทย์สั่งให้ลด หรืองดการทานอาหารบางประเภท รวมทั้งผู้ที่แพ้อาหารบางชนิด ที่ควรส่องดูส่วนประกอบของอาหารชนิดนั้นๆ ก่อนซื้อมาทาน

ทำไมก่อนกินควรอ่า

ผู้ที่ควรใส่ใจอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้ออาหารทานมากเป็นพิเศษ
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันเส้นเลือด เบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ และหลอดเลือด เป็นต้น

ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

ผู้ที่แพ้อาหารบางชนิด
ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงส่วนประกอบของอาหารบางประเภท เช่น โรคเบาหวานหลีกเลี่ยงน้ำตาล โรคไต ความดันโลหิตสูงหลีกเลี่ยงโซเดียม และโรคหัวใจ และหลอดเลือดหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ เป็นต้น ดังนั้นการอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้ออาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำให้ติดเป็นนิสัย

ฉลากโภชนาการ มีข้อมูลอะไรบ้าง?
สำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา หรือ อย. ระบุว่า การอ่านฉลากก่อนซื้อเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ได้รับอาหารสำเร็จรูป หรือกึ่งสำเร็จรูปตรงตามความต้องการเนื่องจากฉลากอาหารเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานที่จะบอกว่าอาหารนั้นผลิตที่ใด มีส่วนประกอบ วิธีการปรุง การเก็บรักษาอย่างไร ผลิต และ/หรือหมดอายุเมื่อใด รวมถึงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร คำเตือนที่ควรระวัง และที่สำคัญได้รับอนุญาตจาก อย.หรือไม่ โดยดูจากเลขสารบบอาหาร xx-x-xxxxx-y-yyyy ซึ่งจะมีตัวเลข 13 หลักอยู่ภายในกรอบเครื่องหมาย อย. อีกส่วนที่ผู้บริโภคควรให้ความสนใจเนื่องจากเป็นแหล่งข้อมูลที่จะช่วยให้เราดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

วิธีอ่านฉลากโภชนาการ
1. ถ้าบริโภคอาหารตามปริมาณที่ระบุใน “หนึ่งหน่วยบริโภค” ก็จะได้รับพลังงาน และสารอาหารต่าง ๆ ตามข้อมูลที่แสดงใน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค”

2. ถ้าภาชนะบรรจุขนาดใหญ่ ไม่ควรบริโภคหมดในวันเดียว ควรสังเกต “จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ” ด้วย ซึ่งจะมีข้อแนะนำว่าควรแบ่งบริโภคกี่ครั้ง และบริโภคตามข้อแนะนำที่ระบุไว้

3. ต้องการทราบว่าอาหารนั้นให้พลังงานเท่าไร และให้สารอาหารอะไรบ้าง อาทิ โปรตีน โซเดียม โคเลสเตอรอล ฯลฯ ในปริมาณเท่าไร ให้ดูที่ “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” โดยเมื่อบริโภคตามปริมาณที่ระบุไว้ในหนึ่งหน่วยบริโภคก็จะได้รับสารอาหารตามนั้น เช่น จากตัวอย่าง หนึ่งหน่วยบริโภค คือ 1/8 ซอง (25 กรัม) ถ้าบริโภคตามปริมาณดังกล่าวจะได้รับพลังงาน 210 กิโลแคลอรี

4. ต้องการทราบว่าบริโภคอาหารนั้นแล้วจะได้รับสารอาหาร อาทิ ไขมัน แคลเซียม ฯลฯ คิดเป็นร้อยละเท่าไรของปริมาณที่แนะนำให้คนไทยรับประทาน ให้ดูที่ “ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน”

สังเกต “หน่วยบริโภค” ให้ดีๆ
ทั้งนี้พบว่าผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือต้องการลดการบริโภคไขมัน โซเดียม โดยใช้ประโยชน์จากฉลากโภชนาการ มักเข้าใจผิดว่าเมื่อบริโภคอาหารนั้นหมดทั้งซอง หรือทั้งกล่อง จะได้รับพลังงานและสารอาหารเท่ากับจำนวนตัวเลขที่แสดงอยู่ใน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” ซึ่งไม่แน่เสมอไป

โปรดสังเกต ”จำนวนหน่วยบริโภคต่อซอง หรือ ต่อกล่อง” ด้วย หากระบุตัวเลขมากกว่า 1 เช่น จากตัวอย่างระบุว่า “จำนวนหน่วยบริโภคต่อซอง : 8” ถ้าบริโภคหมดซองในครั้งเดียว ก็จะได้รับพลังงานและสารอาหารต่าง ๆ ถึง 8 เท่าของตัวเลขที่แสดงใน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค“

โดยหากบริโภคขนมซองที่แสดงเป็นตัวอย่างหมดทั้งซองจะได้พลังงานจากขนมซองนั้นถึง 1,680 กิโลแคลอรี ซึ่งถ้าเพิ่มการบริโภคขนมซองนี้โดยบริโภคหมดทั้งซองติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ในขณะที่ยังคงบริโภคอาหารในปริมาณใกล้เคียงกับที่เคยบริโภค และมีกิจวัตรประจำวันเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นถึง 1.5 กิโลกรัม และหากบริโภคติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน น้ำหนักตัวจะขึ้นประมาณ 6 กิโลกรัม

ดังนั้นเมื่อมองเห็นอาหารที่มีบรรจุภัณฑ์ขนาดกลางและขนาดใหญ่แสดงตัวเลขพลังงาน ไขมัน โซเดียม ที่ดูน้อย อย่าเพิ่งตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคแบบเพลิดเพลินหมดทั้งซอง ควรต้องดูให้แน่ใจตามข้อมูลที่กล่าวไว้ข้างต้นด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเคล็ดลับการเลือกซื้อดีๆ ที่ผู้รักสุขภาพควรบอกต่อกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ทำไม

ทำไม ? ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมักมีอาการ “ท้องเสีย” ยังมีอาการที่น่าเป็นห่วง

ทำไม นอกจากอาการปวดท้องประจำเดือนที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องทรมานจนอยากจะตัดมดลูกทิ้งให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ยังมีอาการที่น่าเป็นห่วง คือ “ไข้ทับระดู” และอาการที่น่ารำคาญ และทำให้ผู้หญิงหลายคนทรมานไม่แพ้กัน คืออาการ “ท้องเสีย” นั่นเอง

ทำไม ผู้หญิงหลายคนถึงมีอาการท้องเสียในช่วงที่มีประจำเดือน?
ถ้าใครยังจำความรู้ที่เคยเรียนมาตอนเด็กๆ ได้ จะทราบดีว่า ช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือน หรือใกล้มีประจำเดือน จะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างชัดเจน เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น หน้าอกมีขนาดใหญ่ขึ้น มีสิวขึ้นบริเวณใบหน้า หรือการเปลี่ยนแปลงที่อาจไม่เห็นด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ เช่น อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มาจากฮอร์โมนที่

ทำไม

มีชื่อว่า “เอสโตรเจน” และ “โปรเจสเตอโรน” ที่นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวไปแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคุณผู้หญิงด้วย เช่น ภูมิต้านทานน้อยลง ส่งผลให้ผู้หญิงเสี่ยงต่อการเป็นหวัด ติดเชื้อในอวัยวะภายในได้ง่ายขึ้น หรือมีไข้ หรือส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร จนทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

อาการท้องเสียระหว่างมีประจำเดือน มาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มมากขึ้น บวกกับระดับฮอร์โมนเซโรโทนินที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวได้ แต่ส่วนใหญ่อาการไม่น่าเป็นห่วง อาการท้องเสียจะค่อยๆ หายไปเองหลังจากมีประจำเดือนไปได้ 1-3 วัน

การป้องกันอาการท้องเสียระหว่างมีประจำเดือน
เมื่อในช่วงนี้ระบบย่อยอาหารอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเหมือนเคย เราจึงควรงดอาหารที่รบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร หรือช่วยให้ร่างกายทำงานได้ง่ายขึ้น ด้วยการงดอาหารที่ทำให้เสาะท้องได้ง่าย เช่น อาหารรสจัด หวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด มันจัด ผลไม่ที่มีรสเปรี้ยวรุนแรง เช่น มะม่วงเปรี้ยว มะขาม มะดัน เครื่องดื่มประเภทนม รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย

นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดอาการท้องเสียระหว่างมีประจำเดือนได้ ดังนั้นควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ นอกจากเรื่องท้องเสียแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นไข้ทับระดู และยังช่วยลดอาการปวดท้องระหว่างมีประจำเดือนได้อีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com